โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

‘อนุทิน’ อัดแพ็กเกจเศรษฐกิจ แจกเงิน 3 กลุ่ม-มาตรการภาษีจูงใจธุรกิจ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 ก.ย 2568 เวลา 10.47 น. • เผยแพร่ 27 ก.ย 2568 เวลา 00.01 น.

เปิดแพ็กเกจเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน แถลงนโยบายพร้อมประชุมคณะรัฐมนตรีทันที 30 ก.ย. ฝ่าเส้นยาแดงใช้เงินผูกพันก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2568 งวดแรก 6 หมื่นล้าน คิกออฟงบฯ 2569 อัดฉีดเงินเข้ากระเป๋า 3 ก้อน พร้อมกัน 3 กลุ่ม ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจาก 300 ได้เพิ่มอีก 1,700 บาท, คนละครึ่งพลัส 33 ล้านสิทธิ แจกหัวละ 2,000 ผู้ยื่นแบบภาษีได้รับ 2,400 บาท ใช้มาตรการภาษีจูงใจกลุ่มกำลังซื้อสูงตามรอย Easy E-Receipt จับมือสภาอุตฯปลุกธุรกิจไทย ใช้ Local Content รับสิทธิประโยชน์ภาษี เอกชนตอบรับ

รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 29-30 ก.ย. 68 และนัดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อภายในวันที่ 30 ก.ย. เพื่อพิจารณาโครงการ แผนงาน ที่ต้องใช้งบประมาณผูกพันข้ามปี ของปี’68 สำหรับใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจงวดแรก ประมาณ 6 หมื่นล้านบาท และเตรียมแผนเร่งด่วน สำหรับใช้งบประมาณปี’69 ต่อเนื่อง ตลอด 4 เดือน พร้อมเห็นชอบกรอบเวลาที่จะนับถอยหลังไปสู่การยุบสภา

แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 ระดับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และสภาพัฒน์ เพื่อกำหนดกรอบการใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน โดยจะใช้ยอดเงินงบฯกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งต้องอนุมัติผูกพันภายในวันที่ 30 ก.ย. ก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2568 ซึ่งมีประมาณ 6 หมื่นล้านบาท

ในการประชุม ครม.นัดวันที่ 30 ก.ย. จะพิจารณาแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจใน 4 ระดับ ประกอบด้วย 1.เติมเงินให้กับกลุ่มที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.45 ล้านคน 2.เติมเงินให้กับประชาชนที่ยื่นแบบภาษี และประชาชนทั่วไป 20 ล้านคน ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส 3.ใช้มาตรการภาษีเติมเงินให้กับกลุ่มที่มีกำลังซื้อ ในโครงการลักษณะเดียวกับช้อปดีมีคืน หรือ Easy E-Receipt อยู่ในระหว่างปรับปรุงโครงการ และ 4.มาตรการภาษีที่จะสร้างแรงจูงใจให้บริษัทเอกชนใช้ผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ หรือ Local Content ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะทำรายละเอียดร่วมกับสภาอุตสาหกรรมฯ

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า งบประมาณในโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งเป็นโครงการของรัฐบาลใหม่ ต้องใช้งบประมาณในปี 2569 เท่านั้น ส่วนงบประมาณที่ผูกพันภายใน 30 ก.ย. 68 ในรายการสำรองฉุกเฉินหรือจำเป็น ใช้ได้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจงวดแรก

กดเงินใช้ทันที 6 หมื่นล้าน

สำหรับยอดเงินที่จะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ที่เหลือจากงบประมาณปี’68 มีวงเงินจากงบฯกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่จะสิ้นสุด 30 ก.ย.นี้ จำนวน 6 หมื่นล้านบาท งบประมาณในส่วนนี้จะนำมาจ่ายให้กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก่อน ประมาณ 13 ล้านคน วงเงินประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท โดยจะจ่ายเพิ่มเติมจาก 300 บาท อีก 1,700 บาท รวม 2,000 บาท

ส่วนการเติมเงินให้กับประชาชนทั่วไปในโครงการคนละครึ่งพลัส งวดแรก คาดว่าจะจ่ายในเดือนตุลาคม 2568 จะใช้งบประมาณปี 2569 ประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท โดยจะจ่ายให้กลุ่มประชาชนที่ยื่นแบบภาษี คนละ 2,400 บาท ส่วนประชาชนทั่วไป จะได้รับรายละ 2,000 บาท

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งพลัส มีผู้ที่จะได้รับสิทธิประมาณ 20 ล้านคน ส่วนงบประมาณ 2568 ที่ค้างท่อ จะนำมาใช้ในโครงการ เช่น เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ประมาณ 1,580 ล้านบาท และจะนำไปใช้หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่รัฐบาลเก่าก่อหนี้ไว้ รวมถึงโครงการพักหนี้เกษตรกร ประมาณ 3.5 หมื่นล้าน

แจงงบฯปี’68 เข้า ครม.ทันใช้

แหล่งข่าวกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า การประชุม ครม. หลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จะมีการอนุมัติงบประมาณ 2568 เพื่อให้สามารถใช้ได้ทันที รวมแล้ววงเงินประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นวงเงินที่ก่อนหน้านี้ถูกกันเป็นงบฯกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นไว้แล้ว 2.6 หมื่นล้านบาท กับที่มีการจัดสรรให้หน่วยงานอื่น ๆ ที่ขอใช้งบฯกระตุ้นเศรษฐกิจเอาไว้อีก 4-5 หมื่นล้านบาท

“งบฯกลางปี’68 ส่วนกว่า 2 หมื่นล้านบาทนั้น จะนำไปใส่ในกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เพื่อจ่ายออนท็อปให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการ ส่วนโครงการคนละครึ่ง จะไปใช้งบฯปี’69 ทั้งหมด”

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า จะมีมาตรการลดหย่อนทางด้านภาษี ทั้งสำหรับบุคคลธรรมดา ซึ่งไม่ใช่ Easy E-Receipt และสำหรับหน่วยธุรกิจด้วย โดยจะให้หักรายจ่ายได้ประมาณ 1.5 เท่า ในช่วงปลายปีนี้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า โครงการ “คนละครึ่งพลัส” คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเดือน ต.ค.นี้ “ตั้งใจจะทำให้เห็นในเวลา 4 เดือน คือ Quick Big Win หรือต้องเร็ว และทำให้ใหญ่ พอที่จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย โดยนโยบายด้านเศรษฐกิจ จะเน้นฟื้นเศรษฐกิจให้เร็ว แต่ต้องมีผลระยะยาวควบคู่ไปด้วย เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส ที่จะดึงคนเข้าสู่ระบบภาษีให้มากขึ้น”

“รูปแบบการดำเนินงานจะช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าบริหารจัดการต้นทุนได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันธนาคารจะยินดีปล่อยสินเชื่อได้เพิ่มมากขึ้น โดยผมจะไปหารือกับสถาบันการเงินเพื่อพัฒนาระบบ ซึ่งโครงการคนละครึ่งพลัส จะช่วยยกระดับให้คนมีความสามารถ ศักยภาพเพิ่มขึ้น หารายได้ได้มากขึ้น และกระจายตัวทั้งประเทศ”

นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง กล่าวว่า รัฐบาลมีเวลาบริหารประเทศเพียง 4 เดือน แต่จะเร่งผลักดันนโยบายให้เห็นผลชัดเจนภายในเวลาที่มีอยู่ โดยทำให้ประชาชนเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ ผ่านมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลายด้าน มาตรการสำคัญ ได้แก่ การกระตุ้นการบริโภคในประเทศผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส”

แถลงนโยบาย-4 เดือนยุบสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา ในวันที่ 29-30 กันยายน 2569 คำแถลงนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ระบุแผนการบริหารเศรษฐกิจ และการเมืองในช่วงเวลา 4 เดือน โดยยืนยันว่า รัฐบาลจะยุบสภาภายใน 4 เดือน นับตั้งแต่วันแถลงนโยบาย

“รัฐบาลจะจัดให้มีการทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ในวันที่มีการลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปครั้งหน้า ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน นับตั้งแต่วันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ซึ่งคาดว่าจะยุบสภาภายในเดือนมกราคม 2569 เพื่อให้ประชาชนได้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ภายในเดือนมีนาคม 2569 หรืออย่างช้าต้นเดือนเมษายน 2569 ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะได้กำหนดต่อไป”

“โดยคณะรัฐมนตรีทุกคนต้องพร้อมทำงานตลอดเวลาสัปดาห์ละ 7 วัน ซึ่งจะเป็นการทำงานมิติใหม่ของคณะรัฐมนตรีประเทศไทย และการประชุมคณะรัฐมนตรีอาจจะมีมากกว่าสัปดาห์ละ 1 วัน ในกรณีที่มีความจำเป็น เพราะปัญหาของประเทศไม่สามารถรอได้”

เลือกตั้งกลาง มี.ค.-ต้น เม.ย.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 103 ระบุไทม์ไลน์หลังพระราชกฤษฎีกายุบสภา ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ ภายใน 5 วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่งใช้บังคับ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศกําหนดวันเลือกตั้งทั่วไปในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับ วันเลือกตั้งนั้นต้องกําหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร

ดังนั้น หากรัฐบาลยื่นทูลเกล้าฯพระราชกฤษฎีกายุบสภาช่วงเดือนมกราคม ตามที่นายกฯกล่าว หากการเลือกตั้งอยู่ในกรอบ 45 วัน ก็จะอยู่ในช่วงกลางเดือนมีนาคม หรือกรอบ 60 วัน การเลือกตั้งก็จะอยู่ในช่วงต้นเดือนเมษายน 2569

พิมพ์เขียวนโยบายเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ สำหรับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลภูมิใจไทย มีแนวคิด “สร้างรายได้ ลดรายจ่าย” เช่น ลดราคาพลังงาน ราคาน้ำดื่มสะอาด ลดค่าผ่านทาง เพื่อให้มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น จัดทำโครงการ “คนละครึ่งพลัส” การบริหารจัดการราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ควบคู่กับการสร้างโอกาสในการสร้างรายได้และความสามารถในการแข่งขันแก่ผู้ค้ารายย่อย

ขณะที่การสร้างรายได้ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ในการเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) และการเพิ่มทักษะ (Upskill) เพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และสร้างโอกาสให้คนไทยมีรายได้มากขึ้น และส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตไฟฟ้า (โซลาร์ชุมชน) ภาคครัวเรือนและกิจกรรมทางการเกษตร เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนและชุมชน และเพิ่มพลังงานสีเขียวตามความต้องการของทุกภาคส่วน

แก้หนี้-เติมเงิน SMEs 1 ล้าน

คำแถลงระบุว่า รัฐบาลตั้งเป้าแก้หนี้ภาคประชาชน ช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้รายบุคคลในระบบ รายละไม่เกิน 1 แสนบาท เพื่อลดปัญหาหนี้ที่ทำให้คนไทยติดกับดักหนี้ ขณะเดียวกันเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ SMEs รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท ควบคู่กับการสร้างระบบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับลูกหนี้ที่มีวินัยในการชำระหนี้โดยสม่ำเสมอ

เพิ่มโอกาสการออมของประชาชนรายย่อยให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิซื้อพันธบัตรรัฐบาลโดยสะดวก เพื่อสร้างรายได้เพิ่มจากดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น และพัฒนาผลิตภัณฑ์ สลากเพื่อการออม โดยกันเงินจำนวนหนึ่งที่ผู้ซื้อสลากที่ไม่ถูกรางวัลให้มีเงินออมอันเกิดจากเงินที่กันไว้

ออกแคมเปญให้ไทยเที่ยวไทย

ส่วนภาคการท่องเที่ยว เน้นการสร้างความปลอดภัย และการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว การปราบปรามการฉ้อโกงและการหลอกลวงนักท่องเที่ยว การจัดทำมาตรการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยหันกลับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2568 โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเมืองรอง การจูงใจให้ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พักและแหล่งท่องเที่ยวผ่านกลไกภาษี การดึงดูดชาวต่างชาติให้พำนักในประเทศไทยระยะยาว และเพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวมากขึ้น

ตั้งทีมไทยแลนด์ ยกระดับค้าเสรี

นโยบายเร่งแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสงครามการค้า โดยจัดตั้งทีมไทยแลนด์ ประกอบด้วย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และผู้แทนการค้าไทย เพื่อยกระดับการค้าเสรีกับคู่ค้าเดิม และดำเนินการเชิงรุกในการเปิดตลาดใหม่เพิ่มขึ้น อาทิ ตะวันออกกลาง แอฟริกา ยุโรปตะวันออก เอเชียใต้ และละตินอเมริกา รวมทั้งผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Cooperation and Development) เพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ

สร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ทันสมัยและเอื้อต่อการแข่งขันในปัจจุบันและอนาคต โดยปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนการอนุญาตให้สะดวก โปร่งใส และเป็นมิตรต่อผู้ประกอบการ ปรับระบบส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์สมัยใหม่ อาหารแห่งอนาคต พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมชีวภาพ

รวมทั้งส่งเสริมให้นักลงทุนจากต่างประเทศ จัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัทของไทย และสร้างห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศจากผู้ประกอบการไทย เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการในประเทศ

กสิกรไทย มองบรรยากาศเชิงบวก

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ตอนนี้ในมุมภาคธุรกิจถือว่ามีเซนติเมนต์เชิงบวกอยู่ แม้ว่ารัฐบาลที่เข้ามาใหม่จะมีกรอบเวลาทำงานที่กำหนดไว้ประมาณ 4 เดือน โดยจากการที่นายกรัฐมนตรีมีการพบปะหารือกับสมาคมธนาคารไทย เมื่อเร็ว ๆ นี้ ก็มีท่าทีที่รับฟังความคิดเห็นค่อนข้างมาก

“ศุภจี” ต้องเลือกทำงานสำคัญ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวนโยบายและภารกิจเร่งด่วนว่า ในภาพกว้างจะต้องพิจารณาถึงการสร้างความสมดุลการค้า ต้องดูทั้งผู้ซื้อและผู้ขายให้เกิดความสมดุลมากที่สุด ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

“เราต้องเลือกทำ จัดเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง เพื่อให้ได้ผลสัมฤทธิ์ในเวลาอันจำกัด ขณะที่ปัญหาเงินบาทแข็งค่านั้นถือเป็นความลำบากของผู้ส่งออก จะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน ทำให้นโยบายสัมฤทธิผลและช่วยผู้ส่งออกมากที่สุด สำหรับปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ มีระบบที่ดูแลข้อมูลในเรื่องของอุปสงค์ อุปทาน ในแต่ละฤดูกาล ซึ่งต้องเตรียมทำการล่วงหน้า เช่น ผลผลิตกาแฟและข้าวจะออกมาช่วงปลายปี”

นางศุภจีกล่าวต่อไปว่า ในปี 2568 มีเป้าหมายต้องเจรจาการค้าระหว่างประเทศระดับทวิภาคีให้สำเร็จอีก 2-3 ประเทศ และในระดับ Joint Agreement และ Trade Mission

“อรรถพล” เร่งดูแลราคาพลังงาน

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จะพยายามบริหารจัดการค่าพลังงานไม่ให้เป็นภาระประชาชน เนื่องจากช่วงปลายปีราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น คาดว่าจะนำเข้าที่ประชุม ครม.พิจารณาเห็นชอบเร็ว ๆ นี้ ขณะที่การจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ก็จำเป็นต้องเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมอีกด้วย

“ธนกร” สานต่อทีมสุดซอย

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า “นโยบายทีมสุดซอยก็จะทำต่อ 4 เดือน จะพยายามลงพื้นที่ให้มากเพื่อช่วยเหลือประชาชน ที่ผ่านมาทีมสุดซอยเขาลงตรวจก็เจอหลายปัญหา ส่วนเรื่องคดีเหมืองทองอัคราที่จะตัดสินในสิ้นเดือนนี้ ต้องขอคุยกับปลัดก่อน”

สรท.ชง 4 เรื่องภายใน 4 เดือน

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผู้ส่งออกต้องการเห็นเสถียรภาพการคลังและค่าเงินบาทที่แข่งขันได้ ความชัดเจนเรื่องการกู้เงิน วินัยการคลัง และทิศทางนโยบายการเงิน-การคลังที่สอดคล้องกัน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เร่งเบิกจ่ายงบฯโครงสร้างพื้นฐานและโครงการภาครัฐที่มีผลต่อการจ้างงานและการบริโภคในประเทศ ความชัดเจนสิทธิประโยชน์ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และเสถียรภาพทางการเมือง

กลุ่มอาหารจี้เจรจาภาษีทรัมป์

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา นายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งเดินหน้าการเจรจาภาษีการค้าสหรัฐ เพราะขณะนี้ไทยเพิ่งผ่านขั้นตอนแรกในการกำหนดอัตราภาษีเบื้องต้นกับสหรัฐ แต่ยังไม่ได้เจรจาในรายละเอียด หากปล่อยให้ยืดเยื้อ ไทยอาจเสียเปรียบในการแข่งขัน และเสียโอกาสในการต่อรองลดภาษีเพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็น RVC (Regional Value Content) ซึ่งมีผลโดยตรงต่อสิทธิประโยชน์ทางการค้าและความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย

ความเชื่อมั่นธุรกิจ-ผู้บริโภคพุ่ง

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารอาหารไทย กล่าวว่า ขณะนี้บรรยากาศความเชื่อมั่นทั้งในฝั่งผู้ประกอบการและผู้บริโภคจะปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังรัฐบาลแสดงแผนงานด้านเศรษฐกิจที่ชัดเจน โดยเฉพาะการนำมาตรการที่เคยประสบความสำเร็จอย่างคนละครึ่งกลับมาอีกครั้ง ถือเป็นการตอบสนองต่อเสียงของภาคเอกชนที่ได้สะท้อนปัญหาและเสนอแนวทางนี้มากว่า 6 เดือน

“การนำโครงการคนละครึ่งกลับมา ไม่ใช่แค่การตัดสินใจจากความรู้สึก แต่เรามีฐานข้อมูลจากผู้ให้บริการอย่างไลน์แมนวงใน ที่ชี้ชัดว่าเศรษฐกิจฐานรากตกลงไปมากขนาดไหน ซึ่งมาตรการนี้จะเป็นเครื่องมือที่จะช่วยกระตุ้นได้อย่างตรงจุด”

คนละครึ่งธุรกิจต้องการอย่างแรง

นางฐนิวรรณกล่าวต่อไปว่า หากอัดฉีดเม็ดเงินผ่านโครงการคนละครึ่งที่ 75,000 ล้านบาท จะสามารถสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 150,000 ล้านบาท โดยผู้บริโภคที่มีงบประมาณจำกัดจะเป็นกลุ่มที่เห็นความแตกต่างชัดเจน จากศักยภาพในการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เช่น ผู้ที่เคยมีเงิน 300 บาทสำหรับค่าอาหาร เมื่อมีโครงการนี้อาจมีกำลังซื้อเพิ่มเป็น 2,000 บาท

ขณะเดียวกันยังพลิกฟื้นภาพรวมรายได้ของอุตสาหกรรมร้านอาหารที่เคยประเมินไว้ แต่ไม่ถึงเป้าในปีที่ผ่านมา ให้สามารถกลับมาเติบโตได้อีกกว่าแสนล้านบาท

สอดคล้องกับความเห็น ของนายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มาตรการคนละครึ่งนั้นเป็นสิ่งที่ธุรกิจต้องการอย่างแรง เพราะหากไม่ได้ทำ สถานการณ์จะแย่กว่านี้ เนื่องจากในช่วง 2-3 ปีจากนี้ ความท้าทายจะเพิ่มขึ้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘อนุทิน’ อัดแพ็กเกจเศรษฐกิจ แจกเงิน 3 กลุ่ม-มาตรการภาษีจูงใจธุรกิจ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...