GDP ไทย ไตรมาส 2 โต 2.8% สภาพัฒน์ฯ ปรับเพิ่มคาดการณ์ปี 68 เป็น 2 %
สภาพัฒน์ฯ เผย GDP ไทย ไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ขยายตัว 2.8% ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้ครึ่งปีแรกโต 3.0% ปรับคาดการณ์ GDP ไทย ทั้งปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 2 % ขณะที่อัตราเงินเพื่อทั่วไปติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาสอยู่ที่ร้อยละ -0.3
18 ส.ค.2568 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) หรือ สภาพัฒน์ฯ เผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สองของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.8 ซึ่งลดลงจากการขยายตัวร้อยละ 3.2 ในไตรมาสแรกของปี 2568 และเมื่อปรับผลตามฤดูกาล เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สองของปี 2568 ขยายตัวจากไตรมาสแรกของปี 2568 ที่ร้อยละ 0.6 (%QoQ_SA) ขณะที่ภาพรวมครึ่งแรกของปี 2568 เศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 3.0 โดยขยับคาดการณ์ปี 2568 จากเดิมช่วงร้อยละ 1.3 - 2.3 ค่ากลางร้อยละ 1.8 เป็นช่วงร้อยละ 1.8 - 2.3 ค่ากลางร้อยละ 2.0)
โดยมาจากการใช้จ่าย การส่งออกสินค้าขยายตัวในเกณฑ์สูงต่อเนื่อง การลงทุนภาคเอกชนกลับมาขยายตัว ขณะที่การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาล การลงทุนภาครัฐ และการส่งออก บริการขยายตัวชะลอลง
ภาพรวมเศรษฐกิจไตรมาส 2 ปี 2568
โดยการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวร้อยละ 2.1 ชะลอลงจากการขยายตัวร้อยละ 2.5 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการชะลอตัวของการใช้จ่ายในหมวดบริการเป็นสำคัญ ในขณะที่การใช้จ่ายในหมวดอื่นเร่งตัวขึ้น
การใช้จ่ายในหมวดบริการขยายตัวร้อยละ 1.1 ชะลอลงจากร้อยละ 4.3 ในโตรมาสก่อนหน้า ตามการชะลอตัวของการใช้จ่ายกลุ่มโรงแรมและภัตตาคาร และกลุ่มบริการด้านขนส่งที่ขยายตัวร้อยละ 5.7 และร้อยละ 3.6ตามลำดับ
ขณะที่การใช้จ่ายหมวดสินค้าไม่คงทนขยายตัวร้อยละ 2.6 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 1.9ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับการขยายตัวเร่งขึ้นของการใช้จ่ายกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม การใช้จ่ายหมวดสินค้ากึ่งคงทุนขยายตัวร้อยละ 2.0 ต่อเนื่องจากการขยายตัวร้อยละ 1.0 ในไตรมาสก่อนหน้า
สำหรับการใช้จ่ายหมวดสินค้าคงทนกลับมาขยายตัวครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส ร้อยละ 6.1 ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงร้อยละ 1.4 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการใช้จ่ายเพื่อซื้อยานพาหนะที่กลับมาขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 10.7 การชะลอตัวของการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนในไตรมาสนี้ สอดคล้องกับการปรับตัวลดลงของของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ระดับ 48.0 ลดลงจากระดับ 51.5 ในไตรมาสก่อนหน้า การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลขยายตัวร้อยละ 2.2 ชะลอลงจากการขยายตัวร้อยละ 3.4ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการชะลอตัวของค่าตอบแทนแรงงานและค่าซื้อสินค้าและบริการเป็นสำคัญ
สำหรับอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 22.5 (ต่ำกว่าอัตราเบิกจ่ายร้อยละ 23.6 ในไตรมาสก่อนหน้า และร้อยละ 31.6 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน) รวมครึ่งแรกของปี 2568 การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 2.3
ขณะที่การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลขยายตัวร้อยละ 2.8 การลงทุนรวม ขยายตัวร้อยละ 5.8 เร่งขึ้นจากร้อยละ 4.7 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการลงทุนภาคเอกชนที่กลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส ร้อยละ 4.1 สอดคล้องกับการกลับมาขยายตัวของการลงทุนในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือร้อยละ 5.9
โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของการลงทุนทั้งในหมวดยานยนต์หมวดอุตสาหกรรม และหมวดเครื่องใช้สำนักงาน ขณะที่การลงทุนในหมวดก่อสร้างลดลงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 5 ร้อยละ 2.0 ตามการลดลงต่อเนื่องของการก่อสร้างที่อยู่อาศัยและอาคารพาณิชย์เป็นสำคัญ
ขณะที่การก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมขยายตัวเร่งขึ้น สำหรับการลงทุนภาครัฐ ขยายตัวร้อยละ 10.1 ชะลอลงจากร้อยละ 26.3 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการลงทุนในหมวดก่อสร้างขยายตัวร้อยละ 16.1 ชะลอลงจากร้อยละ 33.7 ในไตรมาสก่อน ขณะที่การลงทุนในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส ร้อยละ 8.1
สำหรับอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 13.5 (สูงกว่าอัตราเบิกจ่ายร้อยละ 12.9 ในไตรมาสก่อนหน้า แต่ต่ำกว่าร้อยละ 21.5 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน) รวมครึ่งแรกของปี 2568 การลงทุนรวมขยายตัวร้อยละ 5.2 โดยการลงทุนภาคเอกชนและการลงทุนภาครัฐขยายตัวร้อยละ 1.4 และร้อยละ 17.5 ตามลำดับ
ด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกสินค้า มีมูลค่า 84,171 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ร้อยละ 15.0 ตามการเร่งส่งออกสินค้าก่อนสิ้นสุดช่วงผ่อนปรนอัตราภาษีศลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐฯ โดยดัชนีปริมาณการส่งออกขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 14.5 ตามการขยายตัวเร่งขึ้นของปริมาณการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม สอดคล้องกับความต้องการสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง ส่วนดัชนีราคาสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4
เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 0.91 สูงกว่าร้อยละ 0.89 ในไตรมาสก่อนแต่ต่ำกว่าร้อยละ 1.07 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเพื่อทั่วไปติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาสอยู่ที่ร้อยละ -0.3
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 1.0 ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 0.6 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (17.1 พันล้านบาท) เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2568 อยู่ที่ 262.4 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2568 มีมูลค่าทั้งสิ้น 12.07 ล้านล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 64.2 ของ GDP
แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2568
เศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.8 - 2.3 (ค่ากลางการประมาณการ ร้อยละ 2.0) ชะลอลงจากร้อยละ 2.5 ในปี 2567
ตามแนวโน้มการลดลงของปริมาณการส่งออกสินค้า ในช่วงครึ่งหลังของปีที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการผลิตภาคอุตสาหกรรม ท่ามกลางแนวโน้มการชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยว
ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดและความเสี่ยงจากภาระหนี้สินของครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูงความผันผวนของราคาและผลผลิตภาคการเกษตร และความผันผวนของระบบเศรษฐกิจการค้าโลก อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังยังมีแนวโน้มที่จะได้รับแรงสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นของรายจ่ายลงทุนภาครัฐการขยายตัวต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ และการปรับตัวดีขึ้นของการลงทุนภาคเอกชน
ทั้งนี้ คาดว่าการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวร้อยละ 2.1 และร้อยละ 1.0 ตามลำดับ ขณะที่มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวร้อยละ 5.5 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วงร้อยละ 0.0.5 และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 2.1 ของ GDP
รายละเอียดของการประมาณการเศรษฐกิจในปี 2568 ในต้านต่าง ๆ มีดังนี้
- การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย (1) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.1 ชะลอลงจากร้อยละ 4.4 ในปี 2567 และปรับลดลงจากร้อยละ2.4 ในการประมาณการครั้งก่อน สอดคล้องกับแนวโน้มการชะลอตัวของรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและการลดลงของรายได้เกษตรกรตามระดับราคาสินค้าเกษตรที่ลดลง และ (2) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคภาครัฐบาล คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.2 ชะลอลงจากร้อยละ 2.5 ในปีก่อนหน้า ใกล้เคียงกับร้อยละ 1.3ในการประมาณการครั้งก่อน
- การลงทุนรวม คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.1 เทียบกับร้อยละ 0.0 ในปี 2567 และเป็นการปรับเพิ่มจากร้อยละ 0.9 ในการประมาณการครั้งก่อน โดย (1) การลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.0ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงร้อยละ (-1.6) ในปีก่อนหน้า และเป็นการปรับเพิ่มจากการลดลงร้อยละ (-0.7)ในการประมาณการครั้งก่อน เพื่อให้สอดคล้องกับข้อมูลจริงในครึ่งปีแรกที่ขยายตัวสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้
ขณะที่ (2) การลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 5.2 ต่อเนื่องจากร้อยละ 4.8 ในปี 2567 แต่เป็นการปรับลดจากร้อยละ 5.5 ในการประมาณการครั้งที่ผ่านมา ตามการปรับลดสมมติฐานอัตราเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนประจำปีงบประมาณ 2568 และการปรับสมมติฐานการจัดสรรงบประมาณภายใต้งบกลางรายการค่าใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ - มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์ สรอ. คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 5.5 ชะลอลงจากร้อยละ 5.8 ในปี 2567 แต่ปรับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.8 ในการประมาณการครั้งก่อน ตามการขยายตัวในเกณฑ์สูงของมูลค่าการส่งออกสินค้าในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ที่ขยายตัวร้อยละ 15.0
อย่างไรก็ตาม คาดว่า ผลกระทบจากอัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ และแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกจะเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี เมื่อรวมกับการปรับลดการส่งออกบริการเพื่อให้สอดคล้องกับการปรับลดสมมติฐานจำนวนและรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยคาดว่าปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการในปี 2568 จะขยายตัวร้อยละ 5.1 ชะลอลงจากร้อยละ 7.8 ในปีที่ผ่านมา แต่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.5 ในการประมาณการครั้งก่อน
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 6 เรื่อง
ประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2568 การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2568 ควรให้ความสำคัญ กับ 6 เรื่องคือ
- การดำเนินการเพื่อลดผลกระทบที่เกิดจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯและมาตรการตอบโต้ของประเทศสำคัญ ประกอบด้วย
(1) การขยายตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสียงและลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มที่จะสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาด อาทิ เครื่องโทรศัพท์ เครื่องประมวลผลขัอมูลอัตโนมัติ หม้อแปลงไฟฟ้า อุปกรณ์ประกอบยานยนต์และเครื่องปรับอากาศ โดยควบคู่ไปกับการเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรีที่กำลังอยู่ในชั้นตอนของการเจรจาและเตรียมศึกษาเพื่อเจรจากับประเทศคู่ค้าสำคัญใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ
(2) การยกระดับการตรวจสอบและเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิด (Rule of origin)เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ทางการค้าและลดความเสี่ยงที่ประเทศไทยจะถูกดำเนินมาตรการทางภาษีเพิ่มเติมโดยเร่งรัดปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบและจัดทำแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะการปรับปรุงกระบวนการขอรับหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า(Certificate of Origin: C/O) และกระบวนการตรวจสอบและรับรองสัดส่วนของมูลค่าวัตถุดิบที่ผลิตภายในภูมิภาคที่ใช้ในการผลิตสินค้าสำคัญ ๆ (Regional Value Content: RVC) ให้มีประสิทธิภาพและไม่สร้างภาระต้นทุนแก่ผู้ประกอบการเพิ่มเติม
(3) การตรวจสอบและเฝ้าระวังการทุ่มตลาดและการใช้นโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรมจากประเทศผู้ส่งออกสำคัญ เพื่อลดผลกระทบจากการทะลักของสินค้านำเข้า โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบคุณภาพสินค้านำเข้าให้มีความเข้มงวดรัดกุมมากขึ้น และเร่งออกมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมสินค้านำเข้า รวมทั้งการดำเนินการอย่างเคร่งครัดกับผู้กระทำความผิดลักลอบนำเข้าสินค้าที่ผิดกฎหมายหรือไม่ได้มาตรฐานโดยเฉพาะการลักลอบการนำเข้าสินค้าตามแนวชายแดน ควบคู่ไปกับการสนับสนุนช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบให้สามารถเข้าถึงยื่นคำขอและไต่สวนการใช้มาตรการภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด การอุดหนุน และมาตรการปกป้องจากการนำเข้า (AD/CVD/AC)
และ (4) การส่งเสริมให้ภาคธุรกิจบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ควบคู่ไปกับการอำนวยความสะดวกและลดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก - การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยให้ความสำคัญกับ (1) การเร่งรัดนักลงทุนที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในช่วงปี 2566 - 2568 ให้เกิดการลงทุนจริงโดยเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนซึ่งมียอดขอรับการลงทุนสูงในช่วงที่ผ่านมา (2) การทบทวนสิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนผ่านรูปแบบการร่วมลงทุน (Joint Venture) และส่งเสริมการสร้างธุรกิจเกี่ยวเนื่องในไทย รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดการถ่ายโอนองค์ความรู้และเทคโนโลยีแก่ผู้ประกอบการไทย และลดความเสียงจากการใช้ไทยเป็นทางผ่านในการส่งออกสินค้า (Traกรshipment)พร้อมทั้งการทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยกำหนดเงื่อนไขการใช้วัตถุดิบ (Local Content) การจ้างแรงงานภายในประเทศ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น และ (3) การพัฒนาระบบนิเวศที่เหมาะสมเพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมและบริการเป้าหมายให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะการปรับลดอุปสรรคด้านขั้นตอนกระบวนการ และข้อบังคับ/กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิต และการพัฒนาผลิตภาพแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมและภาคบริการเป้าหมาย รวมทั้งการเพิ่มผลิตภาพการผลิตผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อนำไปสู่การผลิตสินค้าไทยที่มีศักยภาพและสามารถเชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิตโลกมากขึ้น
- การสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง โดยมุ่งเน้น (1) การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวอย่างจริงจัง รวมถึงการเตรียมความพร้อมของปัจจัยแวดล้อมด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญอาทิ สนามบิน/เที่ยวบิน กระบวนการตรวจคนเข้าเมือง โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกการบริหารจัดการพื้นที่และสิ่งแวดล้อม (2) การจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะกลุ่มพำนักระยะยาว ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวให้มากขึ้น และ (3) การส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวคุณภาพสูง และยกระดับศักยภาพและฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพและยั่งยืน
- การให้ความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ที่ประสบปัญหาด้านการเข้าถึงสภาพคล่องและได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากมาตรการก็ดกันทางการค้า ผ่านมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สินเชื่อเพื่อการปรับตัว (Transformation Loan) และการส่งเสริมสินเชื่อเครือข่ายธุรกิจเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง รวมทั้งการสร้างความตระหนักรู้ถึงมาตรการให้ความช่วยเหลือของภาครัฐเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ เพื่อให้ลูกหนี้โดยเฉพาะลูกหนี้รายย่อยและธุรกิจ SMEs ได้รับความช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างหนี้และสามารถชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสมตามศักยภาพ ควบคู่ไปกับการมุ่งเน้นแนวทางในการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ SMEs และการยกระดับศักยภาพการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs
- การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อให้เม็ดเงินรายจ่ายภาครัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเบิกจ่ายงประมาณรายจ่ายลงทุนภายใต้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ไม่ให้ต่ำกว่าร้อยละ 65 ของกรอบงบลงทุนรวม โดยเร่งรัดกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการก่อหนี้ผูกพันสัญญาโดยเฉพาะในโครงการที่สำคัญทั้งโครงการลงทุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โครงการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ รวมทั้งการเร่งรัดการดำเนินการโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายใต้งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจที่ได้รับการอนุมัติไปแล้ว ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมดำเนินการโครงการภายใต้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ให้สามารถดำเนินการได้โดยเร็วเพื่อให้แรงส่งจากการใช้จ่ายภาครัฐมีความต่อเนื่อง ขณะเดียวกันควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มศักยภาพทางการคลังเพื่อเพิ่มช่องว่างทางการคลัง (Fiscal Space) ในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจเพื่อรองรับหากมีสถานการณ์ที่ไม่ได้คาดการณ์เกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงเพื่อไม่ให้เสถียรภาพทางการคลังเป็นปัจจัยเสียงที่ส่งผลกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Credit Rating) ในระยะต่อไป
- การดูแลการผลิตภาคเกษตรและรายได้เกษตรกร โดยเฉพาะในฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดในปริมาณมากจนส่งผลต่อราคาและรายได้เกษตรกร โดยให้ความสำคัญกับการวางแผนด้านการตลาด โดยการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายและการชะลอผลผลิตเข้าสู่ตลาด ควบดูไปกับการเตรียมการรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ลานีญาในช่วงปลายปี 2568 ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาอุทกภัย โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการยกระดับประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานและระบบการเตือนภัย ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแก่เกษตรกรผ่านการส่งเสริมรูปแบบและพัฒนาระบบประกันภัยพืชผลจากความเสียงของสภาพอากาศ