“CTM” แบรนด์ลูก “ชาตรามือ” บทพิสูจน์ฝีมือเจ็น 3 “ทำชาให้เป็นศิลปะ”
ธุรกิจที่อยู่มานานกว่า 80 ปีอย่าง ชาตรามือ กำลังก้าวสู่บทใหม่ภายใต้การนำของทายาทรุ่นที่ 3 คุณพราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช หรือคุณแพรว ผู้รับภารกิจในการปรับตัวและขยายอาณาจักรชาให้ทันสมัย และสร้างแบรนด์ลูกใหม่ "CTM: Captivating Tea Muse" เพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่การบริโภคชาแบบ Specialty Tea
ตลาดชาไทยอัพเลเวลจากตลาดดั้งเดิมสู่ Specialty Tea
ตลาดชาในประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากเดิมที่ผู้บริโภคคุ้นเคยกับชาไทยแบบดั้งเดิมหรือชานมเย็น แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมการดื่มชามีความหลากหลายมากขึ้น รวมถึงการเปิดรับรสชาติชาประเภทอื่นๆ เช่น มัทฉะ และ ชาจีน ซึ่งไม่ใช่แค่การดื่มเพื่อความสดชื่น แต่เป็นการดื่มเพื่อสุนทรียภาพ
ข้อมูลจาก LINE MAN Wongnai ยืนยันแนวโน้มนี้โดยระบุว่าร้านชาไทยแบบ Specialty ในไทยมีการเติบโตสูงถึง 205% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2022-2024) ปัจจัยหลักมาจากการที่ประเทศไทยมีคุณภาพของใบชาที่หลากหลายและกำลังการผลิตที่เพียงพอ ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในผู้ค้าใบชารายใหญ่ อันดับ 7 ของโลก การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการชาที่ต้องการขยายตลาด
CTM: การวางตำแหน่งใหม่ในตลาดชา
การเปิดตัว CTM ไม่ใช่เพียงการเพิ่มเมนูใหม่ให้กับร้านชาตรามือที่มีอยู่แล้วกว่า 225 สาขา ในไทย และ 130 แห่ง ในต่างประเทศแต่เป็นการสร้างแบรนด์ใหม่ที่มี คาแรคเตอร์แตกต่างกันอย่างชัดเจน
“พราวนรินทร์” ให้เหตุผลว่า แม้ “ชาตรามือ” จะมีชาหลากหลายประเภท แต่ภาพจำของแบรนด์ยังคงเป็น "Original Thai Tea" การนำชาอื่นๆ เข้ามาในร้านหลักอาจสร้างความสับสนให้แก่ผู้บริโภค จึงใช้เวลา 1 ปี ในการพัฒนา CTM ให้เป็น "เวที" สำหรับนำเสนอชาที่หลากหลายซึ่งชาตรามือมีอยู่แล้วถึง 12 ชนิด ครอบคลุมชาพื้นฐาน 3 ประเภทหลัก คือ ชาแดง (ชาดำ), ชาอู่หลง และ ชาเขียว โดยมีเมนูรวมกว่า 30 รายการ
CTM วางตำแหน่งเป็นแบรนด์ที่นำเสนอ "ความสากลและร่วมสมัย" แตกต่างจากชาตรามือที่เน้นความดั้งเดิม กลยุทธ์หลักคือการยกระดับประสบการณ์การดื่มชา โดยมีจุดเด่นสำคัญ ดังนี้:
- การสกัดชาแบบแก้วต่อแก้ว: เพื่อให้ได้ชาที่สดใหม่และคงรสชาติที่แท้จริง
- นวัตกรรมเมนู: สร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ที่ไม่มีในร้านชาตรามือ เช่น การผสมผสานชาอู่หลงกับผลไม้ หรือการนำชาไทยมาทำ "ชาไทยซีทีเอ็มเครมบรูเล่"
- ราคาและกลุ่มเป้าหมาย: ราคาเริ่มต้นของเมนูอยู่ที่ 75 บาท ไปจนถึง 200 บาท โดยเน้นที่ความเป็น Specialty หรือชาเฉพาะทางมากขึ้น ซึ่งถือเป็นราคาที่เข้าถึงได้และไม่ได้กระโดดไปสู่ตลาดพรีเมียมทั้งหมด
“เราเชื่อว่าชาที่ดีต้องดื่มได้ทุกคน เพราะฉะนั้นการโดดไปราคาพรีเมียมทั้งหมดคงไม่ใช่สิ่งที่เราตั้งเป้าไว้ แต่เน้นความเป็นสเปเชียลตี้มากขึ้น”
พร้อมขยายสาขาหากผลตอบรับดี
ปัจจุบัน CTM มีเพียงสาขาเดียวที่ Central Park Bangkok ซึ่งทำหน้าที่เป็นสาขาต้นแบบเพื่อวัดผลตอบรับจากผู้บริโภค แต่ เปิดเผยว่ามีแผนขยายสาขาเพิ่มเติมแน่นอน หากผลตอบรับดี โดยในช่วงแรกจะเน้นการขยายในเขตกรุงเทพมหานครก่อน
ในภาพรวมของธุรกิจ ชาตรามือมีแผนการขยายสาขาในประเทศเฉลี่ย 30 สาขาต่อปี และต่างประเทศ 10 สาขาต่อปี โดยยังคงโมเดลหลักคือ Grab and Go เป็นหลัก แต่ CTM อาจเป็นโมเดลใหม่ที่สร้างการเติบโตในอนาคต
แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่“พราวนรินทร์”มองว่าธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มยังคงเติบโตได้ เนื่องจากเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ผู้บริโภคยังคงต้องจับจ่าย และการแข่งขันในตลาดนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ช่วยกระตุ้นให้ตลาดเติบโต และผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น
"แบรนด์ “ชาตรามือ” ยังคงขยายธุรกิจต่อเนื่อง แต่โจทย์ใหม่คือการทำแบรนด์ใหม่ที่คาแรกเตอร์ต่างกันชัดเจนเพราะ “การดื่มชาเป็นเรื่องของศิลปะ” ขณะเดียวกันก็ต้องตอบรับกับความต้องการของตลาดปัจจุบันด้วย ดังนั้นเราจึงอยากทำชาที่ดีและเป็นSpecialtyมากขึ้น
ดังนั้น “ชาตรามือ” จะพรีเซนต์ความดั้งเดิม Original Thai Tea ปัจจุบันมี 225 สาขาในไทย และ130 สาขาต่างประเทศ ส่วน CTM จะพรีเซนต์ความสากลและร่วมสมัย ตอนนี้มีสาขาเดียวแต่เมื่อไหร่ที่พื้นที่พร้อม เราก็สามารถขยายได้เลย”
การก้าวเดินของ CTM จึงไม่ใช่แค่การขยายธุรกิจ แต่เป็นการพิสูจน์วิสัยทัศน์ของเจเนอเรชันที่ 3 ในการขับเคลื่อนแบรนด์ชาไทยระดับตำนานให้ก้าวทันยุคสมัยและยืนอย่างมั่นคงในตลาดโลกต่อไป