“สหรัฐ” จับมือ “ออสเตรเลีย” ลงนามข้อตกลงแร่ธาตุสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ หวังลดอิทธิพลจีน
"สหรัฐ" จับมือ "ออสเตรเลีย" ลงนามข้อตกลงแร่ธาตุสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ หวังลดอิทธิพลจีน จะร่วมลงทุนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในโครงการเหมือง-โรงแปรรูปในออสเตรเลีย สร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่แข่งจีน
วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เวลา 09.32 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ลงนามในข้อตกลงสำคัญกับแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เพื่อเพิ่มการเข้าถึงแร่หายากและแร่ธาตุสำคัญอื่น ๆ ของสหรัฐ ถือเป็นความพยายามครั้งใหญ่ในการลดอิทธิพลของจีนที่ครอบงำห่วงโซ่อุปทานของโลหะสำคัญเหล่านี้
ทั้งสองรัฐบาลตกลงร่วมลงทุนในโครงการเหมืองและการแปรรูปในออสเตรเลีย เพื่อเพิ่มการผลิตวัตถุดิบที่ใช้ในเทคโนโลยีล้ำสมัย ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าไปจนถึงเซมิคอนดักเตอร์และเครื่องบินรบ โดยอัลบาเนซีกล่าวระหว่างการประชุมกับทรัมป์ที่ทำเนียบขาวว่า ออสเตรเลียมีโครงการพร้อมดำเนินการมูลค่า 8.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ทรัมป์กล่าวว่าอีกประมาณหนึ่งปีจากนี้ เราจะมีแร่หายากและแร่ธาตุสำคัญมากจนไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน
สหรัฐและจีนมีความขัดแย้งกันในประเด็นแร่หายากตั้งแต่ต้นปี หลังจีนตอบโต้สงครามการค้าของทรัมป์ด้วยการจำกัดการส่งออกวัตถุดิบเหล่านี้ และขยายมาตรการควบคุมเพิ่มเติมในเวลาต่อมา ทำให้เกิดแรงผลักดันให้สหรัฐ เร่งสร้างฐานการผลิตทางเลือก แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์เตือนว่าการทดแทนเครือข่ายเหมืองและโรงแยกแร่ของจีนขนาดใหญ่นั้นไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในเวลาอันสั้น
ผู้นำทั้งสองประเทศระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวจะรวมถึงการแปรรูปแร่หายากและแร่ธาตุสำคัญในออสเตรเลีย โดยอัลบาเนซีกล่าวว่าออสเตรเลียมีศักยภาพที่จะขยายขีดความสามารถในด้านนี้ ทั้งสองประเทศยังให้คำมั่นว่าจะปกป้องตลาดภายในประเทศจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ด้วยการกำหนดมาตรฐานการค้าที่รวมถึงการกำหนดราคาขั้นต่ำหรือมาตรการในลักษณะเดียวกัน
เกรซลิน บาสการัน ผู้อำนวยการด้านแร่ธาตุสำคัญจากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (CSIS) กล่าวว่า “นี่เป็นความร่วมมือด้านแร่ธาตุทวิภาคีที่สำคัญที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นระหว่างประเทศตะวันตกหลักสองประเทศ” โดยหุ้นของบริษัทแร่หายากและแร่ธาตุสำคัญของออสเตรเลียพุ่งขึ้นทันทีในวันอังคารหลังข่าวข้อตกลงนี้เผยแพร่
ข้อตกลงจะเริ่มจากการที่สหรัฐฯ และออสเตรเลียต่างทุ่มงบมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในช่วงหกเดือนแรกเพื่อเริ่มต้นโครงการนำร่อง โดยจะมีโครงการเพิ่มเติมในทั้งสองประเทศในระยะต่อมา แต่อย่างไรก็ตามเอกสารข้อตกลงยังไม่ได้ระบุหน่วยงานที่จะให้การสนับสนุนทางการเงินเหล่านี้อย่างชัดเจน
*แร่หายาก (Rare Earths) เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มแร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals) ซึ่งในสหรัฐมีรายชื่อโลหะหลายสิบชนิดที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ แม้ก่อนหน้าที่จีนจะเริ่มควบคุมการส่งออก สหรัฐก็ประสบปัญหาการเข้าถึงโลหะสำคัญบางชนิดอยู่แล้ว เช่น แกลเลียม (Gallium), เจอร์เมเนียม (Germanium) และแอนติโมนี (Antimony)*
ภายใต้ข้อตกลงนี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐจะให้ทุนสนับสนุนการก่อสร้างโรงกลั่นแกลเลียม Alcoa-Sojitz ขนาด 100 ตันต่อปีในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย นอกจากนี้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของสหรัฐยังได้ออกหนังสือแสดงความสนใจให้เงินทุนกว่า 2.2 พันล้านดอลลาร์สำหรับโครงการแร่ธาตุสำคัญต่าง ๆ
การเยือนทำเนียบขาวครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของอัลบาเนซีนับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์กับสหรัฐ และใช้อุตสาหกรรมแร่ของออสเตรเลียเป็นจุดแข็งในการเจรจา ท่ามกลางสถานการณ์ที่จีนใช้มาตรการจำกัดการส่งออกแร่หายากซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วเศรษฐกิจโลก
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าพันธมิตรของสหรัฐ รวมถึงออสเตรเลีย กำลังหารือร่วมกันเพื่อจัดทำมาตรการตอบสนองอย่างเป็นเอกภาพต่อข้อจำกัดของจีน ทั้งนี้ออสเตรเลียซึ่งมีแหล่งแร่หายากใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก ได้พยายามวางตัวเป็นแหล่งทางเลือกที่มั่นคงนอกเหนือจากจีนสำหรับอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีป้องกันประเทศ และพลังงานสะอาด โดย Lynas Rare Earths Ltd. เป็นผู้ผลิตแร่หายากหนัก (heavy rare earths) รายเดียวในโลกที่อยู่นอกประเทศจีน
การเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงนี้เริ่มขึ้นก่อนการเยือนของอัลบาเนซี โดยบริษัทเหมืองของออสเตรเลียกว่าสิบแห่งได้เดินทางไปพบเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ ในวอชิงตันเมื่อเดือนที่แล้ว และได้รับสัญญาณว่าสหรัฐต้องการหาช่องทางลงทุนลักษณะคล้ายถือหุ้นในบริษัทเหมือง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์อเมริกันในการสร้างห่วงโซ่อุปทานแข่งขันกับจีน
สัปดาห์ที่แล้ว รัฐมนตรีคลังออสเตรเลีย จิม ชาลเมอร์ส ได้พบกับนักลงทุนสหรัฐจากบริษัทใหญ่ เช่น Blackstone Inc. และ Blue Owl Capital ในนครนิวยอร์ก เพื่อเชิญชวนให้ลงทุนในออสเตรเลียในฐานะประเทศที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์และมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
กระแสความเชื่อมั่นในความร่วมมือระหว่างออสเตรเลียและสหรัฐ ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าจะมีการหารือเชิงลึกมากขึ้นในด้านการจัดส่งแร่หายากที่มั่นคงและการเสริมสร้างขีดความสามารถของสหรัฐฯ ความคาดหวังนี้ได้สร้างแรงกระตุ้นในตลาด ส่งผลให้หุ้นของบริษัทเหมืองเช่น Lynas พุ่งขึ้นมากกว่า 150% ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา
โดยทรัมป์กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่าผู้นำทั้งสองประเทศได้หารือเกี่ยวกับการค้า เรือดำน้ำ และยุทโธปกรณ์ทางทหารอื่น ๆ โดยมีประเด็นความมั่นคงเป็นหัวข้อสำคัญในวาระการประชุม ประธานาธิบดีสหรัฐยังเรียกร้องให้ออสเตรเลียเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมจากราว 2% ของ GDP เป็น 3.5% แต่รัฐบาลออสเตรเลียยังไม่ตอบรับข้อเสนอ
นอกจากนี้ออสเตรเลียตกลงที่จะซื้อโดรนใต้น้ำมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ และรับมอบเฮลิคอปเตอร์ Apache ชุดแรกภายใต้ข้อตกลงแยกต่างหากมูลค่า 2.6 พันล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลจากทำเนียบขาว
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือความคืบหน้าของข้อตกลง AUKUS ซึ่งเปิดทางให้สหรัฐขายเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Virginia ให้กับออสเตรเลียจำนวนสูงสุดถึง 5 ลำ ภายในช่วงต้นทศวรรษ 2573 หลังจากนั้นออสเตรเลียและสหราชอาณาจักรจะร่วมกันออกแบบเรือดำน้ำรุ่นใหม่ที่ผสมผสานเทคโนโลยีของสหรัฐ โดยคาดว่าจะเสร็จสิ้นในช่วงทศวรรษ 2583
ข้อตกลง AUKUS นี้เริ่มต้นในสมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน เมื่อปี 2564 เพื่อรับมือกับการขยายอิทธิพลทางทหารของจีนในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก อย่างไรก็ตามรัฐบาลทรัมป์กำลังทบทวนข้อตกลงดังกล่าวเพื่อประเมินว่ามีความสอดคล้องกับนโยบายอเมริกาต้องมาก่อนหรือไม่ ซึ่งสร้างความกังวลว่าทรัมป์อาจถอนตัวจากพันธมิตรนี้
ถึงกระนั้น เจ้าหน้าที่ของออสเตรเลียและสหราชอาณาจักรได้ลดความกังวลดังกล่าว โดยทรัมป์ให้สัญญาณว่าเขายังสนับสนุนการขายเรือดำน้ำ“เรากำลังดำเนินการอยู่” ทรัมป์ตอบเมื่อถูกถามว่าจะเร่งการขายหรือไม่ “เรามีเรือดำน้ำที่ดีที่สุดในโลก และเรากำลังสร้างเพิ่มอีกหลายลำ ตอนนี้เราเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมกับอัลบาเนซีแล้ว”
ทรัมป์ยังกล่าวชื่นชมความร่วมมือทางทหารระหว่างสองประเทศ แต่ก็ส่งสัญญาณว่าไม่น่าจะมีการลดภาษีนำเข้าสินค้าออสเตรเลีย แม้แคนเบอร์ราจะเรียกร้องในฐานะประเทศที่ขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯ โดยทรัมป์กล่าวว่า “ออสเตรเลียจ่ายภาษีต่ำมาก ต่ำมากจริง ๆ”
ด้านอัลบาเนซีเองก็ต้องเดินบนเส้นบาง ๆ ทางการทูต เนื่องจากแม้จะต้องการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับสหรัฐ แต่ก็ยังต้องรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย โดยเขาเพิ่งเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเป็นครั้งที่สองเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
อ้างอิง : bloomberg.com