โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"รมว.อุตสาหกรรม" ลงนามประกาศห้ามตั้ง-ขยายโรงงานที่ใช้สารปรอท และห้ามใช้สารปรอทในกระบวนการผลิต มีผล 1 ก.ย.นี้

สยามรัฐ

อัพเดต 10 ส.ค. 2568 เวลา 05.53 น. • เผยแพร่ 10 ส.ค. 2568 เวลา 05.53 น.

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 68 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้ลงนามในประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง ห้ามตั้งหรือขยายโรงงานที่ใช้ปรอทหรือสารประกอบปรอทในกระบวนการผลิต และห้ามใช้ปรอทหรือสารประกอบปรอทในกระบวนการผลิต พ.ศ. 2568 ตามที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการร่างประกาศฯ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2567 โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมและยกเลิกการใช้และการปลดปล่อยปรอทจากแหล่งกำเนิดตามพันธกรณีของอนุสัญญามินามาตะฯ ซึ่งมุ่งเน้นการควบคุม ลด และยกเลิกการผลิต การนำเข้าและส่งออก การใช้ และการปลดปล่อยปรอทและสารปรอทในกระบวนการต่างๆ ที่มีประเด็นปัญหาสำคัญ

นายเอกนัฏกล่าวว่า "กระทรวงอุตสาหกรรมพยายามทุกช่องทางเพื่อปกป้องประชาชนจากการประกอบการที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน การลงนามในครั้งนี้เป็นการป้องกันจากอันตรายที่เกิดจากสารปรอทในภาคอุตสาหกรรมได้ชัดเจน เช่นเดียวกับการลงนามห้ามตั้งหรือขยายโรงงานผลิตเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตฯ เป็นระยะเวลา 5 ปี ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 9 มกราคม 2573 เพื่อปกป้องประชาชนจากผู้ประกอบการที่ไม่ประสงค์ดี"

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ประกาศกระทรวงฉบับนี้มีขอบเขตในการควบคุมโรงงานใน 5 กระบวนการผลิต ได้แก่ การผลิตคลอร์-แอลคาไล การผลิตอะซีตัลดีไฮด์ที่ใช้ปรอทและสารประกอบปรอทเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา การผลิตสารไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ การผลิตโซเดียมหรือโพแทสเซียมเมทิลเลตหรือเอทิลเลต และการผลิตโพลียูรีเทนที่ใช้ปรอทเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร โดยห้ามตั้งหรือขยายโรงงานที่ใช้ปรอทหรือสารประกอบปรอทในกระบวนการผลิต และห้ามใช้ปรอทหรือสารประกอบปรอทในกระบวนการผลิตในโรงงาน

ประกาศดังกล่าวจะช่วยควบคุมการปลดปล่อยปรอทจากกระบวนการผลิต ลดมลพิษในสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมความปลอดภัยต่อสุขภาพของประชาชน นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ และเปิดโอกาสในการขยายการค้าอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...