นักแสดง GMMTV แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการกระทำของ ‘ซาแซง’ ที่รุกล้ำชีวิตส่วนตัว จนทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย ถึงเวลาที่วัฒนธรรมการติ่งนี้ควรหายไปเสียที เพราะ ‘การสะกดรอยตาม’ นอกเหนือเวลางานไม่ใช่ความรัก แต่คือการคุกคามผู้อื่น
หนึ่งในวัฒนธรรมการติ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นคือ ‘การรุกล้ำความเป็นส่วนตัว’ ของศิลปินนักแสดง ทว่า เหตุการณ์เช่นนี้กลับเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็นการดักรอที่ลานจอดรถ การจงใจเดินทางไฟลต์บินเดียวกันกับศิลปินที่ชอบ หรือการติดตามไปยังสถานที่ต่างๆ นอกเหนือตารางงาน โดยในหมู่แฟนคลับได้นิยามชื่อเรียกกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ว่า ‘ซาแซง’ ซึ่งคือแฟนคลับที่คลั่งไคล้ศิลปินมากเกินไป จนล้ำเส้นความเป็นส่วนตัว และสร้างความเดือดร้อนให้กับศิลปิน
คนกลุ่มนี้อาจให้เหตุผลว่า การกระทำของพวกเขาเกิดจาก ‘ความรัก’ ที่มีต่อศิลปิน หากจะเชื่ออย่างนั้น มันก็คงเป็น ‘ความรักที่เป็นพิษ’ (Toxic Relationship) เพราะฝ่ายหนึ่งพยายามควบคุมให้อีกฝ่ายอยู่ในสายตาตลอด โดยที่เจ้าตัวไม่ได้ยินยอม อีกทั้ง พฤติกรรมข้างต้นยังล้วนเข้าข่ายการเป็น ‘Stalker’ บุคคลที่สะกดรอยตามผู้อื่น จนทำให้เหยื่อรู้สึกหวาดกลัวหรือไม่ปลอดภัย
ล่าสุด เหล่านักแสดง GMMTV เริ่มออกมาแสดงจุดยืนต่อประเด็นนี้บนแพลตฟอร์ม X (Twitter) โดย ‘เลิฟ ภัทรานิษฐ์’ ได้โพสต์ข้อความผ่านบัญชีส่วนตัวว่า “รบกวนไม่ดักรอหรือตามเลิฟมาสถานที่ทำงานบริษัทส่วนตัวนะคะ ถ้าหากเราบังเอิญกันจริงๆ สามารถพูดคุยเล่นกันได้ให้ของขวัญหรือขนมได้ตามปกติเหมือนที่ผ่านมา ขอบคุณและดีใจเสมอที่ได้พูดคุยกับแฟนๆ แต่ในกรณีที่ดักรอหรือติดตาม ขออนุญาตไม่รับของนะคะ เลิฟและทีมงานบริษัทรู้สึกไม่ปลอดภัยค่ะ รบกวนขอความเป็นส่วนตัวด้วยนะคะ” ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เธอไม่ได้ปฏิเสธความรักของแฟนคลับ แต่รู้สึกไม่ปลอดภัยจากการโดนสะกดรอยตาม
ขณะเดียวกัน ‘ปอนด์ ณราวิชญ์’ และ ‘ภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน’ ได้ไลฟ์สดออกกำลังกายที่ฟิตเนส แต่กลับเจอกลุ่มซาแซงดักรออยู่ด้านนอก ซึ่งทำให้แฟนคลับบางส่วนเริ่มพูดถึงเหตุการณ์นี้ในช่องทาง X หลังจากนั้น ‘ฟอส จิรัชพงศ์’ ก็ได้ออกมาอ้างอิงโพสต์ดังกล่าว พร้อมระบุข้อความว่า “ไหนมาดักตรูบ้างสิ”
อีกทั้ง เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2567 ‘ปอนด์ ณราวิชญ์’ ก็เคยทวีตว่า “วันนี้ผมเจอคนขับรถตาม ขับหนีเท่าไหร่ก็ตามไม่หยุดจนต้องหนีมาอยู่กับเพื่อน ผมไม่ทราบว่ามีเจตนาอะไร หากเป็นคนที่ชื่นชอบผม ผมขอเว้นพื้นที่ระยะห่างส่วนตัวไว้สักนิดนะครับ ยอมรับว่ากังวลเรื่องความปลอดภัยทั้งของตัวเองและคนใกล้ตัว หวังว่าจะเข้าใจกันนะครับ ขอบคุณครับ🙏🏻” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การสะกดรอยตามนั้นสร้างความหวาดกลัวให้แก่นักแสดงจริง เพราะตัวนักแสดงไม่อาจทราบได้ว่าอีกฝ่ายมีเจตนาเช่นไร
นอกจากนี้ นักแสดงหลายคนยังโดน ‘แอนตี้แฟน’ โจมตีด้วย Hate speech วิจารณ์ในเชิงลบ รวมถึงเผยแพร่ข่าวปลอม (Fake News) มาเป็นระยะเวลานาน หนึ่งในนั้นคือ ‘ตู ต้นตะวัน’ ซึ่งกลุ่มแฟนคลับพยายามเรียกร้องให้ค่ายต้นสังกัด GMMTV จัดการปัญหานี้และดำเนินคดีเอาผิดกับผู้ใช้บัญชี @hazaeii ส่งผลให้ ‘ตู ต้นตะวัน’ ออกมาแสดงความเห็นต่อเหตุการณ์นี้ว่า “ตั้งแต่โดนยัยนี่ตาม stalk ตามด่า ชีวิตดีขึ้นทุกวัน 😋 ต้องเข้าใจนะ บางคนเขามีความ insecurity บางอย่างในชีวิตจริง เป็น loser ทำได้แค่นั่งพิมพ์ข้อความที่ผ่านกระบวนการคิดแบบสัตว์เซลล์เดียว ส่วนเราสมองและจิตใจมีการพัฒนาไปไกลกว่านั้นมาก ดังนั้นไม่ต้องไปให้ค่างับ🥰”
ไม่ว่าจะ ‘การสะกดรอยตามด้วยความรัก’ หรือ ‘การโจมตีด้วยความเกลียดชัง’ ก็ไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องปกติในหมู่แฟนคลับ เพราะพฤติกรรมทั้งสองต่างเป็น ‘การคุกคามผู้อื่น’ ซึ่งผิดหลักกฎหมายอย่างชัดเจน และจริงๆ แล้ว เราไม่จำเป็นต้องรอให้ศิลปินคนใดออกมาปกป้องและเรียกร้องสิทธิของตนเองก่อน จึงจะตระหนักถึงปัญหานี้ เพราะไม่มีใครทราบล่วงหน้าว่า เหตุการณ์รุนแรงอย่างการสะกดรอยตามเพื่อลักพาตัว ชิงทรัพย์ ล่วงละเมิด หรือทำร้ายร่างกาย จะเกิดขึ้นกับเหยื่อเมื่อไร
อีกหนึ่งแนวทางที่น่าพิจารณา อย่างเช่นวงการ K-POP ที่มี ‘ปัญหาการบุกรุกและสะกดรอยตามศิลปิน’ เกิดขึ้นจำนวนมาก ส่งผลให้ค่ายต้นสังกัดดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง ยิ่งไปกว่านั้น ภาครัฐเกาหลีใต้ยังปรับปรุงข้อกฎหมายใหม่ให้เข้มงวดขึ้นกว่าเดิม โดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงโทษอาชญากรรมการสะกดรอยตาม (Punishment of Crime of Stalking) พ.ศ. 2564 กำหนดให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30 ล้านวอน หากเกี่ยวข้องกับอาวุธหรือวัตถุอันตราย โทษอาจเพิ่มขึ้นเป็นจำคุกสูงสุด 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50 ล้านวอน
ค่ายต้นสังกัดและภาครัฐไทยอาจนำ ‘กฎหมายต่อต้านการสะกดรอยตามของเกาหลีใต้’ ไปเป็นอีกหนึ่งโมเดลเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้ดีขึ้น เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า อุตสาหกรรมบันเทิงไทยเติบโตขึ้นทุกวัน ปัญหาซาแซงจึงอาจเพิ่มมากขึ้น หากยังขาดข้อกฎหมายที่เข้มงวดและรัดกุม
อ้างอิง
https://x.com/tontawan_t/status/1974836562379903433
https://x.com/loverrukk/status/1973696241348510060
https://x.com/fforcejs/status/1974734161786314934
https://x.com/ppnaravit/status/1814689308210831651
https://www.koreaherald.com/article/10565284
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ‘ชุดเจ้าสาว’ ไม่จำเป็นต้องใส่แค่ในงานแต่งก็ได้! เพราะพี่สาวญี่ปุ่นเขาใส่ถ่ายรูปกับเพื่อนไปเลย ทัศนคติของผู้หญิงยุคใหม่ที่ปลอบโยนกันว่า ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนแต่งงานตามค่านิยมของสังคม และหากอยากใส่ชุดเจ้าสาวสักครั้ง ก็เสิร์ฟให้ตัวเองได้เลย
- นักแสดง GMMTV แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการกระทำของ ‘ซาแซง’ ที่รุกล้ำชีวิตส่วนตัว จนทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย ถึงเวลาที่วัฒนธรรมการติ่งนี้ควรหายไปเสียที เพราะ ‘การสะกดรอยตาม’ นอกเหนือเวลางานไม่ใช่ความรัก แต่คือการคุกคามผู้อื่น
- ข้อดี-ข้อเสียของการใช้ฮอร์โมน ‘เทสโทสเตอร์โรน’ จริงไหมที่สามารถช่วยเพิ่มความสุขทางเพศ และเสริมสุขภาพด้านอื่นๆ ของผู้หญิงที่เข้าสู่วัยกลางคน?
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com