โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทองคำขาขึ้นเร็ว-แรง พฤติกรรมนักลงทุนเปลี่ยน แห่ซื้อเก็งกำไร-กลัวตกรถ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 21 ต.ค. 2568 เวลา 02.04 น. • เผยแพร่ 21 ต.ค. 2568 เวลา 02.04 น.

บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ

ทองคำขาขึ้นเร็ว-แรง

พฤติกรรมนักลงทุนเปลี่ยน

แห่ซื้อเก็งกำไร-กลัวตกรถ

สถานการณ์ราคาทองคำที่พุ่งขึ้นๆ อย่างต่อเนื่อง ทะลุทุกแนวต้าน สร้างสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนทุกกลุ่มรุมให้ความสนใจ

นายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฮั่วเซ่งเฮง กล่าวว่า ปีนี้ราคาทองคำปรับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง โดย ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2568 ทองโลกให้ผลตอบแทนสูงถึง 54% ซึ่งเป็นผลตอบแทนรายปีสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2522

ส่วนทองไทยให้ผลตอบแทนสูงถึง 47% และมองไปข้างหน้า ภาพรวมแนวโน้มของราคาทองคำยังคงเป็นขาขึ้น

“ฮั่วเซ่งเฮงปรับเพิ่มเป้าหมายของราคาทองคำใหม่ โดยช่วง 4 เดือนหลังของปีนี้ มองเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดขึ้นอีก 900 ดอลลาร์ เป้าหมายราคาทองคำที่ 4,300 ดอลลาร์ จากเดิม 3,930 ดอลลาร์ ในสิ้นปี 2568 หรือไตรมาส 1 ของปี 2569 ส่วนราคาทองไทยคาดอยู่ในช่วง 65,000-66,000 บาท จากสมมุติฐานค่าเงิน 32-32.50 บาทต่อดอลลาร์”

โดยในปี 2568 นี้ พฤติกรรมของนักลงทุนทองคำทั่วโลก โดยเฉพาะกองทุน ETF เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การชัตดาวน์ของสหรัฐ ปัญหาหนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้น การลดดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้นักลงทุนเกิดภาวะ FOMO (Fear of Missing Out) กลัวตกรถทองคำ จนทองกลายเป็น “สินทรัพย์ที่ต้องมี”

“กระแสความต้องการนี้สะท้อนผ่านฟันด์โฟลว์ที่ไหลกลับเข้าสู่ ETF ทองคำแรงที่สุดในรอบหลายปี หลังจากไหลออกต่อเนื่องมานาน 4 ปี โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มีเม็ดเงินไหลเข้า รวม 618.8 ตัน ทำให้สิ้นเดือนกันยายน กองทุน ETF ทั่วโลกถือครองทองคำรวม 3,838 ตัน ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ปี 2020 ที่ 3,929 ตัน”

นายธนรัชต์กล่าวว่า นักวิเคราะห์คาดว่า ในไตรมาส 4 จะยังมีแรงซื้อไหลเข้าต่อเนื่อง อาจดันการถือครองทองของ ETF ทั่วโลกแตะระดับ 4,000 ตัน หรือสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันและผู้จัดการกองทุน ที่เพิ่มน้ำหนักทองคำในพอร์ตมากที่สุดในรอบหลายปี

“ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทองคำ เป็นหนึ่งในสินทรัพย์โดดเด่นที่สุดในปีนี้ ผลตอบแทนที่แข็งแกร่งส่งผลให้มีนักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาในตลาดทองคำจำนวนมาก และจำนวนไม่น้อยที่ค่อยๆ เปลี่ยนพฤติกรรมจากผู้เริ่มต้นในตลาดทองคำไปสู่นักลงทุนทองคำเต็มตัว เนื่องจากสามารถลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ได้ง่าย โดยเฉพาะในต่างจังหวัดสามารถซื้อขายได้สะดวก ไม่ต้องเดินทางหรือต่อคิวที่ร้าน” นายธนรัชต์กล่าว

นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการฝ่ายบริหาร กลุ่มบริษัทในเครือเอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก (MTS) กล่าวว่า ราคาทองคำช่วงที่ผ่านมา เรียกได้ว่าขึ้นเร็ว ขึ้นแรง เหมือนขี่รถสปอร์ตมาเลย โดยภาพหลักๆ การที่ทองคำปรับตัวขึ้นแรง มาจากกระแสความไม่เชื่อมั่นต่อสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีเพิ่มขึ้น จึงนำมาสู่การเข้าซื้อทองคำของบรรดากองทุนอย่างต่อเนื่อง

“จะเห็นว่าในสัปดาห์แรกของเดือนตุลาคม ราคาทองพุ่งแรง แม้ว่าเงินดอลลาร์ไม่ได้อ่อนลงเลย ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นด้วยซ้ำไป แต่ปรากฏว่า ทองขึ้นสวนกระแสขึ้นไป และขึ้นแรงด้วย ขึ้นไปกว่า 200 เหรียญอย่างรวดเร็วมาก”

และจากราคาทองพุ่งแรง ทำให้เกิดกระแสความสนใจการเข้ามาลงทุนทองคำมากขึ้น ซึ่งเป็นการผสมกันระหว่างการออม และการเก็งกำไร ทั้งนักลงทุนระยะสั้น กลาง และยาว”

นพ.กฤชรัตน์กล่าวว่า ปีนี้ MTS ต้องปรับเป้าหมายราคาทองคำหลายครั้ง ล่าสุด มองปลายปีนี้ทองโลกน่าจะไปที่ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ส่วนทองไทยคาดว่าจะไปที่ 65,000 บาท

สำหรับมุมพฤติกรรมผู้ซื้อขายทองคำ ในช่วงที่ราคาเป็นขาขึ้น เห็นผู้ลงทุนมาต่อคิวซื้อทองคำแท่งกันมากกว่าปกติ ซึ่งก็มีทั้งซื้อออม และซื้อเก็งกำไร เพราะถึงแม้ราคาทองจะแพง แต่ก็สามารถซื้อแบบเล็กๆ ได้ ซื้อทีละสลึงก็ได้

“คนมาต่อคิว ซื้อก็มี ขายก็มี บางช่วงก็ขายเยอะกว่า พอขายแล้ว ราคาไม่ลง ก็กลับมาซื้อใหม่ ซื้อไป วันสองวันก็กลับมาซื้ออีก เพราะพวกที่รีรออยู่ กลัวตกขบวนรถไฟ” นพ.กฤชรัตน์กล่าว

นายธีรรัฐ จุฑาวรากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด จำกัด เปิดเผยว่า ราคาทองคำในช่วงนี้ ทำสถิติ “All Time High” แทบทุกวัน เห็นราคาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนอย่างต่อเนื่อง จนหลายคนลืมไปแล้วว่า ต้นปี 2568 ราคาทองอยู่เพียงบาทละราว 42,000 บาท

“ทองคำกลับมาเป็น Talk of the Town ที่คนทุกกลุ่มให้ความสนใจ เนื่องจากทองคำยังคงมีสถานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอน โดยมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนถึงความเปราะบางทั่วโลก ทั้งจากกระแส De-Dollarization หรือการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ รวมไปถึงปัญหาหนี้สาธารณะมหาศาลของสหรัฐ และเหตุการณ์ Government Shutdown ที่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาที่ซ่อนอยู่”

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันมีสิ่งผิดปกติในตลาดการเงินโลก คือ “ทุกสินทรัพย์ขึ้นพร้อมกัน” ทั้งทองคำ หุ้นสหรัฐ และบิตคอยน์ ซึ่งต่างทำ All Time High พร้อมกัน สถานการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงวิกฤต “ดอตคอม” และ “ซับไพรม์” ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานฟองสบู่แตกและสินทรัพย์ทั่วโลกปรับตัวลงแรงเข้าสู่ภาวะถดถอย

“ตอนนี้เห็นสัญญาณของฟองสบู่ที่เกิดขึ้นมาสักพักแล้ว เพียงแต่ยังไม่แตก ยิ่งไม่แตกก็ยิ่งโตและน่ากังวลมากขึ้น ผมมองว่าหากวันหนึ่งมันแตก มันจะไม่ใช่แค่หุ้นที่ได้รับผลกระทบ แต่ทองคำเองก็อาจปรับตัวแรงเช่นกัน แม้ฟองสบู่ทองอาจไม่ใหญ่เท่าหุ้น แต่ก็ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวพอสมควร”

นายธีรรัฐกล่าวว่า แม้ทองคำจะมีความผันผวนสูง แต่เป็น “ความผันผวนในขาขึ้น” และยังถือเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุนต่อเนื่องในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจโลกผันผวนเช่นนี้ เพราะหากดูในภาพใหญ่ ทองคำเป็นขาขึ้นมายาวนานกว่า 20 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2000 แม้จะมีช่วงปรับฐานในปี 2012-2015 แต่ในภาพรวมยังเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากทองเป็นสินทรัพย์ที่มีจำนวนจำกัด (Limited Supply) และเป็นสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อได้ดี เมื่อทั่วโลกยังพิมพ์เงินออกมาอย่างต่อเนื่อง มูลค่าทองจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“การที่ทุกคนพูดถึงทองมากในตอนนี้ อาจเป็นสัญญาณเชิงจิตวิทยาว่า ตลาดเริ่มมีมุมมองบวกมากเกินไป ซึ่งอาจตามมาด้วยการปรับฐาน โดยปีนี้ราคาทองขึ้นมาแล้วมากกว่า 20,000 บาท การย่อตัวลงราว 5,000 บาท ถือว่าเป็นไปได้ไม่ยาก ถ้าใครซื้อทองวันนี้แล้วพรุ่งนี้ทองลงแรง จะรับความผันผวนได้หรือไม่ ต้องถามตัวเองก่อนลงทุน” นายธีรรัฐกล่าว

ทุกวันนี้การซื้อขายทองสามารถทำได้ง่ายผ่านแอพพลิเคชั่น จึงไม่น่าแปลกใจที่เห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของนักลงทุน อย่างไรก็ดี ผู้ที่จะเข้ามาลงทุนก็ควรต้องทำความเข้าใจเรื่องความเสี่ยงด้วย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทองคำขาขึ้นเร็ว-แรง พฤติกรรมนักลงทุนเปลี่ยน แห่ซื้อเก็งกำไร-กลัวตกรถ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...