โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

3 กูรู ชี้แนวทาง ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย “ปฏิรูประบบราชการ” เป็นเรื่องสำคัญ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 ก.ย 2568 เวลา 09.26 น. • เผยแพร่ 27 ก.ย 2568 เวลา 02.26 น.

สศช.จัดประชุมประจำปี 2568 ในหัวข้อ "ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย Thailand’s Institutional Reform" โดย “ดร.วิรไท”-“ดร.ปิติ” และ “ศ.(พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์” ร่วมให้มุมมองถึงแนวทางยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูประบบราชการ - แก้คอร์รัปชัน

เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดประชุมประจำปี 2568 ในหัวข้อ "ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย Thailand’s Institutional Reform" โดยดร.วิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดร.ปิติ ตัณฑเกษม กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี และ ศ.(พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ “ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย ทำอย่างไรให้เป็นจริง”

[caption id="attachment_199452" align="aligncenter" width="1200"]

ภาพจาก Faccbook : สภาพัฒน์[/caption]

ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาของระบบข้าราชการคือเรื่องของระบบไม่ใช่ตัวบุคลากรขณะที่หากมองจากมุมของประชาชนหรือเอกชนมักมองว่าระบบราชการเป็นตัวถ่วงในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า โดยสิ่งที่อยากเห็นในระบบราชการ ได้แก่

  • ระบบราชการควรเป็นกลไกในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้เต็มศักยภาพ ทำให้คุณภาพชีวิตคนในประเทศดีขึ้น มีนโยบายและแรงจูงใจที่ถูกต้อง
  • ภาครัฐต้องมีความสามารถในการปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและเป็นคนชี้นำให้สังคมปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ ได้ อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีปัญหาคือภาครัฐมักไม่มีใครรับเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการเรื่องต่างๆ ทำให้ไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายได้
  • ภาครัฐควรเข้ามาช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมโดยเฉพาะการศึกษา ปัจจุบันแม้ใช้งบประมาณจำนวนมากแต่ยังไม่สามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาได้
  • ภาครัฐควรมีภูมิต้านทานสูงขึ้น โดยปัจจุบันภาครัฐมีภูมิต้านทานต่ำลงเรื่อยๆ สะท้อนจากเครดิตเรตติ้งเอเจนซี่ที่ปรับลดมุมมองของไทยในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ประเทศไทยได้พูดถึงการปฏิรูประบบราชการกันมาเป็นเวลานานแต่ยังไม่สามารถที่จะทำได้จริง โดยมีข้อสังเกตถึงสาเหตุที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถปฏิรูประบบราชการได้ ดังนี้

  • ทำให้ระบบราชการเป็นสมัยใหม่มากขึ้น (Modernization) แต่ไม่ได้นำไปสู่การพลิกโฉม (Transformation) คือ ใช้เทคโนโลยีมาเสริมในการให้บริการให้ทันสมัยแต่ไม่มีการเปลี่ยนเรื่องธรรมาภิบาลในระบบ
  • ระบบราชการแตกกล่องมากขึ้นแต่ไม่ควบรวมกล่องเหมือนในต่างประเทศ เมื่อมีการแยกส่วนมากขึ้น ไม่มีการลดหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน ทำให้เกิดปัญหาการให้บริการภาคประชาชน
  • ยึดกรอบกฎหมายเดิมเป็นหลัก ขณะที่ยังใช้เวลาในการออกกฎหมายช้า ทำให้การบังคับใช้ไม่ทันการณ์ ไม่มีการปรับกระบวนการทำงาน
  • วัฒนธรรมองค์กรของระบบราชการเมื่อการเมืองมีบทบาทในระบบราชการมากขึ้นทำให้เป็นการอุปถัมภ์มากกว่าการใช้ธรรมาภิบาลในการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งและเน้นพิธีกรรม ขณะที่ปัจจุบันหน่วยงานราชการยังไม่มีการยึดโยงประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง

“สิ่งที่สำคัญมากในวัฒนธรรมของราชการคือวัฒนธรรมของการหนีความเสี่ยง ไม่กล้ารับความเสี่ยง ไม่กล้าบริหารจัดการความเสี่ยง ในขณะที่เรากำลังเผชิญโจทย์ใหม่อยู่ตลอดเวลาทั้งๆ ที่หน้าที่ของผู้บริหารคือการจัดการความเสี่ยง ปัญหาที่ต้องได้รับการตัดสินใจก็จะถูกเลื่อนไปเรื่อยๆ”

ดร. วิรไท กล่าวว่า หากจะปฏิรูประบบราชการไทยให้เกิดได้จริงต้องทำใน 8 เรื่อง ดังนี้

  • จัดการคอร์รัปชันอย่างจริงจัง จัดการโครงสร้างแบบกินรวบเป็นแบบกระจายตัวให้มากขึ้น
  • จำกัดอำนาจและบทบาทรัฐ
  • ยกเลิกกติกา กฎเกณฑ์ที่ล้าสมัย
  • เปลี่ยนกระบวนการในการทำงาน
  • ปรับโครงสร้างให้ยึดถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง
  • ปรับวัฒนธรรมองค์กรให้กล้ารับความเสี่ยง
  • ลดขนาดและสร้างภูมิคุ้มกันให้ภาครัฐ
  • การทำ Digital Transformation ภาครัฐอย่างจริงจัง

“การจะยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทยได้สิ่งที่ควรต้องทำก่อน คือ การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันการปฏิรูปกฎเกณฑ์กติกาของภาครัฐ ต้องติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้องเพราะถ้าติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง รัฐบาลที่คิดว่าจะเข้ามาบริหารประเทศแค่เพียงช่วง 4 เดือนอาจจะกลายเป็นอยู่ได้ 8เดือน หรือถึง 4 ปี 8 เดือนได้ ประชาชนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง อย่าคิดแต่เรื่อง Quick Win แต่เพียงอย่างเดียว”

[caption id="attachment_199454" align="aligncenter" width="1200"]

ภาพจาก Faccbook : สภาพัฒน์[/caption]

ดร.ปิติ ตัณฑเกษม กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี กล่าวว่า ที่โครงสร้างของไทยปัจจุบันเป็นการทำในเรื่องทุนสีเทาโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยเป็นผลมาจากภาครัฐที่สามารถติดสินบนได้ ขณะที่เอสเอ็มอีไทยอยู่ยากเนื่องจากไม่มีการให้การสนับสนุนเอสเอ็มอีแต่เน้นไปที่การลงทุนข้ามชาติ

“เอสเอ็มอีเป็นเรื่องที่สำคัญ การจ้างงานในประเทศส่วนใหญ่มาจากเอสเอ็มอี สาเหตุที่คนไทยรายได้ต่ำก็เพราะมาจากการจ้างงานของเอสเอ็มอีที่กำลังจะตายขณะที่เศรษฐกิจนอกระบบยังเติบโตได้ดี”

ทั้งนี้สิ่งที่เอสเอ็มอีไทยได้รับผลกระทบในปัจจุบันคือการแย่งตลาดจากรายใหญ่และทุนจากต่างประเทศ ขณะที่การส่งออกของเอสเอ็มอีไทยยังไม่สามารถแข่งขันได้ซ้ำร้ายกว่านั้นคือธุรกิจสีเทาที่เข้ามายังมีการติดสินบนคอร์รัปชันเพื่อให้ได้มาซึ่งการขอใบอนุญาตซึ่งเป็นสิ่งที่ธุรกิจปกติทำไม่ได้

“ตอนนี้เราน่าห่วงมากเพราะเอสเอ็มอีไทยโดนทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และธุรกิจใต้ดินมาแข่งขัน ชัดเจนว่าทำไมยอดทองคำถึงโตขึ้นมาก ต้องสังเกตว่าหรือมีอะไรตรงนั้นจริงๆ ทั้งธุรกิจสีเทา ธุรกิจจีนที่ผ่านเข้ามา คอลเซนเตอร์ ที่มาวิ่งผ่านการที่เงินเข้าออกง่ายหรือความเป็นเสรีของไทยทำให้เอสเอ็มอีไทยโตได้ยาก ดังนั้นหากเราไม่ปฏิรูปโครงสร้าง หรือ Structural Reforms เอสเอ็มอีที่เป็นผู้จ้างงานส่วนใหญ่ของไทยก็จะตายไปเรื่อยๆ ซึ่งการให้ซอฟต์โลน ค้ำประกันเครดิต ก็ละลายหายไปหมด เพราะเขาแข่งขันไม่ได้แล้วจะกระทบไปต่อยังรายได้ครัวเรือน หนี้ครัวเรือน และ ความเหลื่อมล้ำ”

ดร.ปิติ กล่าวว่า ภารกิจที่รัฐบาลใหม่จะดำเนินการได้ภายในระยะเวลาบริหารประเทศที่มีอยู่จำกัดในช่วง 4 เดือน ประกอบด้วย 3 แกนสำคัญ คือ ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ (Reinvent Thailand) เพื่อเป็นการจุดประกายการเปลี่ยนแปลงและวางรากฐานไปในอนาคต

โดยภาคประชาชนต้องเร่งแก้ที่หนี้ครัวเรือนและการเข้าถึงสินเชื่อที่ไม่เป็นธรรม ภาคธุรกิจต้องแยกธุรกิจที่ดีและธุรกิจที่ไม่ดี ภาครัฐ นำ public service ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ดีอยู่แล้วขึ้นสู่ระบบดิจิทัล และทำให้เดินหน้าได้ต่อเนื่อง ขณะที่อยากเห็นการปรับสวัสดิการภาครัฐ โดยหากขึ้น VAT อีก 3% จาก 7% เป็น 10% โดยทำเป็นแบบ Multi-tier จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น 400,000 ล้านบาท และนำรายได้ตรงนี้มาสร้างสวัสดิการแบบใหม่ที่แบ่งเป็น 3 tier โดยต้องลงทะเบียนยืนยันตัวตนก่อนรับสวัสดิการและอยู่ในระบบภาษี

“Reinvent Thailand เป็นการวางรากฐานหรือแบบวิศวกรรมที่ทำให้ผู้รับเหมาไปก่อสร้างได้เลย ไม่ใช้เลือกตั้งหรือเปลี่ยนรัฐบาลใหม่แล้วต้องนับหนึ่งใหม่ แบบนั้นก็ไปไม่รอด”

[caption id="attachment_199453" align="aligncenter" width="1200"]

ภาพจาก Faccbook : สภาพัฒน์[/caption]

ศ.(พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ปัญหาเรื่องนิติธรรมหรือ สังคมที่กฎหมายเป็นใหญ่ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศซึ่งการฟื้นฟูหลักนิติธรรมสามารถทำได้ยากเนื่องจากเป็นนามธรรม เป็นปัญหาที่เกี่ยวโยงกับโครงสร้างอำนาจรัฐ และ ขาดเจ้าภาพที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ขณะที่การปฏิรูปกฎหมายหรือกติกาต่างๆ ยังไปติดเรื่องเจตจำนงทางการเมือง ดังนั้นหากจะแก้เรื่องนี้ต้องมองว่าหลักนิติธรรมเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ มีกติกาที่เป็นธรรม ขณะที่การบังคับใช้ก็ต้องเที่ยงธรรม

“การเข้ามาของเงินทุนสีเทานอกจากจะทำให้ระบบมีปัญหาแล้วยังโยงมาถึงเรื่องการเมืองด้วย ขณะที่เมื่อมีเงินทุนก้อนใหญ่เข้ามาก็กระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบ ดังนั้นการแก้ปัญหาต้องไม่ทำแบบแยกส่วน”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...