โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทรัมป์ ขึ้นภาษีแคนาดาอีก 10% ปมโฆษณาตีตราภาษีเท่ากับสงครามการค้า

การเงินธนาคาร

อัพเดต 26 ต.ค. 2568 เวลา 10.12 น. • เผยแพร่ 26 ต.ค. 2568 เวลา 03.12 น.

ทรัมป์ สั่งเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาอีก 10% หลังโฆษณาของรัฐบาลรัฐออนแทรีโอเผยคลิปอดีตผู้นำสหรัฐฯ “รอนัลด์ เรแกน” วิจารณ์นโยบายภาษีว่าเป็นต้นเหตุสงครามการค้า

วันที่ 26 ตุลาคม 2568 เวลา 5.49 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า เขาจะเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาอีก 10% “จากระดับที่จ่ายอยู่ในปัจจุบัน” หลังจากออกมาแสดงปฏิกิริยาอีกครั้งต่อโฆษณาที่จัดทำโดยรัฐบาลรัฐออนแทรีโอของแคนาดา ซึ่งออกอากาศระหว่างการถ่ายทอดสดการแข่งขันเวิลด์ซีรีส์เมื่อวันก่อน

ทรัมป์ได้ยุติการเจรจาการค้ากับออตตาวาเมื่อวันพฤหัสบดี โดยให้เหตุผลว่าโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับภาษีนั้น “บิดเบือนข้อเท็จจริง”

เขาประกาศการขึ้นภาษีเพิ่มเติมในโพสต์บน Truth Social เมื่อวันเสาร์ โดยอ้างถึงโฆษณาดังกล่าว ซึ่งมีวิดีโอของอดีตประธานาธิบดีรอนัลด์ เรแกน ผู้นำพรรครีพับลิกันในตำนาน กล่าวว่าภาษีนำไปสู่สงครามการค้าและหายนะทางเศรษฐกิจ โฆษณานี้ออกอากาศมาหลายวันแล้วก่อนที่ทรัมป์จะตอบโต้เป็นครั้งแรกในคืนวันพฤหัสบดี

ดั๊ก ฟอร์ด มุขมนตรีรัฐออนแทรีโอ กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า หลังจากหารือกับนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา ทางรัฐจะระงับแคมเปญโฆษณาในสหรัฐฯ ตั้งแต่วันจันทร์ เพื่อให้การเจรจาการค้ากลับมาเดินหน้าต่อได้

โฆษณาดังกล่าวออกอากาศในวันศุกร์ระหว่างการแข่งขันเกมที่ 1 ของศึกเบสบอลเมเจอร์ลีก “เวิลด์ซีรีส์” ซึ่งเป็นการพบกันระหว่างทีมโตรอนโต บลูเจส์ กับลอสแอนเจลิส ด็อดเจอร์ส

ทรัมป์โพสต์ว่า “โฆษณาของพวกเขาควรถูกนำออก ทันที แต่พวกเขากลับปล่อยให้ออกอากาศเมื่อคืนระหว่างการแข่งขันเวิลด์ซีรีส์ ทั้งที่รู้ดีว่ามันเป็น เรื่องหลอกลวง”

“เนื่องจากมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรงและเป็นการกระทำที่ไม่เป็นมิตร ผมจึงจะขึ้นภาษีสินค้าจากแคนาดาเพิ่มอีก 10% จากอัตราปัจจุบัน” เขาเขียน

ทรัมป์โพสต์ข้อความดังกล่าวระหว่างโดยสารเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน มุ่งหน้าไปยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นจุดหมายแรกของการเยือนเอเชียตะวันออก โดยมีประเด็นการค้าเป็นหัวใจหลักของการเดินทางครั้งนี้

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ทำเนียบขาว และสำนักงานนายกรัฐมนตรีแคนาดา ยังไม่ได้ออกมาชี้แจงต่อสื่อ

ทั้งนี้ยังไม่ชัดเจนว่าสินค้าประเภทใดจะได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีครั้งใหม่ของทรัมป์ เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่ที่แคนาดาส่งออกไปสหรัฐฯ ได้รับการยกเว้นภาษีตามข้อตกลงการค้า United States–Mexico–Canada Agreement (USMCA) ซึ่งลงนามในสมัยแรกของทรัมป์

ทั้งนี้ รัฐบาลทรัมป์ได้เก็บภาษี 35% สำหรับสินค้าจากแคนาดาที่ไม่อยู่ภายใต้ข้อตกลง USMCA ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ขณะที่เศรษฐกิจแคนาดายังได้รับผลกระทบจากการเก็บภาษีภาคอุตสาหกรรมในอัตรา 50% สำหรับเหล็กและอะลูมิเนียมที่ทรัมป์บังคับใช้กับทุกประเทศในปีนี้

คาร์นีย์กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า แคนาดาพร้อมกลับมาเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ อีกครั้ง โดยทั้งสองผู้นำจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย อย่างไรก็ตาม ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องแอร์ฟอร์ซวันว่า เขาไม่มีแผนจะพบกับผู้นำแคนาดา

ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีคาร์นีย์ได้ยกเลิกภาษีตอบโต้สินค้าสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่รัฐบาลชุดก่อนประกาศใช้ ขณะที่เควิน แฮสเสตต์ ที่ปรึกษาทำเนียบขาว เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ว่า ทรัมป์รู้สึก “ผิดหวังกับแคนาดา” และการเจรจาการค้ายังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร

โฆษณาของรัฐบาลรัฐออนแทรีโอมีเสียงบรรยายของเรแกนกล่าวถึงผลเสียของภาษีต่อสินค้าต่างประเทศ โดยชี้ว่าภาษีทำให้เกิดการสูญเสียงานและสงครามการค้า วิดีโอดังกล่าวนำประโยคจากสุนทรพจน์ความยาว 5 นาทีของเรแกนมารวมกัน 5 ประโยค โดยจัดเรียงใหม่ไม่ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม โฆษณาไม่ได้กล่าวถึงบริบทที่ว่า สุนทรพจน์ของเรแกนตอนนั้นเป็นการอธิบายว่า ภาษีที่เขาบังคับใช้กับญี่ปุ่นเป็นกรณี “จำเป็นอย่างน่าเศร้า” ที่ขัดกับหลักความเชื่อของเขาในเรื่องการค้าเสรีซึ่งเป็นกุญแจสู่ความมั่งคั่ง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...