โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผู้เชี่ยวชาญเตือน “AI” อาจเปลี่ยนสมองเด็ก MIT พบใช้แชตบอตบ่อย ทำให้สมองเชื่อมโยงลดลง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 ต.ค. 2568 เวลา 13.41 น. • เผยแพร่ 14 ต.ค. 2568 เวลา 06.41 น.

ผลวิจัยจาก MIT Media Lab พบกใช้เครื่องมือ ChatGPT ในการทำงานเขียนอาจทำให้สมองมนุษย์ลดการเชื่อมโยงทางความคิด เด็กที่ใช้ AI ตั้งแต่อายุน้อยเสี่ยงหนี้ทางความคิด

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 เวลา 08.31 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังพลิกโฉมสถานที่ทำงานทั่วโลก และในขณะเดียวกันก็กำลังแทรกซึมเข้าสู่ชีวิตของเด็กและวัยรุ่นมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่การช่วยทำการบ้าน ไปจนถึงการพูดคุยกับ “เพื่อน AI” เครื่องมืออย่าง ChatGPT ซึ่งมีเวอร์ชันใช้ฟรีทางออนไลน์ สามารถเข้าถึงได้ง่ายสำหรับผู้ใช้อายุน้อย แชตบอต AI เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นจากโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models: LLM) ที่สามารถสร้างข้อความตอบกลับได้อย่างเป็นธรรมชาติคล้ายมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกันก็จุดกระแสความกังวลจากพ่อแม่ ครู และนักวิจัยทั่วโลก

ผลสำรวจของ Pew Research Center ปี 2567 พบว่า วัยรุ่นสหรัฐอายุระหว่าง 13–17 ปี ร้อยละ 26% ใช้ ChatGPT ในการทำการบ้าน ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปีก่อนหน้า นอกจากนี้ระดับการรับรู้เกี่ยวกับ ChatGPT ยังเพิ่มขึ้นจาก 67% ในปี 2566 เป็น 79% ในปี 2567

ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการค้าของสหรัฐฯ (FTC) ได้สั่งให้บริษัทเทคโนโลยี 7 แห่ง ซึ่งรวมถึง OpenAI, Alphabet (Google) และ Meta (Facebook) อธิบายว่าแชตบอต AI ของพวกเขาอาจส่งผลกระทบต่อเด็กและวัยรุ่นอย่างไร

ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นนั้นOpenAI ได้ประกาศว่า จะเปิดตัว “ChatGPT เวอร์ชันเฉพาะสำหรับผู้ใช้อายุต่ำกว่า 18 ปี” พร้อมระบบควบคุมโดยผู้ปกครอง (parental controls) และเทคโนโลยีระบุอายุผู้ใช้ที่แม่นยำยิ่งขึ้น ระบบดังกล่าวจะพาผู้ใช้อายุน้อยเข้าสู่สภาพแวดล้อม ChatGPT ที่มีนโยบายเหมาะสมตามวัยโดยอัตโนมัติ

นักวิชาการหลายคนแสดงความกังวลว่า การเปิดรับ AI ตั้งแต่อายุน้อย โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน อาจส่งผลลบต่อพัฒนาการทางความคิดและการเรียนรู้

งานวิจัยเบื้องต้นในปี 2568 ของ MIT Media Lab ศึกษาผลทางปัญญาของการใช้โมเดลภาษา (LLM) ในการเขียนเรียงความ โดยมีผู้เข้าร่วม 54 คน อายุ 18–39 ปี แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ใช้ AI ช่วยเขียน กลุ่มที่ใช้เฉพาะเครื่องมือค้นหา (Search Engine) และกลุ่มที่ใช้เพียงความรู้ของตนเอง

ผลการศึกษาพบว่า“การเชื่อมโยงของสมองลดลงตามระดับการพึ่งพาเครื่องมือภายนอก” กล่าวคือ กลุ่มที่ไม่ใช้เครื่องมือใดเลยมีการทำงานของสมองกว้างและเข้มข้นที่สุด กลุ่มที่ใช้เครื่องมือค้นหาอยู่ในระดับกลาง ส่วนกลุ่มที่ใช้ AI มีการทำงานของสมองเชื่อมโยงกันน้อยที่สุด

นักวิจัยเรียกผลลัพธ์นี้ว่า “หนี้ทางความคิด” (Cognitive Debt) หมายถึงรูปแบบของการผลัดความพยายามทางสมองในระยะสั้น ซึ่งอาจทำให้ความคิดสร้างสรรค์ลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกชักจูงในระยะยาว

Nataliya Kosmyna หัวหน้านักวิจัยของ MIT Media Lab กล่าวว่า “ความสะดวกของเครื่องมือในวันนี้จะต้องจ่ายด้วยต้นทุนทางจิตใจในอนาคต และต้นทุนนั้นจะสะสมไปเรื่อย ๆ” พร้อมเสริมว่า การพึ่งพา LLM อาจนำไปสู่ปัญหาด้านการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ซึ่งเป็นทักษะสำคัญต่อการเรียนรู้และการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล

เด็กและวัยรุ่นอาจได้รับผลกระทบเชิงลบจากการใช้แชตบอต AI เร็วเกินไป นักวิจัยจึงเห็นตรงกันว่า ก่อนใช้เครื่องมือเหล่านี้ เด็กควรพัฒนาทักษะพื้นฐานด้วยตนเองก่อน เพื่อให้สามารถตรวจจับข้อผิดพลาดและข้อมูลเท็จจาก AI ได้

“จงเรียนรู้ด้วยตัวเองก่อน แม้จะไม่ต้องถึงขั้นเชี่ยวชาญ” คอสมินากล่าว พร้อมอธิบายว่า การมีทักษะพื้นฐานจะช่วยให้ผู้ใช้มองเห็นข้อผิดพลาดหรือข้อมูลหลอนของ AI (AI hallucination) ได้ง่ายขึ้น และยังช่วยเสริมสร้างความคิดเชิงวิเคราะห์

Pilyoung Kim จากมหาวิทยาลัยเดนเวอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็ก เสริมว่า “สำหรับเด็กเล็ก สิ่งสำคัญคือจำกัดการใช้ AI สร้างสรรค์ (Generative AI) เพราะพวกเขายังต้องฝึกคิดอย่างมีวิจารณญาณและอิสระด้วยตัวเองให้มากกว่านี้”

คอสมินายังเตือนว่า เด็กจำนวนมากอาจไม่ตระหนักถึง ความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว (Privacy Risks) เมื่อใช้แชตบอต AI และควรเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย หรือ Tech Hygiene ที่ถูกต้อง

“เราจำเป็นต้องสอนทั้งความรู้ด้าน AI (AI Literacy) และความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ (Computer Literacy) ควบคู่กัน” ขณะเดียวกันเด็กมีแนวโน้มมองว่าเครื่องจักรมีชีวิตจิตใจ (Anthropomorphize) มากกว่าผู้ใหญ่

“ตอนนี้เรามีเครื่องจักรที่พูดเหมือนมนุษย์ เด็กจึงอยู่ในจุดเสี่ยงที่จะเชื่อและรับอิทธิพลได้ง่าย แม้แต่คำชมเล็ก ๆ จากหุ่นยนต์ก็สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของพวกเขาได้จริง ๆ”

ทั้งนี้ในยุคที่เด็กยุคใหม่เติบโตมาพร้อมกับ AI ผู้เชี่ยวชาญต่างตั้งคำถามว่า“จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในระยะยาว?”

“ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะรู้ผลลัพธ์ ไม่มีใครทำวิจัยกับเด็กอายุ 3 ปี แต่สิ่งที่เราควรทำคือทำความเข้าใจผลระยะยาวของสมองเด็กที่ใช้เครื่องมือเหล่านี้ตั้งแต่อายุน้อยมาก ๆ” คอสมินากล่าว

เธอยังเผยว่าปัจจุบันเริ่มมีรายงานเกี่ยวกับภาวะจิตหลอนจาก AI (AI Psychosis) รวมถึงกรณีของภาวะซึมเศร้าและการทำร้ายตัวเองที่เกี่ยวข้องกับการใช้ AI ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

คอสมินาและคิมต่างเห็นตรงกันว่าหน่วยงานกำกับดูแลและบริษัทเทคโนโลยีมีความรับผิดชอบร่วมกัน ในการสร้างมาตรการปกป้องเด็กและเยาวชนให้เหมาะสม

อ้างอิง : www.cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...