โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

รัฐบาลอัด 'แพ็กเกจเยียวยา' ผลกระทบภาษีทรัมป์ คลังจ่อชงลดภาษี

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 07 ส.ค. 2568 เวลา 19.14 น. • เผยแพร่ 07 ส.ค. 2568 เวลา 23.08 น.

ภายหลังจากที่ทีมไทยแลนด์สามารถเจรจาภาษีกับสหรัฐ จนได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่าประเทศไทยจะถูกเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่อัตรา 19% ลดลงจากเดิมที่ต้องจ่ายในอัตรา 36% โดยมีผลวันที่ 7 ส.ค.2568 โดยมีเงื่อนไขสำคัญในการเปิดตลาดนำเข้าสินค้าจากสหรัฐในอัตรา 0% นับหมื่นรายการ

รวมถึงมีการเปิดตลาดให้นำเข้าสินค้าเกษตร รวมทั้งการเพิ่มโควตาการนำเข้าสินค้าเกษตรบางชนิดที่มีความอ่อนไหวให้กับสหรัฐ ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือในรายละเอียดเพิ่มเติม ก่อนจะส่งลิสต์สินค้าที่ต้องแก้ไขภาษีศุลกากรให้ที่ประชุมสภาฯพิจารณาซึ่งใช้ระยะเวลาอีกนับเดือน

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสรุปแนวทางการเยียวยาผลกระทบจากภาษีทรัมป์ เพื่อกลับมาหารือแนวทางที่เหมาะสมแต่ละเซกเตอร์ ซึ่งแต่ละธุรกิจได้รับผลกระทบแตกต่างกัน เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อาหารสำเร็จรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า

“บางธุรกิจที่มีกำไรสูง เช่น ผู้ส่งออกเพชร พลอย อาจถูกผู้ซื้อขอให้รับภาระส่วนแบ่งต้นทุนบางส่วน เช่น การรับภาระภาษีครึ่งหนึ่ง ขณะที่บางภาคส่วนซึ่งมีการแข่งขันสูง และมีสินค้าจากหลายประเทศ อาจให้ผู้ซื้อหรือชาวอเมริกันเป็นผู้รับภาระต้นทุนส่วนใหญ่”

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า แม้รัฐบาลประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ไม่ชัดเจน แต่รัฐบาลอยู่ระหว่างการเตรียมมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งผู้ประกอบการ ผู้ส่งออกและเกษตรกร โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเป็นแพ็กเกจ ควบคู่ไปกับการจัดทำแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดยแบ่งการเยียวยาผลกระทบเป็น 3 มาตรการ ดังนี้

1.มาตรการเงินอุดหนุนช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ โดยดำเนินการผ่านกองทุนที่มีอยู่แล้วในการสนับสนุนเงินทุนให้ผู้ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย

กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดย ครม.อนุมัติงบประมาณเพิ่มให้กองทุน 10,000 ล้านบาท จากงบกลางรายการกระตุ้นเศรษฐกิจปีงบประมาณ 2568 ซึ่งแนวทางการช่วยเหลือจะให้เงินลงทุนปรับปรุงเครื่องจักรเป็นดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เกิดการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ

กองทุนช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิต และภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากเปิดเสรีทางการค้า (กองทุน FTA) ซึ่งจะสนับสนุนเงินให้ผู้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าในการปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร โดยกระทรวงพาณิชย์กำลังจัดทำข้อเสนองบประมาณให้กองทุน FTA เพิ่มเติม

ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2549 ถึงปัจจุบัน กองทุน FTA ช่วยภาคเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้า 35 โครงการ วงเงิน 1,208 ล้านบาท แต่การดำเนินการจากนี้อาจต้องแก้ไขระเบียบเพื่อให้สอดคล้องแนวทางการเก็บภาษีของสหรัฐ

นอกจากนี้รัฐบาลเตรียมวงเงินในการรับมือกับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐไว้ในงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ในส่วนของงบกลางรายการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 25,000 ล้านบาท ซึ่งนำมาใช้เยียวยาผลกระทบจากภาษีสหรัฐได้ในปีงบประมาณ 2569

ซอฟต์โลนแบงก์รัฐ-แบงก์พาณิชย์

2.มาตรการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเบื้องต้น 200,000 ล้านบาท นอกจากนั้นกระทรวงการคลังยังมีการประสานกับธนาคารพาณิชย์เพื่อเตรียมซอฟต์โลนเพิ่มเติมเพื่อรองรับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐด้วย

สำหรับการใช้กลไกของ Soft Loan อาจจะอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการที่ต้องสต๊อกสินค้าเอาไว้ และจำเป็นต้องมีสภาพคล่องในช่วงนั้น เพื่อช่วยขับเคลื่อนธุรกิจต่อไปได้

นอกจากนี้รัฐบาลศึกษาแนวทางการทบทวนการใช้งบกลางรายการประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 ที่เหลืออยู่ 24,000 ล้านบาท ไปชำระคืนหนี้ให้กับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.)

ทั้งนี้ จะทำให้การบริหารงบประมาณตามมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการคลังของรัฐในปีงบประมาณ 2569 นั้นเปิดกว้างขึ้น รวมทั้งหากรัฐบาลชำระหนี้ให้แบงก์รัฐเพื่อลดหนี้ตามมาตรา 28 เพิ่มขึ้น โดยกรณีชำระ 20,000 ล้านบาท จะเท่ากับเปิดช่องให้แบงก์รัฐปล่อยกู้ได้มากขึ้น 5 เท่าหรือ 100,000 ล้านบาท

“คลัง” จ่อลดหย่อนภาษีเงินได้

3.มาตรการด้านภาษีเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านภาษี 19% เช่น การลดหย่อนภาษี การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือการให้เครดิตภาษี โดยกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียด

นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้คำแนะนำกับรัฐบาลในการใช้งบกลางรายการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 ในส่วนที่เหลือ 24,000 ล้านบาท ควรติดตาม และประเมินผลสัมฤทธิ์ของการใช้งบประมาณอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีกระบวนการตรวจสอบ และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนให้เป็นรูปธรรม และมีความโปร่งใส

ส่วนการพิจารณาจัดสรรวงเงินส่วนที่เหลืออาจพิจารณาให้น้ำหนักกับโครงการหรือมาตรการที่สามารถลดผลกระทบจากสงคราม

การค้า และการประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้

รวมถึงควรสนับสนุนให้ภาคเศรษฐกิจปรับตัวได้ระยะยาวควรเร่งดำเนินมาตรการอื่นควบคู่กันไปด้วย เช่น การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อแก้ไขปัญหาการทะลักของสินค้าต่างประเทศ (Import Flooding) การตรวจสอบมาตรฐานสินค้าอย่างเข้มข้น รวมถึงการดำเนินกระบวนการไต่สวนข้อพิพาททางการค้ากับต่างประเทศจากสินค้าต่างประเทศที่เข้ามาทุ่มตลาดในไทยด้วย

รัฐบาลหวังพลิกโอกาสธุรกิจปรับตัว

นายพิชัย กล่าวว่า ขณะที่กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ ครม.อนุมัติงบประมาณให้ 10,000 ล้านบาท อยู่ระหว่างพิจารณาจะช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐให้ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการที่ไม่ได้ขอสิทธิประโยชน์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้หรือไม่ ซึ่งต้องมาขยายขอบเขตการทำงานของกองทุน

นายพิชัย กล่าวว่า ในระยะยาวจะต้องเปลี่ยนผ่านจากแพลตฟอร์มการผลิตแบบเดิมไปสู่แพลตฟอร์มที่ทันสมัยขึ้น แม้มาตรการภาษีของ BOI จะนำมาใช้โดยตรงไม่ได้ แต่รัฐบาลอาจใช้เงินเพื่อสนับสนุนแต่ละภาคส่วน และอุตสาหกรรมที่เข้ามาได้รับผลกระทบ การพิจารณาจะดำเนินการเป็นรายกรณีไป ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาว่ามีจำนวนมากน้อยเพียงใด เน้นในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบ

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายจะได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ และกลุ่มที่รัฐบาลต้องการให้แข่งขันได้ตามปกติ ซึ่งจะต้องทำให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ มิฉะนั้น จะมีปัญหาในเรื่องต้นทุนที่สูง ไม่สามารถแข่งขันด้านการส่งออกได้

เอกชนต้องการความช่วยเหลือต่างกัน

นายพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่รัฐบาลเตรียมออกได้หารือกับทางผู้ประกอบการมาอย่างต่อเนื่อง โดยดูเป็นรายกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มมีความต้องการแตกต่างกัน

สำหรับกลุ่มผู้ส่งออกอัญมณี และเครื่องประดับ โดยมีการหารือภาระภาษีนำเข้าของสหรัฐที่เพิ่มขึ้น โดยในช่วงแรกผู้นำเข้าอาจรับภาระจากภาษี 40% ของมูลค่าภาษีนำเข้าทั้งหมด และอีก 40% ขอให้รัฐช่วยแบ่งจ่าย ส่วนอีก 20% อาจส่งต่อให้ผู้บริโภคสหรัฐหรือการขึ้นราคาสินค้ากับผู้นำเข้าสหรัฐ

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ส่งออกอัญมณี และเครื่องประดับอาจขอเวลาปรับตัว 1-2 ปี โดยอาจขอเป็นมาตรการทางภาษี เช่น การขอลดหย่อนภาษี แทนการขอ Soft Loan และในช่วงระหว่างนี้รัฐก็หากลไกอื่นในการเก็บภาษีคืนควบคู่กัน

นอกจากนี้ กลไกกองทุนเพิ่มขีดความสามารถฯ ที่ผ่านมาได้รับการอนุมัติวงเงินลงไป 10,000 ล้านบาท เป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนภาคการผลิตให้สามารถแข่งขันได้ในช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านภาษีครั้งนี้

ส่วนแนวทางการเจรจาข้อตกลงร่วมการค้าระหว่างไทย-สหรัฐ (Joint Agreement) ซึ่งขณะนี้ทีมไทยแลนด์ต้องไปเจรจารายละเอียดในรายสินค้ากว่า 10,000 รายการที่จะต้องเปิดตลาดกับสหรัฐ

รวมถึงสินค้าเกษตรบางรายการจะมีกลไกในการดูแลเกษตรกรในประเทศก่อน เช่น ข้าวโพด จะรับซื้อผลผลิตในประเทศทั้งหมดก่อนที่จะพิจารณานำเข้า พร้อมประกาศราคารับซื้อผลิตในราคานำตลาด เพื่อการันตีว่าผลผลิตที่มีในประเทศจะต้องได้รับการรับซื้อทั้งหมด

พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...