โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ทำความรู้จัก “เบน สมิธ” คีย์แมนคนสำคัญของ ไทย–เขมร พร้อมปัดทุกข้อกล่าวหา ฟอกเงิน–คอลเซนเตอร์

THE ROOM 44 CHANNEL

อัพเดต 01 พ.ย. 2568 เวลา 08.09 น. • เผยแพร่ 01 พ.ย. 2568 เวลา 03.55 น.

ทำความรู้จัก “เบน สมิธ” คีย์แมนคนสำคัญของ ไทย–เขมร จากอดีตนักปั่นหุ้นสู่ที่ปรึกษาวุฒิสภากัมพูชา พร้อมปัดทุกข้อกล่าวหา ฟอกเงิน–คอลเซนเตอร์–ค้ามนุษย์ ขณะที่ ปปง. ยืนยัน ไม่มีประวัติถูกดำเนินคดีฐานฟอกเงิน–มั่นใจโปร่งใสทุกธุรกิจ

'เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์' หรือที่รู้จักกันในชื่อ 'เบน สมิธ' มีเชื้อสายผสม แอฟริกาใต้-แคนาดา-กัมพูชา เป็นบุคคลที่ถูกกล่าวถึงทำนองว่า เชื่อมโยงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การเงิน และการเมือง ระหว่างไทย–กัมพูชา

ชื่อของเบนจามินเริ่มปรากฏในข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน ในสำนักข่าวหลายแห่ง โดยเฉพาะทอม ไรต์ (Tom Wright) นักข่าวมือรางวัล ที่ระบุว่าเบนจามิน เริ่มต้นเส้นทางด้วยการปั่นหุ้นในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย เขาหายตัวไปเมื่อถูกติดตามจากเจ้าหน้าที่ ก่อนจะปรากฏตัวอีกครั้งในกัมพูชา

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า เบน สมิธ ถือสัญชาติกัมพูชา โดยเป็นที่ปรึกษาเลขาธิการวุฒิสภากัมพูชาตั้งแต่ปี 2557 ดๆลและมีความพยายามเปลี่ยนสัญชาติเป็นไทย เมื่อปี 2567 ในช่วง อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทว่าไม่ได้รับอนุญาต

สิ่งที่ทำให้ชื่อ “เบน สมิธ” ถูกจับตามอง คือการปรากฏตัวพร้อมกับ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ทั้งในไทยและต่างประเทศ
มีการตั้งข้อสังเกตว่า การพบปะเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียง “ความบังเอิญ” แต่สะท้อนการเจรจาทางธุรกิจหรือข้อตกลงบางอย่างหรือไม่

ขณะที่ สำนักข่าว tnna รายงานอีกด้านของ เบน สมิธ ว่าก็มีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ผ่านบทบาทในฐานะที่ปรึกษา งานนี้เห็นได้ว่าบุคคลปริศนารายนี้มีบทบาทสำคัญที่เชื่อมโยงกับคีย์แมนสำคัญทางการเมืองทั้งในไทยและกัมพูชา

ส่วนการอภิปรายของ สส.รังสิมันต์ โรม ไม่ได้เป็นเพียงการตั้งคำถามเรื่องบุคคลปริศนาอย่างเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ เบน สมิธ แต่เป็นการสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งปัญหาในตลาดหุ้นไทยและระบบการเงิน อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงิน การเมืองไทย–กัมพูชา

นอกจากนี้ เบน สมิธ ออกแถลงการณ์โดยระบุว่า ตลอดระยะเวลาช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ครอบครัวและหุ้นส่วนทางธุรกิจตกเป็นเหยื่อของกระบวนการโจมตีเพื่อพยายามทำลายชื่อเสียงโดยการกล่าวหาด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จและการกล่าวพาดพิงโดยมิได้ใช้ความระมัดระวังผ่านช่องทาง การกระทำดังกล่าวมิใช่การทำข่าวในฐานะสื่อโดยชอบธรรม แต่เป็นการโจมตีที่มีเจตนามุ่งร้ายอย่างชัดเจน มีการพยายามที่จะฉายภาพให้ประชาชนเห็นว่าตนเองเป็นอาชญากรหนีคดีและสื่อว่าความสำเร็จในชีวิตและอาชีพการงานมาจากการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และแก๊งคอลเซนเตอร์คำกล่าวอ้างดังกล่าวไม่มีมูลความจริงหรือหลักฐานใด ๆ

ไม่เคยเป็นผู้ทำความผิดทางอาญาหรือเป็นอาชญากรหนีคดีตามที่มีการกล่าวอ้างอย่างผิดๆ การกล่าวหาทั้งหมดมิได้มีการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะคดีที่ประเทศ New Zealand ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ตนเริ่มทำงานนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สืบสวนสอบสวนแล้วและได้ข้อสรุปแล้วว่าไม่ใช่เป็นการกระทำความผิดทางอาญา ในบรรดาข้อกล่าวหาอันเป็นเท็จทั้งหลาย ข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงที่สุดได้แก่ข้อกล่าวหาที่ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการฟอกเงิน แก๊งคอลเซนเตอร์ และการค้ามนุษย์ในประเทศกัมพูชา

"ผมขอยืนยันว่าผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องที่ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น ไม่ว่าทั้งในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตข้อกล่าวหาที่พยายามเชื่อมโยงผมกับประเด็นด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรืออาชญากรรมคอลเซนเตอร์ ตลอดจนประเด็นด้านความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจหรือพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยและประเทศกัมพูชานั้น ก็เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริงเช่นเดียวกัน"

ส่วนกรณีเกี่ยวการเสนอขายหุ้นของ Tiantian Ventures ซึ่งได้มีการตรวจสอบโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) นั้น ยืนยันว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับ Tiantian Ventures บุคคลที่ปรากฏในภาพถ่ายต่าง ๆ ตามที่ปรากฏในสื่อไม่ใช่ตนเอง และไม่ใช่บุคคลที่ถูกกล่าวโทษโดยสำนักงาน ก.ล.ต. เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใดข้อกล่าวหาทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นความเท็จ ขาดข้อเท็จจริงรองรับ และมีเจตนาเพื่อก่อให้เกิดความสับสนแก่สาธารณชน

ทั้งนี้ เบน สมิธ ยืนยันว่าเป็นพลเมืองที่เคารพและปฏิบัติตามกฎหมายของทุก ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่พักอาศัย เดินทาง หรือทำธุรกิจ และรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่เป็นผู้อาศัยและประกอบธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่ดำเนินการทุกอย่างด้วยความโปร่งใส ด้วยความรับผิดชอบ และปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกประการประวัติการทำงานและพฤติกรรมสะท้อนให้เห็นว่าผมเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความรับผิดชอบ

การดำเนินการดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงของกระบวนการใส่ร้ายป้ายสีโดยในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาสื่อมวลชนต่างประเทศได้เผยแพร่ข้อความกว่า 130 ครั้ง โดยส่วนใหญ่เป็นการมุ่งโจมตีผมอย่างต่อเนื่องแทนที่จะเป็นการรายงานข่าวในลักษณะเชิงสืบสวน การรายงานข่าวในลักษณะเช่นนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงลักษณะของกระบวนการโจมตีเพื่อทำลายชื่อเสียง ซึ่งปราศจากหลักฐานที่เป็นรูปธรรมใด ๆ รองรับโดยสิ้นเชิง

นอกจากนี้ได้นำหนังสือเดินทางซึ่งเป็นเอกสารส่วนบุคคลไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวและอาจทำให้เสี่ยงอาจถูกโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคลหรือมีการนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในทางมิชอบ นอกจากนี้ได้อ้างอิงถึงข้อมูลที่มีการแต่งเติมจากสื่อสังคมของบุคคลที่น่าสงสัย ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีการจัดทำขึ้นเพื่อเติมแต่งข้อกล่าวอ้างที่หมิ่นประมาทให้แพร่หลาย และเป็นการจงใจใช้สื่อดิจิทัลในทางที่ผิดโดยแสร้งว่าเป็นการทำไปเพื่อประโยชน์ของมวลชน

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้เริ่มดำเนินการทางกฎหมายกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อสิ่งที่พวกเขาทำต่อหน้าศาลยุติธรรมที่ซึ่งความจริงจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ทั้งนี้ขอร้องให้องค์กรสื่อที่เกี่ยวข้อง เช่น ICIJ และ OCCRP ช่วยกันตรวจสอบกลไกการทำงานและบุคคลผู้ให้การสนับสนุนที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการให้ร้ายป้ายสีดังกล่าวเพื่อเปิดโปงให้เห็นว่าข่าวเท็จและการคุกคามถูกปลอมแปลงให้ดูเหมือนการรายงานข่าวอย่างไร ย่อมจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับวงการสื่อสารมวลชนในช่วงเวลาที่ความน่าเชื่อถือของสื่อกำลังถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง

"ท้ายนี้ ผม ครอบครัวของผม และกิจการของผมใคร่ร้องขอความเป็นธรรมต่อประชาชนและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสื่อมวลชนต่าง ๆ ให้ช่วยนำเสนอข้อเท็จจริงและคัดกรองข้อมูลก่อนที่จะมีการส่งต่อหรือนำเสนอต่อประชาชน สุดท้ายนี้ เพื่อเป็นการปกป้องผม ครอบครัวของผม และกิจการของผม ผมขอแจ้งว่าหากยังคงมีการกระทำที่เป็นการคุกคามผม ครอบครัวของผม และกิจการของผม ต่อไป ผมขอสงวนสิทธิในการดำเนินคดีเพื่อปกป้องชื่อเสียงและผลประโยชน์ของผม ครอบครัวของผม และกิจการของผมต่อไป"

อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 17 ต.ค. ที่ผ่านมา นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ผู้รับมอบอำนาจจากนายเบน สมิธ ได้ส่งหนังสือให้ ปปง. กับ ดีเอสไอ ตรวจสอบแล้ว ปรากฏไม่พบความผิดของ "เบน สมิธ" ในฐานฟอกเงิน โดยในเอกสาระรุบว่า "ตามหนังสือที่อ้างถึง ท่านในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากนายเบน สมิธ ขอความอนุเคราะห์ ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและยืนยันข้อมูลว่านายเบน สมิธ หรือนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ (Mr.Benjarmin Mauerberger) เคยถูกกลาวโทษหรือดำเนินคดีโดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) หรือไม่ อย่างไร ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น

สำนักงาน ปปง. พิจารณาแล้วเห็นว่า เนื่องจากกรณีดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิตามพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๓๘ ดังนั้น อาศัยอำนาจ ตามความในมาตรา ๔๐ (๗) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงขอแจ้งว่าจากการตรวจสอบฐานข้อมูลของสำนักงาน ปปง. ไม่ปรากฎข้อมูล การถูกดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานฟอกเงิน หรือเป็นบุคคลที่ถูกดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม แต่อย่างใด จึงเรียนมาเพื่อทราบ"

แหล่งที่มา..TNN/Thai PBS/อิศรา

https://www.tnnthailand.com/tnnexclusive/213019/
https://www.thaipbs.or.th/news/content/357214

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...