“สหรัฐ” จ่อถือหุ้นเหมืองแร่หายากในกรีนแลนด์ หวังลดพึ่งพาจีน
"สหรัฐ" กำลังหารือเข้าถือหุ้นในบริษัท Critical Metals Corp ผู้พัฒนาเหมือง Tanbreez ซึ่งเป็นโครงการแร่แรร์เอิร์ธขนาดใหญ่ในกรีนแลนด์ หวังลดพึ่งพาจีน
วันที่ 6 ตุลาคม 2568 เวลา 11.59 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า แหล่งข่าวระบุว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้หารือกันเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะเข้าถือหุ้นในบริษัท Critical Metals Corp ซึ่งหากข้อตกลงนี้เกิดขึ้นจริง จะทำให้รัฐบาลสหรัฐมีผลประโยชน์โดยตรงในโครงการแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earths) ที่ใหญ่ที่สุดในเกาะกรีนแลนด์ ดินแดนในแถบอาร์กติกซึ่งทรัมป์เคยเสนอให้สหรัฐซื้อกิจการมาแล้วในอดีต
หากข้อตกลงดังกล่าวบรรลุผล จะถือเป็นพัฒนาการทางการเมืองครั้งสำคัญของเหมืองแร่ Tanbreez ซึ่งอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน เคยผลักดันให้ขายกิจการให้กับบริษัท Critical Metals ที่ตั้งอยู่ในนิวยอร์กในราคาต่ำกว่าที่บริษัทจีนเคยเสนอไว้มาก
ก่อนหน้านี้ สหรัฐได้เข้าถือหุ้นในบริษัท Lithium Americas และ MP Materials แล้ว ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ที่จะให้ประเทศได้ประโยชน์จากการผลิตแร่และแร่หายาก (critical minerals) ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก
แหล่งข่าวระบุว่ารายละเอียดการหารือระหว่างรัฐบาลสหัรฐกับ Critical Metals ยังไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณะมาก่อน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์คนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า “ตอนนี้มีบริษัทหลายร้อยแห่งพยายามเข้ามาหาเรา เพื่อให้รัฐบาลลงทุนในโครงการแร่ยุทธศาสตร์ของพวกเขา แต่ในกรณีของบริษัทนี้ เรายังไม่มีอะไรที่ใกล้จะตกลงกันได้ในตอนนี้”
แร่หายาก (rare earths) เป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติแม่เหล็กสูง จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ตั้งแต่ รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงระบบอาวุธนำวิถี (missile systems) ซึ่งปัจจุบันจีนครองการผลิตและการแปรรูปเกือบทั้งหมดของโลก ทำให้ประเทศตะวันตกพยายามแสวงหาแหล่งผลิตใหม่เพื่อลดการพึ่งพาจีน
Critical Metals ได้ทำข้อตกลงซื้อเหมือง Tanbreez ในกรีนแลนด์เมื่อปีที่แล้ว ด้วยเงินสด 5 ล้านดอลลาร์ และหุ้นมูลค่า 211 ล้านดอลลาร์ และเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บริษัทได้ยื่นขอรับ เงินสนับสนุน 50 ล้านดอลลาร์ ภายใต้กฎหมาย Defense Production Act ซึ่งเป็นกฎหมายยุคสงครามเย็นที่ใช้สนับสนุนการผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ
ในช่วง 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐได้เริ่มหารือกับบริษัทเกี่ยวกับการ “แปลงเงินสนับสนุน” ดังกล่าวให้กลายเป็นการถือหุ้นในบริษัทแทน โดยแหล่งข่าว 3 รายระบุว่า หากการแปลงเงินทุนนี้เกิดขึ้นจริง มูลค่า 50 ล้านดอลลาร์จะคิดเป็นสัดส่วนหุ้นราว 8% ของบริษัท แต่ยังอยู่ในขั้นเจรจา และขนาดของสัดส่วนถือหุ้นอาจเปลี่ยนแปลงได้
เจ้าหน้าที่รัฐบาลยังพิจารณาแนวทางจัดสรรงบประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์จากกฎหมาย CHIPS Act เพื่อสนับสนุนโครงการแร่ยุทธศาสตร์ Reuters รายงานไว้เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยกฎหมายนี้ ซึ่งรู้จักกันอย่างเป็นทางการในชื่อ CHIPS and Science Act ถูกบังคับใช้โดยประธานาธิบดีไบเดนในปี 2565 เพื่อส่งเสริมการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐและลดการพึ่งพาเอเชีย
การหารือเกี่ยวกับการลงทุนใน Critical Metals ถูกเลื่อนออกไปชั่วคราว เนื่องจากรัฐบาลเพิ่งเสร็จสิ้นการเจรจาถือหุ้น 5% ในบริษัท Lithium Americas เมื่อไม่นานมานี้
แหล่งข่าวสองรายระบุว่า การปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐ (shutdown) จะไม่ส่งผลต่อการเจรจานี้ เพราะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับโครงการถือเป็นบุคลากรจำเป็น
ทั้งนี้การหารือบางส่วนมุ่งไปที่วิธีออก ใบสำคัญแสดงสิทธิ (warrants) เพื่อให้รัฐบาลสามารถซื้อหุ้นในราคาที่กำหนดได้ในอนาคต ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งของการเข้าถือหุ้นโดยรัฐ
นอกจากนี้สัดส่วนการถือหุ้นของรัฐบาลจะแยกออกจากเงินกู้ 120 ล้านดอลลาร์ที่ ธนาคารเพื่อการส่งออก–นำเข้าของสหรัฐฯ (EXIM Bank) กำลังพิจารณาอนุมัติให้กับ Critical Metals เพื่อพัฒนาเหมือง Tanbreez ด้วย
แม้ก่อนที่ทรัมป์จะเคยเสนอซื้อเกาะกรีนแลนด์ สหรัฐก็มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในดินแดนนี้มานานแล้ว โดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลไบเดนเคยเดินทางไปเยือนเมืองหลวง นู๊ค (Nuuk) เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน เพื่อเชิญชวนนักลงทุนเอกชนเข้ามาลงทุนในเหมืองของเกาะ ขณะที่รัฐบาลทรัมป์ได้ส่งรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ (JD Vance) ไปเยือนในเดือนมีนาคมปีนี้ นอกจากนี้ยังมีฐานทัพอากาศของสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรีนแลนด์
Critical Metals ประเมินว่า การพัฒนาเหมือง Tanbreez จะใช้เงินลงทุนรวมราว 290 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้เริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ได้ เงินกู้จาก EXIM Bank มูลค่า 120 ล้านดอลลาร์ จะถูกใช้เพื่อทำงานด้านเทคนิคและเตรียมการผลิตเบื้องต้นภายในปี 2569 เมื่อเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบ เหมืองนี้คาดว่าจะผลิต แร่ Rare Earths เข้มข้นได้ปีละ 85,000 เมตริกตัน พื้นที่ดังกล่าวยังมีแร่สำคัญอื่น ๆ เช่น แกลเลียม (Gallium) ซึ่งจีนเพิ่งจำกัดการส่งออกไปเมื่อปีที่แล้ว และ แทนทาลัม (Tantalum) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
อย่างไรก็ตามภาคเหมืองของกรีนแลนด์ยังพัฒนาอย่างช้า เนื่องจาก นักลงทุนให้ความสนใจน้อย, ขั้นตอนราชการซับซ้อน, และ ข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันมีเหมืองที่เปิดดำเนินการอยู่เพียง 2 แห่งเท่านั้น
ทั้งนี้ทำเลที่ตั้งของ Tanbreez ซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและมีสภาพอากาศหนาวจัด อาจเป็นความท้าทายสำคัญในการพัฒนา แต่จุดแข็งคือเหมืองตั้งอยู่ใกล้เส้นทางน้ำหลัก ทำให้สามารถขนส่งวัตถุดิบออกจากเกาะได้สะดวกขึ้น
อ้างอิง : www.reuters.com