“ดาวโจนส์” ทะลุ 47,000 จุดครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังเงินเฟ้อสหรัฐชะลอลง
“ดาวโจนส์” ทะลุ 47,000 จุดครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังเงินเฟ้อสหรัฐชะลอลง สร้างแรงหนุนให้นักลงทุนเชื่อมั่นว่าเฟดจะสามารถเดินหน้าลดอัตราดอกเบี้ยได้ต่อไปในปีนี้
วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เวลา 03.14 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เมื่อวันศุกร์ (24 ต.ค.) หลังข้อมูลเงินเฟ้อที่ออกมา “เย็นลง” จุดกระแสความเชื่อมั่นในหมู่นักลงทุนว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะสามารถเดินหน้าลดอัตราดอกเบี้ยต่อไปได้ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนการประเมินมูลค่าหุ้นในระดับสูงขึ้น
- ดัชนี ดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) พุ่งขึ้น 472.51 จุด หรือ 1.01% ปิดที่ 47,207.12 จุด ซึ่งเป็นการปิดเหนือระดับ 47,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
- ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.79% ปิดที่ 6,791.69 จุด
- ส่วน แนสแด็ก คอมโพสิต (Nasdaq Composite) พุ่งขึ้น 1.15% ปิดที่ 23,204.87 จุด
ทั้งสามดัชนีหลักต่างปิดทำการที่ระดับ “สูงสุดเป็นประวัติการณ์”
รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกันยายน ซึ่งล่าช้าเพราะการปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐ (shutdown) ระบุว่าเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้น 0.3% ต่อเดือน ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อรายปีอยู่ที่ 3% ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ที่ Dow Jones คาดไว้ที่ 0.4% และ 3.1% ตามลำดับ
เมื่อหักราคาอาหารและพลังงานออก (Core CPI) พบว่าเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ต่อเดือน และ 3% ต่อปี ซึ่งก็ต่ำกว่าที่คาดไว้ (0.3% และ 3.1%) เช่นกัน
หลังข้อมูล CPI เผยแพร่ออกมา นักลงทุนในตลาดเพิ่มความคาดหวังว่า เฟดจะลดดอกเบี้ยในการประชุมที่เหลืออีกสองครั้งในปีนี้
เครื่องมือ CME FedWatch แสดงให้เห็นว่า ความน่าจะเป็นที่เฟดจะลดดอกเบี้ยเดือนธันวาคม พุ่งขึ้นเป็น 98.5% จากระดับเดิมราว 91% ก่อนข้อมูลเผยแพร่ ขณะที่โอกาสการลดดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้ายังอยู่เหนือ 95%
ความหวังว่าการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารดีดตัวขึ้นระหว่างวัน
โดยหุ้นของ JPMorgan, Wells Fargo และ Citigroup ต่างปรับขึ้นราว 2%
ส่วนหุ้นในกลุ่มการเงินอื่น ๆ เช่น Goldman Sachs และ Bank of America ก็ขยับขึ้นเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อรายปีที่ปรับขึ้น 3% ยังคงสูงขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของรัฐบาล รวมถึงตัวเลขจ้างงานรายสัปดาห์และรายเดือน ยังคงเลื่อนการประกาศ เพราะการปิดหน่วยงานภาครัฐ
“รายงาน CPI ที่ออกมาวันนี้ไม่มีสิ่งใดที่อาจทำให้เฟด ‘ตกใจ’”
ลินด์ซีย์ รอสเนอร์ (Lindsay Rosner) หัวหน้าฝ่ายการลงทุนตราสารหนี้หลายประเภทของ Goldman Sachs Asset Management กล่าว
“เรายังคาดว่าเฟดจะผ่อนคลายเพิ่มเติมในการประชุมสัปดาห์หน้า และการลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมก็ยังมีแนวโน้มสูงเช่นกัน เนื่องจากการขาดข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงนี้ ทำให้เฟดไม่มีเหตุผลมากพอที่จะเบี่ยงเบนจากแนวทางใน dot plot ที่วางไว้”
ตลาดแทบไม่สะทกสะท้านต่อคำประกาศของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่าเขาจะ “ยุติการเจรจาการค้ากับแคนาดา” หลังไม่พอใจโฆษณาของรัฐบาลรัฐออนแทรีโอซึ่งใช้ภาพอดีตประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน พูดถึงผลเสียของกำแพงภาษี โดยทรัมป์กล่าวหาว่าเป็น “ของปลอม (FAKE)”
เนื้อหาในโฆษณานั้นอ้างอิงคำกล่าวของเรแกนในรายการวิทยุเมื่อเดือนเมษายน 1987 ที่ว่า
“กำแพงภาษีทำร้ายแรงงานและผู้บริโภคชาวอเมริกันทุกคนในระยะยาว”
ต่อมา ดัก ฟอร์ด (Doug Ford) มุขมนตรีรัฐออนแทรีโอ กล่าวในวันศุกร์ว่า รัฐจะ “หยุดออกอากาศโฆษณา” ชั่วคราวหลังจบการแข่งขัน World Series สุดสัปดาห์นี้ เพื่อเปิดทางให้การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ–แคนาดาเริ่มต้นใหม่
ดัชนีหลักทั้งสามบวกต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สองติดต่อกัน โดยแต่ละดัชนีเพิ่มขึ้นราว 2% ตลอดสัปดาห์
ขณะนี้ S&P 500 ปรับขึ้นแล้ว 15% นับตั้งแต่ต้นปี ส่วน แนสแด็ก พุ่งขึ้นถึง 20%
อ้างอิง : cnbc.com