'บีอาร์เอ็น' หาทุนป่วนใต้ บุกปล้นทอง 35 ล้านบาท อุกอาจกลางเมืองโก-ลก พบรอยเผ่นหนีไปมาเลย์
อาชญากรรม | อาชญา ข่าวสด
‘บีอาร์เอ็น’ หาทุนป่วนใต้
บุกปล้นทอง 35 ล้านบาท
อุกอาจกลางเมืองโก-ลก
พบรอยเผ่นหนีไปมาเลย์
หลังเหตุปล้นทองในห้างดังที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ฝ่ายความมั่นคงให้ข้อมูลไปในทางเดียวกันว่า เป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จของการสกัดกั้นท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่ม BRN ทั้งยาเสพติด สิ่งผิดกฎหมายอื่นๆตามแนวชายแดน ทำให้ต้องดิ้นรนหาเงินทุนมาหล่อเลี้ยงขบวนการ จากนักรบเพื่ออุดมการณ์จึงต้องปรับตัวเป็น ‘โจรปล้นทอง’
ย้อนไปเมื่อ 18.30 น. วันที่ 5 ตุลาคม ท่ามกลางผู้คนที่เข้าไปซื้อหาสินค้าในห้างบิ๊กซี สาขาสุไหงโก-ลก ถ.ประชาวิวัฒน์ ต.สุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ชายฉกรรจ์ 10 คนสวมชุดดำปกปิดใบหน้า พร้อมอาวุธสงครามครบมือ คนร้ายแบ่งหน้าที่กันอย่างรู้งาน กลุ่มหนึ่งตรงเข้าไปควบคุมตัวเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ของห้าง พร้อมยึดวิทยุสื่อสาร
ก่อนที่คนร้ายที่เหลือจะกรูเข้าไปยังร้านทองเยาวราชกรุงเทพ ใช้อาวุธข่มขู่พนักงาน แล้วลงมือกวาดทองรูปพรรณในตู้โชว์ไปเกือบหมด ใช้เวลาก่อเหตุไม่ถึง 10 นาที ก่อนจะวิ่งหลบหนีออกจากห้าง
ขณะไปขึ้นรถกระบะที่จอดรออยู่ คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่ ส.อ.บุริศวร์ ระดาชัย ตำแหน่งนายสิบอาวุธเบา ชป.รพศ.408 ที่มาซื้อของในห้างและวิ่งกลับไปนำอาวุธปืนประจำกายที่เก็บไว้ในรถมายิงสกัด จนได้รับบาดเจ็บ ถูกกระสุนปืนที่ไหล่ขวา ขาซ้าย และเฉี่ยวแก้ม รวม 3 นัด
โดยระหว่างหลบหนีมีคนร้ายอีกจำนวนหนึ่งโปรยตะปูเรือใบ และวางวัตถุต้องสงสัย 2 จุด ตามเส้นทางหลบหนีที่แยกยูเทิร์น บิ๊กซี และแยกอรกานต์
ต่อมามีการตรวจสอบพบว่าวัตถุต้องสงสัยดังกล่าวเป็นถังแก๊สหุงต้ม ซึ่งวางไว้ที่บริเวณถนนหน้ายูเทิร์น พร้อมโปรยตะปูเรือใบบนถนน โดยมีประชาชนที่สัญจรไปมาถูกตะปูเรือใบรถยนต์ได้รับความเสียหายไปหลายคัน
พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9 พล.ต.ต.ชุมพล ศักดิ์สุรีย์มงคล ผบก.สส.จชต. พ.ต.อ.ดิเรก โฉมยงค์ รอง ผบก.ภ.จว.นราธิวาส พ.ต.อ.นิยม สุวรรณคง ผกก.สส.ภ.จว.นราธิวาส พ.ต.อ.เจษฎาวิทย์ อินทร์ประพันธ์ ผกก.สภ.สุไหงโก-ลก นำเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเบาะแสคนร้าย
เบื้องต้นทางร้านทองเยาวราชกรุงเทพแจ้งว่า ทองรูปพรรณที่ตู้โชว์ไว้ในร้านเบื้องต้นมีประมาณ 800 บาท คาดว่าคนร้ายปล้นได้ไป 600 บาท มูลค่า 35,670,000 บาท ทั้งนี้ คนร้ายยังได้หยิบไอแพด 1 เครื่อง และมือถืออีก 2 เครื่อง จากร้านขายมือถือใกล้เคียงไปด้วย
พล.ต.ต.ชุมพลระบุว่า กลุ่มคนร้ายทั้งหมดวางแผนมาเป็นอย่างดี คาดว่ามีจำนวน 20 คน แยกกันทำงานเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ปล้นรถยนต์กระบะของชาวบ้าน 2 คัน มาใช้ก่อเหตุ มีจำนวน 5 คน กลุ่มที่ 2 บุกปล้นทองที่ห้าง มีจำนวน 10 คน ส่วนกลุ่มที่ 3 ทำหน้าที่วางระเบิด มีจำนวนประมาณ 5 คน
ส่วนกลุ่มคนร้ายที่บุกปล้นทอง คาดหลบหนีไปเส้นทางสายสากอ-แว้ง ที่สามารถอาศัยช่องทางธรรมชาติหลบหนีไปกบดานในประเทศเพื่อนบ้าน
ขณะที่การติดตามตัวคนร้าย รุ่งขึ้นวันที่ 6 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ร้อย ปชด.ที่ 4 พบรถกระบะโตโยต้า วีโก้ ทะเบียน บท 7187 ปัตตานี และรถกระบะอีซูซุ ดีแมคซ์ ทะเบียน บค 6521 นราธิวาส ที่คนร้ายปล้นมาใช้ก่อเหตุ จอดทิ้งไว้ที่ภายในสวนปาล์มบ้านตอออ หมู่ 1 ต.กายูคละ อ.แว้ง ใกล้ชายแดนไทย-มาเลเซีย
พ.ต.อ.เฮรามาน เจ๊ะดี ผกก.สภ.แว้ง สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน นำโดย พ.ต.ท.อนุรักษ์ สุริวงศ์ รอง ผกก.สส. พ.ต.ท.ประยูร สุวรรณโณ สว.สส. พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน เข้าตรวจสอบ พร้อมขอสนับสนุนชุดอีโอดี และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน มาตรวจสอบว่าคนร้ายลอบวางระเบิดทิ้งไว้ภายในรถยนต์กระบะทั้ง 2 คันหรือไม่อย่างไร
ก่อนที่จะมีการตรวจสอบคราบลายนิ้วมือแฝงเพื่อเป็นหลักฐาน
ด้าน กอ.รมน.ภ.4 สน. ระบุว่าเป็นการกระทำของกลุ่ม BRN เป็นสิ่งบอกเหตุแสดงว่ากลุ่มขบวนการขาดเงินทุนในการก่อเหตุ เป็นผลจากการที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการปราบปรามอย่างเข้มข้นต่อเส้นทางการเงินซึ่งเป็นท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่มขบวนการ อาทิ ยาเสพติด สินค้าผิดกฎหมาย และน้ำมันเถื่อน ซึ่งเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่มขบวนการ
จึงเป็นสิ่งบ่งชี้ว่ากลุ่มขบวนการดังกล่าวมิได้กระทำตามอุดมการณ์ที่อ้างต่อพี่น้องประชาชน เป็นเพียงกลุ่มโจรซึ่งกระทำทุกอย่างเพียงเพื่อประโยชน์ของกลุ่มตนเท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนและระบบเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ กอ.รมน.ภ.4 สน. ยังประณามการกระทำเยี่ยงโจรดังกล่าว ซึ่งส่งผลต่อความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน รวมถึงการไม่คำนึงถึงปากท้องของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ
ยังไม่ทันไรก็เกิดเหตุขึ้นมาอีก โดยเมื่อเวลา 00.50 น. วันที่ 7 ตุลาคม สภ.บ้านโสร่ง ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี รับแจ้งเกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดตู้เอทีเอ็มธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย บริเวณริมถนนภายในมหาวิทยาลัยฟาฏอนี พ.ต.อ.วฤทธิ์ เจ๊ะโด ผกก. เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน เจ้าหน้าที่ พฐ. เจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิด และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเข้าตรวจสอบ พบตู้เอทีเอ็มถูกแรงระเบิดทำลายเป็นเศษเหล็ก เศษชิ้นส่วนกระจายเต็มพื้นที่
ใกล้กันพบ รปภ.ของมหาวิทยาลัย 2 นายถูกคนร้ายจับมัดไว้ เบื้องต้นพบคนร้ายใช้ระเบิดแสวงเครื่องน้ำหนักประมาณ 2 กิโลกรัม ตั้งเวลาไว้ให้ทำงานอัตโนมัติ แต่ไม่พบสะเก็ดระเบิด คาดต้องการใช้เพียงแรงอัดเพื่อเปิดช่องเข้าถึงกล่องเก็บเงิน แต่ทำไม่สำเร็จ
รปภ.ทั้ง 2 นายให้การว่า ก่อนเกิดเหตุมีกลุ่มคนร้ายจำนวน 4 คน สวมชุดดำปิดบังใบหน้าและถืออาวุธปืนสงคราม เดินลงมาจากเนินเขาด้านหลังมหาวิทยาลัย และแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน
กลุ่มหนึ่งเข้าไปจับ รปภ.ของมหาวิทยาลัย 2 นาย มัดมือไพล่หลังในป้อมยาม และปล้นอาวุธปืนลูกซองประจำกายไป 2 กระบอก
อีกกลุ่มติดตั้งวัตถุระเบิดที่ตู้เอทีเอ็มและทำหน้าที่คุ้มกันพื้นที่โดยรอบ
หลังจุดระเบิดคนร้ายพยายามใช้เครื่องมืองัดตู้เอทีเอ็มเพื่อเอาเงินสด แต่ไม่เป็นผล เนื่องจากกล่องเก็บเงินภายในไม่ได้รับความเสียหาย จึงหลบหนีไปทางเนินเขาด้านหลังซึ่งเป็นเส้นทางเดิมที่ใช้เข้ามา
เจ้าหน้าที่สันนิษฐานเหตุการณ์นี้เป็นความพยายามของกลุ่มผู้ก่อเหตุความไม่สงบที่ต้องการหาเงินไปใช้สนับสนุนการเคลื่อนไหวในพื้นที่ โดยมีลักษณะคล้ายกับเหตุปล้นร้านทองในห้างบิ๊กซี อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส และเหตุลอบวางระเบิดตู้เอทีเอ็มธนาคารอิสลามฯ สาขาปูยุด อ.เมือง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา คาดอาจเป็นฝีมือกลุ่มเดียวกัน
จากการประเมินของเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคง คาดทองรูปพรรณที่กลุ่มคนร้ายได้ไปน่าจะแยกออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนใหญ่น่าจะนำเข้าไปขายหรือแปรรูปในประเทศมาเลเซีย
ส่วนที่เหลือคาดยังอยู่ในมือหรือครอบครองโดยสมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ร่วมปฏิบัติการปล้นร้านทอง เพื่อแอบลักลอบหรือแปรรูปผันเป็นเงินใช้เป็นต้นทุนในการเคลื่อนไหวก่อเหตุร้ายในพื้นที่
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการรับน้อง พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 คนใหม่ ว่า ไม่ว่าจะรับน้องรับพี่ ต้องมีแผนการในการให้ความปลอดภัยประชาชนเป็นเรื่องของทั้ง บช.ภาค 9 รวมถึงทหาร โดยกองทัพภาคที่ 4 ดูแลในพื้นที่อยู่แล้ว เป็นพื้นที่ที่ประกาศกฎอัยการศึก ดังนั้น ต้องดำเนินการด้วยความเข้มข้นเท่าที่ทำได้
ด้าน พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม เผยว่า จากที่รับรายงานมาเป็นการก่อเหตุของกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็น เข้ามาปฏิบัติการและขนทองหนีกลับไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนการติดตามจับกลุ่มผู้ก่อเหตุและนำทองกลับมาต้องประสานประเทศเพื่อนบ้าน อยากให้รอการดำเนินการของเจ้าหน้าที่
พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และโฆษก ตร. เผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งการให้ตำรวจ บช.ภาค 9 เร่งคลี่คลายคดีนี้โดยเร็วที่สุด ผบ.ตร.ยังกำชับให้ทุกจังหวัดทั่วประเทศยกระดับมาตรการป้องกันเหตุซ้ำ โดยให้ตรวจสอบระบบความปลอดภัยของผู้ประกอบการร้านทอง ร้านค้า และพื้นที่อ่อนไหวอื่นๆ ให้มีระบบป้องกันตนเองที่รัดกุมมากขึ้น เช่น ระบบกล้องวงจรปิดที่เชื่อมโยงกับตำรวจ ระบบสัญญาณแจ้งเหตุฉุกเฉิน และช่องทางสื่อสารระหว่างผู้ประกอบการกับตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้สามารถแจ้งเหตุได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมสั่งประเมินมาตรการด้านความปลอดภัยของห้างสรรพสินค้า ร้านทอง และสถานประกอบการสำคัญทั่วประเทศ เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันเหตุซ้ำ และยืนยันว่าตำรวจจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับผู้ก่อเหตุ
ด้วยความที่คนร้ายทำงานเป็นระบบเหมือนมืออาชีพ แถมระหว่างหลบหนียังไม่เจอกับการสกัดของเจ้าหน้าที่ จนมีข่าวลือว่าหรือจะเป็นฝีมือคนมีสี
แต่ล่าสุดการตรวจสอบดีเอ็นเอจากคราบลายนิ้วแฝงของ 1 ใน 10 คนร้ายที่พบบนตู้โชว์สร้อยคอทองรูปพรรณ ตรงกับสมาชิกของผู้ก่อเหตุรุนแรง มีภูมิลำเนาพื้นที่ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ที่ร่วมก่อเหตุคดีความมั่นคงในพื้นที่ อ.ตากใบ 4 คดี
ตัดท่อน้ำเลี้ยงจน BRN กลายเป็น ‘โจรปล้นทอง’ ไปแล้ว ที่ต้องเร่งทำคือการเจรจาสันติสุข เพราะอย่างไรเสียทุกสงครามก็ล้วนจบลงบนโต๊ะเจรจา
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘บีอาร์เอ็น’ หาทุนป่วนใต้ บุกปล้นทอง 35 ล้านบาท อุกอาจกลางเมืองโก-ลก พบรอยเผ่นหนีไปมาเลย์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly