โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“สหรัฐ” จับมือ “ออสเตรเลีย” ลงนามข้อตกลงแร่ธาตุสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ หวังลดอิทธิพลจีน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 21 ต.ค. 2568 เวลา 10.08 น. • เผยแพร่ 21 ต.ค. 2568 เวลา 03.08 น.

"สหรัฐ" จับมือ "ออสเตรเลีย" ลงนามข้อตกลงแร่ธาตุสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ หวังลดอิทธิพลจีน จะร่วมลงทุนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในโครงการเหมือง-โรงแปรรูปในออสเตรเลีย สร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่แข่งจีน

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เวลา 09.32 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ลงนามในข้อตกลงสำคัญกับแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เพื่อเพิ่มการเข้าถึงแร่หายากและแร่ธาตุสำคัญอื่น ๆ ของสหรัฐ ถือเป็นความพยายามครั้งใหญ่ในการลดอิทธิพลของจีนที่ครอบงำห่วงโซ่อุปทานของโลหะสำคัญเหล่านี้

ทั้งสองรัฐบาลตกลงร่วมลงทุนในโครงการเหมืองและการแปรรูปในออสเตรเลีย เพื่อเพิ่มการผลิตวัตถุดิบที่ใช้ในเทคโนโลยีล้ำสมัย ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าไปจนถึงเซมิคอนดักเตอร์และเครื่องบินรบ โดยอัลบาเนซีกล่าวระหว่างการประชุมกับทรัมป์ที่ทำเนียบขาวว่า ออสเตรเลียมีโครงการพร้อมดำเนินการมูลค่า 8.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ทรัมป์กล่าวว่าอีกประมาณหนึ่งปีจากนี้ เราจะมีแร่หายากและแร่ธาตุสำคัญมากจนไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน

สหรัฐและจีนมีความขัดแย้งกันในประเด็นแร่หายากตั้งแต่ต้นปี หลังจีนตอบโต้สงครามการค้าของทรัมป์ด้วยการจำกัดการส่งออกวัตถุดิบเหล่านี้ และขยายมาตรการควบคุมเพิ่มเติมในเวลาต่อมา ทำให้เกิดแรงผลักดันให้สหรัฐ เร่งสร้างฐานการผลิตทางเลือก แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์เตือนว่าการทดแทนเครือข่ายเหมืองและโรงแยกแร่ของจีนขนาดใหญ่นั้นไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในเวลาอันสั้น

ผู้นำทั้งสองประเทศระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวจะรวมถึงการแปรรูปแร่หายากและแร่ธาตุสำคัญในออสเตรเลีย โดยอัลบาเนซีกล่าวว่าออสเตรเลียมีศักยภาพที่จะขยายขีดความสามารถในด้านนี้ ทั้งสองประเทศยังให้คำมั่นว่าจะปกป้องตลาดภายในประเทศจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ด้วยการกำหนดมาตรฐานการค้าที่รวมถึงการกำหนดราคาขั้นต่ำหรือมาตรการในลักษณะเดียวกัน

เกรซลิน บาสการัน ผู้อำนวยการด้านแร่ธาตุสำคัญจากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (CSIS) กล่าวว่า “นี่เป็นความร่วมมือด้านแร่ธาตุทวิภาคีที่สำคัญที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นระหว่างประเทศตะวันตกหลักสองประเทศ” โดยหุ้นของบริษัทแร่หายากและแร่ธาตุสำคัญของออสเตรเลียพุ่งขึ้นทันทีในวันอังคารหลังข่าวข้อตกลงนี้เผยแพร่

ข้อตกลงจะเริ่มจากการที่สหรัฐฯ และออสเตรเลียต่างทุ่มงบมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในช่วงหกเดือนแรกเพื่อเริ่มต้นโครงการนำร่อง โดยจะมีโครงการเพิ่มเติมในทั้งสองประเทศในระยะต่อมา แต่อย่างไรก็ตามเอกสารข้อตกลงยังไม่ได้ระบุหน่วยงานที่จะให้การสนับสนุนทางการเงินเหล่านี้อย่างชัดเจน

*แร่หายาก (Rare Earths) เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มแร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals) ซึ่งในสหรัฐมีรายชื่อโลหะหลายสิบชนิดที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ แม้ก่อนหน้าที่จีนจะเริ่มควบคุมการส่งออก สหรัฐก็ประสบปัญหาการเข้าถึงโลหะสำคัญบางชนิดอยู่แล้ว เช่น แกลเลียม (Gallium), เจอร์เมเนียม (Germanium) และแอนติโมนี (Antimony)*

ภายใต้ข้อตกลงนี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐจะให้ทุนสนับสนุนการก่อสร้างโรงกลั่นแกลเลียม Alcoa-Sojitz ขนาด 100 ตันต่อปีในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย นอกจากนี้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของสหรัฐยังได้ออกหนังสือแสดงความสนใจให้เงินทุนกว่า 2.2 พันล้านดอลลาร์สำหรับโครงการแร่ธาตุสำคัญต่าง ๆ

การเยือนทำเนียบขาวครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของอัลบาเนซีนับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์กับสหรัฐ และใช้อุตสาหกรรมแร่ของออสเตรเลียเป็นจุดแข็งในการเจรจา ท่ามกลางสถานการณ์ที่จีนใช้มาตรการจำกัดการส่งออกแร่หายากซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วเศรษฐกิจโลก

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าพันธมิตรของสหรัฐ รวมถึงออสเตรเลีย กำลังหารือร่วมกันเพื่อจัดทำมาตรการตอบสนองอย่างเป็นเอกภาพต่อข้อจำกัดของจีน ทั้งนี้ออสเตรเลียซึ่งมีแหล่งแร่หายากใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก ได้พยายามวางตัวเป็นแหล่งทางเลือกที่มั่นคงนอกเหนือจากจีนสำหรับอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีป้องกันประเทศ และพลังงานสะอาด โดย Lynas Rare Earths Ltd. เป็นผู้ผลิตแร่หายากหนัก (heavy rare earths) รายเดียวในโลกที่อยู่นอกประเทศจีน

การเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงนี้เริ่มขึ้นก่อนการเยือนของอัลบาเนซี โดยบริษัทเหมืองของออสเตรเลียกว่าสิบแห่งได้เดินทางไปพบเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ ในวอชิงตันเมื่อเดือนที่แล้ว และได้รับสัญญาณว่าสหรัฐต้องการหาช่องทางลงทุนลักษณะคล้ายถือหุ้นในบริษัทเหมือง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์อเมริกันในการสร้างห่วงโซ่อุปทานแข่งขันกับจีน

สัปดาห์ที่แล้ว รัฐมนตรีคลังออสเตรเลีย จิม ชาลเมอร์ส ได้พบกับนักลงทุนสหรัฐจากบริษัทใหญ่ เช่น Blackstone Inc. และ Blue Owl Capital ในนครนิวยอร์ก เพื่อเชิญชวนให้ลงทุนในออสเตรเลียในฐานะประเทศที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์และมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

กระแสความเชื่อมั่นในความร่วมมือระหว่างออสเตรเลียและสหรัฐ ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าจะมีการหารือเชิงลึกมากขึ้นในด้านการจัดส่งแร่หายากที่มั่นคงและการเสริมสร้างขีดความสามารถของสหรัฐฯ ความคาดหวังนี้ได้สร้างแรงกระตุ้นในตลาด ส่งผลให้หุ้นของบริษัทเหมืองเช่น Lynas พุ่งขึ้นมากกว่า 150% ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา

โดยทรัมป์กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่าผู้นำทั้งสองประเทศได้หารือเกี่ยวกับการค้า เรือดำน้ำ และยุทโธปกรณ์ทางทหารอื่น ๆ โดยมีประเด็นความมั่นคงเป็นหัวข้อสำคัญในวาระการประชุม ประธานาธิบดีสหรัฐยังเรียกร้องให้ออสเตรเลียเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมจากราว 2% ของ GDP เป็น 3.5% แต่รัฐบาลออสเตรเลียยังไม่ตอบรับข้อเสนอ

นอกจากนี้ออสเตรเลียตกลงที่จะซื้อโดรนใต้น้ำมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ และรับมอบเฮลิคอปเตอร์ Apache ชุดแรกภายใต้ข้อตกลงแยกต่างหากมูลค่า 2.6 พันล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลจากทำเนียบขาว

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือความคืบหน้าของข้อตกลง AUKUS ซึ่งเปิดทางให้สหรัฐขายเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Virginia ให้กับออสเตรเลียจำนวนสูงสุดถึง 5 ลำ ภายในช่วงต้นทศวรรษ 2573 หลังจากนั้นออสเตรเลียและสหราชอาณาจักรจะร่วมกันออกแบบเรือดำน้ำรุ่นใหม่ที่ผสมผสานเทคโนโลยีของสหรัฐ โดยคาดว่าจะเสร็จสิ้นในช่วงทศวรรษ 2583

ข้อตกลง AUKUS นี้เริ่มต้นในสมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน เมื่อปี 2564 เพื่อรับมือกับการขยายอิทธิพลทางทหารของจีนในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก อย่างไรก็ตามรัฐบาลทรัมป์กำลังทบทวนข้อตกลงดังกล่าวเพื่อประเมินว่ามีความสอดคล้องกับนโยบายอเมริกาต้องมาก่อนหรือไม่ ซึ่งสร้างความกังวลว่าทรัมป์อาจถอนตัวจากพันธมิตรนี้

ถึงกระนั้น เจ้าหน้าที่ของออสเตรเลียและสหราชอาณาจักรได้ลดความกังวลดังกล่าว โดยทรัมป์ให้สัญญาณว่าเขายังสนับสนุนการขายเรือดำน้ำ“เรากำลังดำเนินการอยู่” ทรัมป์ตอบเมื่อถูกถามว่าจะเร่งการขายหรือไม่ “เรามีเรือดำน้ำที่ดีที่สุดในโลก และเรากำลังสร้างเพิ่มอีกหลายลำ ตอนนี้เราเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมกับอัลบาเนซีแล้ว”

ทรัมป์ยังกล่าวชื่นชมความร่วมมือทางทหารระหว่างสองประเทศ แต่ก็ส่งสัญญาณว่าไม่น่าจะมีการลดภาษีนำเข้าสินค้าออสเตรเลีย แม้แคนเบอร์ราจะเรียกร้องในฐานะประเทศที่ขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯ โดยทรัมป์กล่าวว่า “ออสเตรเลียจ่ายภาษีต่ำมาก ต่ำมากจริง ๆ”

ด้านอัลบาเนซีเองก็ต้องเดินบนเส้นบาง ๆ ทางการทูต เนื่องจากแม้จะต้องการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับสหรัฐ แต่ก็ยังต้องรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย โดยเขาเพิ่งเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเป็นครั้งที่สองเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...