ใครถืออยู่มีเฮ! 4 หุ้นยักษ์ติดสปีดแห่งปี 2025 นับจากต้นปีผลตอบแทนเกิน 100%
ใครว่าหุ้นยักษ์ใหญ่โตแรงได้ไม่เท่าสตาร์ทอัพ?
โดยทั่วไป บริษัทที่มีมูลค่าตลาดเกิน 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือกลุ่ม “เมกะแคป”) นั้น มักจะอยู่ในช่วงเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะมีผู้ถือหุ้นกระจายตัวเป็นจำนวนมาก แต่ปี 2025 กลับทำให้เราต้องอึ้ง เพราะมีเมกะแคปบางบริษัทที่สร้างผลตอบแทนมากกว่า 100% นับตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่ง 4 บริษัทที่เราจะยกมาพูดถึงนั้น ก็เป็นบริษัทที่โด่งดังในหมู่นักลงทุนชาวไทยด้วย
4 เมกะแคปที่ทำผลตอบแทนได้สูงกว่าเท่าตัวนับตั้งแต่ต้นปี (YTD)
1) Micron Technology (MU)
มูลค่าตลาดโดยประมาณ:245,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ผลตอบแทน YTD:+160%
Micron คือผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ — ทั้ง DRAM, NAND Flash และ High-Bandwidth Memory (HBM) — ที่เป็นชิ้นส่วนสำคัญของคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และศูนย์ข้อมูล (Data Center)
ทำไมหุ้นถึงพุ่งแรง?
ปริมาณงาน AI/Data Center ขยายตัวสูงทำให้ชิปหน่วยความจำกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดย Micron รายงานว่ากว่า “ครึ่งหนึ่ง” ของรายได้ปีงบประมาณ 2025 มาจากภาคส่วนนี้
อุปทานฝั่งหน่วยความจำระดับสูงยังมีจำกัดเช่น HBM และ DRAM รุ่นใหม่ ส่งผลให้ Micron ได้เปรียบทั้งด้านราคาและอัตรากำไร
การลงทุนมหาศาลเพื่อรักษาความเป็นผู้นำโดยใช้เงินลงทุน (Capex) ราว 13.8 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 และกำลังเตรียมลงทุนเพิ่มในปี 2026 เพื่อสู้กับคู่แข่ง
ตลาดเริ่มมองว่าหน่วยความจำไม่ใช่สินค้าธรรมดาอีกต่อไปแต่เป็นสินค้าสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของระบบ AI ที่ยังค่อนข้างมีจำนวนจำกัด ซึ่งความคิดนี้ทำให้ตลาดมองมูลค่าหุ้นใหม่ (Re-rating) สูงกว่าเดิม
2) Palantir Technologies (PLTR)
มูลค่าตลาดโดยประมาณ:438,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ผลตอบแทน YTD:+144%
Palantir ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลในระดับองค์กรและหน่วยงานรัฐ ผ่านแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อรวบรวม, วิเคราะห์, และนำข้อมูลไปใช้งานเชิงตัดสินใจแบบเรียลไทม์ (real-time)
ทำไมหุ้นถึงพุ่งแรง?
รายได้จากลูกค้าภาคเอกชนในไตรมาส 2 ปี 2025 เติบโตราว 93% YoYขณะที่คำสั่งซื้อใหม่ (Booking) พุ่งประมาณ 222%
โบรกเกอร์อย่าง Bank of America ชี้ว่า “วิศวกรซอฟต์แวร์ระดับสูงที่ถูกส่งตัวไปอยู่กับลูกค้า” (Forward-Deployed Engineers)และ AI แบบตัวแทน (Agentic AI)คือข้อได้เปรียบที่คู่แข่งทำตามได้ยาก ช่วยขยายโอกาสโตระยะยาว
จำนวนสัญญากับภาครัฐและองค์กรใหญ่ขยายตัวพร้อมกัน บริษัทจึงปรับเพิ่มเป้ารายได้ทั้งปีเป็นการเติบโต ราว 45%
นักลงทุนทั้งรายย่อยและนักลงทุนสถาบันเริ่มสนใจ AI เชิงโครงสร้างพื้นฐาน มากกว่าแค่ซอฟต์แวร์ทั่วไป
3) Alibaba Group (BABA)
มูลค่าตลาดโดยประมาณ:405,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ผลตอบแทน YTD:+106%
Alibaba คือยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซ (e-commerce) ของจีน มีธุรกิจครอบคลุมทั้งด้าน Cloud, การขนส่ง, บริการท้องถิ่น, และระบบชำระเงินดิจิทัล
ทำไมหุ้นถึงพุ่งแรง?
มีการซื้อหุ้นคืนอย่างหนักโดยในปี 2025 ซื้อหุ้นคืนประมาณ 5% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด (มูลค่าราว 11.9 พันล้านดอลลาร์) สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริหาร และช่วยลดจำนวนหุ้นหมุนเวียนให้กำไรต่อหุ้นดูดีขึ้น
มีการปรับธุรกิจสู่ Cloud/AIโดย Alibaba Cloud เติบโตราว 26% ในไตรมาส 2 ปี 2025 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อนหน้า (YoY)ซึ่งถือว่าแข็งแรง และปัจจุบันผลิตภัณฑ์ AI ก็คิดเป็นมากกว่า 20% ของยอดขายลูกค้านอกเครือบริษัท
มีการระดมทุนผ่านหุ้นกู้แปลงสภาพ/ตราสารหนี้เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน Cloud และ AI ขนาดใหญ่ บ่งบอกโอกาสเติบโตที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
ความเชื่อตลาดเริ่มฟื้นตัวหลังจากผ่านช่วงถูกกดดันทางกฎระเบียบยาวนานหลายปี
4) Tencent Holdings (TCEHY)
มูลค่าตลาดโดยประมาณ:744,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ผลตอบแทน YTD:+101%
Tencent คือเจ้าของระบบนิเวศดิจิทัลของจีน ครอบคลุมทั้ง WeChat, เกมออนไลน์, โฆษณาดิจิทัล, ฟินเทค, และการลงทุนในคอนเทนต์และบริษัทเทคทั่วโลก
ทำไมหุ้นถึงพุ่งแรง?
ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2025 โดดเด่นโดยรายได้เพิ่มราว 15% แตะ 184.5 พันล้านหยวน ขณะที่กำไรสุทธิเติบโตราว 16% แตะ 56 พันล้านหยวน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด
ธุรกิจเกมและโฆษณาเติบโตแรง โดยโฆษณาเพิ่มขึ้น 20% YoY จากการใช้ AI ช่วยยิงโฆษณาให้ตรงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น และรายได้เกมต่างประเทศพุ่งถึงประมาณ 35%
นักวิเคราะห์มองเห็นมูลค่าที่ซ่อนอยู่ซึ่ง Goldman Sachs ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้เกมและโฆษณา โดยชี้ว่าศักยภาพยังไม่ถูกสะท้อนเต็มในราคา
แรงกดดันภาครัฐลดลงเมื่อเทียบกับช่วงปี 2021–2022 ทำให้ตลาดมองเห็นโอกาสขยายตัวใหม่
บทเรียน-คำแนะนำสำหรับนักลงทุน
1) หุ้นใหญ่ก็ยังสร้างเซอร์ไพรส์ได้
ถ้ามีแรงหนุนจากเทรนด์มหภาค (AI, Cloud, Memory, Digital Consumer) บวกกับผลการดำเนินงานที่ดี
2) แรงขับเคลื่อนมาได้จากหลายทาง
เช่น Micron ได้ผลประโยชน์จากปัญหาอุปทานชิปขาดแคลน, Palantir ได้แรงส่งจากความต้องการ AI องค์กร, Alibaba ได้แรงหนุนจากธุรกิจ Cloud และซื้อหุ้นคืน ส่วน Tencent โตจากเกมและโฆษณา
3) หุ้นใหญ่มีโปรไฟล์ความเสี่ยงต่างจากหุ้นเล็ก
แม้หุ้นขนาดใหญ่จะดูปลอดภัยว่า เพราะบริษัทมีชื่อเสียง, มีข้อมูลชัดเจน, และซื้อขายง่าย แต่ก็มีความเสี่ยงอีกแบบหนึ่ง คือ “ความคาดหวังที่สูงของตลาด” ซึ่งถ้าบริษัทประกาศผลประกอบการออกมาไม่ดีเท่าที่คนคาดไว้ ราคาหุ้นอาจร่วงแรงได้ในทันทีเช่นกัน
4) ต้องจับตาความสามารถในการ “ส่งมอบจริง”
หลายบริษัททุ่มลงทุนมหาศาล สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน แต่ถ้าหากบริหารผิดพลาด ก็อาจกดดันกำไรได้ โดยนักลงทุนต้องจับตาดูการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความเปลี่ยนแปลงในกฎระเบียบและต้นทุนวัตถุดิบ
5) การกระจายความเสี่ยงยังสำคัญ
ทั้ง 4 หุ้นนี้กระจุกในธีมเทค-AI อย่างชัดเจน ซึ่งอาจสะท้อนแรงหนุนจากกระแส AI อย่างไรก็ตาม เพื่อความปอลดภัย พอร์ตควรกระจายการลงทุนไปยังหลายอุตสาหกรรมในหลายประเทศ
นี่แหละค่ะ 4 หุ้นยักษ์สายสปีดแห่งปี 2025 แล้วผู้อ่านทุกคนละคะ มีใครถือหุ้นพวกนี้อยู่บ้างไหมคะ?