ผู้เชี่ยวชาญเตือน “AI” อาจเปลี่ยนสมองเด็ก MIT พบใช้แชตบอตบ่อย ทำให้สมองเชื่อมโยงลดลง
ผลวิจัยจาก MIT Media Lab พบกใช้เครื่องมือ ChatGPT ในการทำงานเขียนอาจทำให้สมองมนุษย์ลดการเชื่อมโยงทางความคิด เด็กที่ใช้ AI ตั้งแต่อายุน้อยเสี่ยงหนี้ทางความคิด
วันที่ 12 ตุลาคม 2568 เวลา 08.31 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังพลิกโฉมสถานที่ทำงานทั่วโลก และในขณะเดียวกันก็กำลังแทรกซึมเข้าสู่ชีวิตของเด็กและวัยรุ่นมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ตั้งแต่การช่วยทำการบ้าน ไปจนถึงการพูดคุยกับ “เพื่อน AI” เครื่องมืออย่าง ChatGPT ซึ่งมีเวอร์ชันใช้ฟรีทางออนไลน์ สามารถเข้าถึงได้ง่ายสำหรับผู้ใช้อายุน้อย แชตบอต AI เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นจากโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models: LLM) ที่สามารถสร้างข้อความตอบกลับได้อย่างเป็นธรรมชาติคล้ายมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกันก็จุดกระแสความกังวลจากพ่อแม่ ครู และนักวิจัยทั่วโลก
ผลสำรวจของ Pew Research Center ปี 2567 พบว่า วัยรุ่นสหรัฐอายุระหว่าง 13–17 ปี ร้อยละ 26% ใช้ ChatGPT ในการทำการบ้าน ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปีก่อนหน้า นอกจากนี้ระดับการรับรู้เกี่ยวกับ ChatGPT ยังเพิ่มขึ้นจาก 67% ในปี 2566 เป็น 79% ในปี 2567
ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการค้าของสหรัฐฯ (FTC) ได้สั่งให้บริษัทเทคโนโลยี 7 แห่ง ซึ่งรวมถึง OpenAI, Alphabet (Google) และ Meta (Facebook) อธิบายว่าแชตบอต AI ของพวกเขาอาจส่งผลกระทบต่อเด็กและวัยรุ่นอย่างไร
ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นนั้นOpenAI ได้ประกาศว่า จะเปิดตัว “ChatGPT เวอร์ชันเฉพาะสำหรับผู้ใช้อายุต่ำกว่า 18 ปี” พร้อมระบบควบคุมโดยผู้ปกครอง (parental controls) และเทคโนโลยีระบุอายุผู้ใช้ที่แม่นยำยิ่งขึ้น ระบบดังกล่าวจะพาผู้ใช้อายุน้อยเข้าสู่สภาพแวดล้อม ChatGPT ที่มีนโยบายเหมาะสมตามวัยโดยอัตโนมัติ
นักวิชาการหลายคนแสดงความกังวลว่า การเปิดรับ AI ตั้งแต่อายุน้อย โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน อาจส่งผลลบต่อพัฒนาการทางความคิดและการเรียนรู้
งานวิจัยเบื้องต้นในปี 2568 ของ MIT Media Lab ศึกษาผลทางปัญญาของการใช้โมเดลภาษา (LLM) ในการเขียนเรียงความ โดยมีผู้เข้าร่วม 54 คน อายุ 18–39 ปี แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ใช้ AI ช่วยเขียน กลุ่มที่ใช้เฉพาะเครื่องมือค้นหา (Search Engine) และกลุ่มที่ใช้เพียงความรู้ของตนเอง
ผลการศึกษาพบว่า“การเชื่อมโยงของสมองลดลงตามระดับการพึ่งพาเครื่องมือภายนอก” กล่าวคือ กลุ่มที่ไม่ใช้เครื่องมือใดเลยมีการทำงานของสมองกว้างและเข้มข้นที่สุด กลุ่มที่ใช้เครื่องมือค้นหาอยู่ในระดับกลาง ส่วนกลุ่มที่ใช้ AI มีการทำงานของสมองเชื่อมโยงกันน้อยที่สุด
นักวิจัยเรียกผลลัพธ์นี้ว่า “หนี้ทางความคิด” (Cognitive Debt) หมายถึงรูปแบบของการผลัดความพยายามทางสมองในระยะสั้น ซึ่งอาจทำให้ความคิดสร้างสรรค์ลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกชักจูงในระยะยาว
Nataliya Kosmyna หัวหน้านักวิจัยของ MIT Media Lab กล่าวว่า “ความสะดวกของเครื่องมือในวันนี้จะต้องจ่ายด้วยต้นทุนทางจิตใจในอนาคต และต้นทุนนั้นจะสะสมไปเรื่อย ๆ” พร้อมเสริมว่า การพึ่งพา LLM อาจนำไปสู่ปัญหาด้านการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ซึ่งเป็นทักษะสำคัญต่อการเรียนรู้และการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล
เด็กและวัยรุ่นอาจได้รับผลกระทบเชิงลบจากการใช้แชตบอต AI เร็วเกินไป นักวิจัยจึงเห็นตรงกันว่า ก่อนใช้เครื่องมือเหล่านี้ เด็กควรพัฒนาทักษะพื้นฐานด้วยตนเองก่อน เพื่อให้สามารถตรวจจับข้อผิดพลาดและข้อมูลเท็จจาก AI ได้
“จงเรียนรู้ด้วยตัวเองก่อน แม้จะไม่ต้องถึงขั้นเชี่ยวชาญ” คอสมินากล่าว พร้อมอธิบายว่า การมีทักษะพื้นฐานจะช่วยให้ผู้ใช้มองเห็นข้อผิดพลาดหรือข้อมูลหลอนของ AI (AI hallucination) ได้ง่ายขึ้น และยังช่วยเสริมสร้างความคิดเชิงวิเคราะห์
Pilyoung Kim จากมหาวิทยาลัยเดนเวอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็ก เสริมว่า “สำหรับเด็กเล็ก สิ่งสำคัญคือจำกัดการใช้ AI สร้างสรรค์ (Generative AI) เพราะพวกเขายังต้องฝึกคิดอย่างมีวิจารณญาณและอิสระด้วยตัวเองให้มากกว่านี้”
คอสมินายังเตือนว่า เด็กจำนวนมากอาจไม่ตระหนักถึง ความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว (Privacy Risks) เมื่อใช้แชตบอต AI และควรเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย หรือ Tech Hygiene ที่ถูกต้อง
“เราจำเป็นต้องสอนทั้งความรู้ด้าน AI (AI Literacy) และความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ (Computer Literacy) ควบคู่กัน” ขณะเดียวกันเด็กมีแนวโน้มมองว่าเครื่องจักรมีชีวิตจิตใจ (Anthropomorphize) มากกว่าผู้ใหญ่
“ตอนนี้เรามีเครื่องจักรที่พูดเหมือนมนุษย์ เด็กจึงอยู่ในจุดเสี่ยงที่จะเชื่อและรับอิทธิพลได้ง่าย แม้แต่คำชมเล็ก ๆ จากหุ่นยนต์ก็สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของพวกเขาได้จริง ๆ”
ทั้งนี้ในยุคที่เด็กยุคใหม่เติบโตมาพร้อมกับ AI ผู้เชี่ยวชาญต่างตั้งคำถามว่า“จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในระยะยาว?”
“ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะรู้ผลลัพธ์ ไม่มีใครทำวิจัยกับเด็กอายุ 3 ปี แต่สิ่งที่เราควรทำคือทำความเข้าใจผลระยะยาวของสมองเด็กที่ใช้เครื่องมือเหล่านี้ตั้งแต่อายุน้อยมาก ๆ” คอสมินากล่าว
เธอยังเผยว่าปัจจุบันเริ่มมีรายงานเกี่ยวกับภาวะจิตหลอนจาก AI (AI Psychosis) รวมถึงกรณีของภาวะซึมเศร้าและการทำร้ายตัวเองที่เกี่ยวข้องกับการใช้ AI ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม
คอสมินาและคิมต่างเห็นตรงกันว่าหน่วยงานกำกับดูแลและบริษัทเทคโนโลยีมีความรับผิดชอบร่วมกัน ในการสร้างมาตรการปกป้องเด็กและเยาวชนให้เหมาะสม
อ้างอิง : www.cnbc.com