โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร” หัวใจสำคัญ หนุนเกษตรกรเลี้ยงหมู–วัตถุดิบในประเทศ สร้างความมั่นคงอาหาร

สยามรัฐ

อัพเดต 20 ส.ค. 2568 เวลา 16.44 น. • เผยแพร่ 20 ส.ค. 2568 เวลา 16.44 น.

“เกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร” เป็นหัวใจของประเทศ ย้ำให้ความสำคัญเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและจัดหาข้าวโพด-กากถั่วในประเทศ พร้อมหนุนความมั่นคงอาหาร

ในห้วงเวลาที่สังคมไทยกำลังจับตาการเจรจาเปิดนำเข้าหมูจากสหรัฐอเมริกา บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF หนึ่งในภาคเอกชนที่ตระหนักว่าเรื่องอาหารไม่ใช่แค่สินค้าแต่คือ “ความมั่นคงของประเทศ” แนะทุกการตัดสินใจของรัฐควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อปกป้องสุขภาพผู้บริโภคและสร้างระบบการผลิตที่เข้มแข็งจากภายใน

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF กล่าวถึงภาคเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารว่าเป็นหัวใจของประเทศ ขณะที่บทบาทผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ของ CPF จะเน้นการเติบโตไปพร้อมกับสังคม โดยเฉพาะการทำงานเคียงข้างเกษตรกรไทยที่ถือเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการสร้างงานและสร้างอาชีพผ่านเกษตรกรคู่ค้า โดยช่วยยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงสัตว์ ดูแลคุณภาพชีวิตเกษตรกร รวมถึงการจัดหาวัตถุดิบจากภายในประเทศเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพดหรือกากถั่วเหลือง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ

“ยกตัวอย่างการผลิตสุกรของ CPF ส่วนใหญ่มาจากเกษตรกรคู่ค้าทั่วประเทศ เราเชื่อว่าความมั่นคงทางอาหารจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเกษตรกรสามารถยืนหยัดได้อย่างแข็งแรง มีอาชีพที่มั่นคงและได้รับการสนับสนุนจากระบบธุรกิจที่โปร่งใสและเป็นธรรม ขณะเดียวกันก็จัดซื้อจัดหาวัตถุดิบต่างๆ จากภายในประเทศก่อนเสมอ เพื่อร่วมดูแลเกษตรกรในทุกขั้นของห่วงโซ่การผลิต” นายประสิทธิ์ กล่าว

สำหรับการนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐฯยังมีสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในมุมของผู้บริโภค โดยบริษัทยังคงเชื่อว่าความปลอดภัยต้องมาก่อน โดยเฉพาะประเด็น “สารเร่งเนื้อแดง” ที่สหรัฐอเมริกายังอนุญาตให้ใช้ แม้จะอยู่ภายใต้การควบคุม แต่ก็ยังเป็นสารที่กว่า 160 ประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย สหภาพยุโรป จีน รัสเซีย และญี่ปุ่น ไม่อนุญาต เพราะคำนึงถึงผลกระทบด้านสุขภาพประชาชนเป็นสำคัญ สารดังกล่าวมีฤทธิ์กระตุ้นการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อและลดการสะสมไขมัน แม้จะช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร แต่ก่อให้เกิดสารตกค้างในเนื้อสัตว์และเครื่องใน สารนี้ไม่ถูกทำลายด้วยความร้อนจากการปรุงอาหาร อาจส่งผลให้ผู้ที่บริโภคเข้าไปมีอาการกล้ามเนื้อสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ วิงเวียน ปวดศีรษะ และเสี่ยงอันตรายรุนแรงในผู้ป่วยโรคหัวใจ เบาหวาน ลมชัก และสตรีมีครรภ์ จึงเป็นเหตุผลสำคัญให้ประเทศไทยโดยกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมปศุสัตว์ ออกกฎหมายห้ามใช้สารดังกล่าว

“การสร้างความมั่นคงทางอาหารต้องเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร หากประเทศเดินหน้าด้วยการพึ่งพาการนำเข้าในสินค้าที่เรามีศักยภาพผลิตได้เอง มีโอกาสทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการพึ่งพาตนเองในอนาคต และเปิดช่องให้ราคาสินค้าถูกกำหนดโดยต่างชาติ ซึ่งไม่สอดคล้องกับเป้าหมายความมั่นคงทางอาหารของประเทศที่ควรมีระบบอาหารที่แข็งแรงจากภายใน” นายประสิทธิ์กล่าว

ด้วยวิสัยทัศน์นี้ CPF ยังคงลงทุนและพัฒนาความร่วมมือกับเกษตรกรทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การผลิตอาหารของไทยเติบโตอย่างยั่งยืน และสามารถรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการค้าโลก

นายประสิทธิ์ ทิ้งท้ายอีกว่า การจะพิจารณาตัดสินใจใด ๆ เกี่ยวกับการนำเข้าอาหาร เช่น เนื้อหมูจากต่างประเทศ ควรเป็นไปด้วยความรอบคอบ ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งมิติสุขภาพผู้บริโภค เศรษฐกิจของเกษตรกร และอนาคตความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...