โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

พระทุบหัวลูกศิษย์ดับคาศาลา ก่อนหลบหนี

ข่าวเวิร์คพอยท์ 23

อัพเดต 24 ส.ค. 2568 เวลา 10.21 น. • เผยแพร่ 24 ส.ค. 2568 เวลา 10.21 น. • ข่าวเวิร์คพอยท์

(24 ส.ค.68) ร.ต.ท.ภานุวัฒน์ บัวผัน รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองนครราชสีมา ได้รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกทำร้ายร่างกายเสียชีวิต ภายในศาลาวัด ต.หัวทะเล อ.เมือง จ.นครราชสีมา จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยสว่างเมตตาธรรมสถาน ที่เกิดเหตุภายในศาลา พบศพ นายสมศักดิ์ อายุ 46 ปี นอนเสียชีวิตจมกองเลือด มีบาดแผลฉกรรจ์ที่บริเวณศีรษะจากการถูกตีด้วยของแข็ง ใกล้กันพบขวดสุราขาวแตกกระจาย และร่องรอยการตั้งวงดื่มสุรา เจ้าหน้าที่จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบถามผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เบื้องต้นให้การว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายได้นั่งดื่มสุรากับเพื่อนอีก 2-3 คน จากนั้น “พระติ๊ก” ซึ่งเป็นพระที่มาจากที่อื่นและมาขอจำวัดได้ชั่วคราว ได้เดินเข้ามาต่อว่าผู้ตายทำนองว่า “จะให้เด็กวัดไปซื้อเหล้าให้ ทำไมไม่ไปซื้อเอง” ทำให้เกิดมีปากเสียงทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง ก่อนที่พระติ๊กจะใช้ขวดเหล้าขาวฟาดเข้าที่ศีรษะของนายสมศักดิ์จนล้มลงและเสียชีวิตในที่สุด หลังก่อเหตุพระติ๊กได้วิ่งหลบหนีไป

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบที่กุฏิที่พระติ๊กจำวัดอยู่ แต่ไม่พบตัว พบเพียงพัดลมที่ยังเปิดทิ้งไว้และคราบเลือดบางส่วน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งติดตามจับกุมตัวพระติ๊กเพื่อมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ล่าสุด บ่ายวันนี้ (24 ส.ค.68) ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปที่วัด พบกับนายสุเวช อายุ 57 ปี ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ได้เล่าว่า ปกติแล้วพระติ๊กมักจะใช้ให้ตนไปซื้อเหล้าขาวให้เป็นประจำ โดยพระติ๊กผู้ก่อเหตุนั้นมีความเกลียดชังนายสมศักดิ์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ในวันเกิดเหตุพระติ๊กได้ดื่มสุราขาวหมดไป 1 ขวดใหญ่ ก่อนที่จะได้เดินเข้าไปทำร้ายนายสมศักดิ์ โดยใช้ทั้งมือและเท้ากระทืบซ้ำ ตนเองพยายามเข้าไปห้ามปราม แต่ก็ถูกทำร้ายจนโดนที่ปากจึงต้องหลบออกมา หลังจากนั้นพระติ๊กได้ใช้ขวดสุราขาวตีที่ศีรษะของนายสมศักดิ์อย่างแรง จนนายสมศักดิ์แน่นิ่ง และลากร่างของนายสมศักดิ์ไปอีกทางหนึ่ง ก่อนจะขึ้นไปเก็บข้าวของบนกุฏิแล้วหลบหนีไป ตนเองทราบมาว่าพระติ๊กมีนิสัยดุร้าย ในอดีตเคยเป็นอันธพาลและเคยฆ่าคนมาแล้วสมัยเป็นทหาร ตอนนี้ตนเองก็รู้สึกหวาดกลัวว่าพระติ๊กอาจจะย้อนกลับมาทำร้ายอีก เนื่องจากตำรวจยังจับตัวพระติ๊กไม่ได้

ด้านพระวิชัย ผู้ช่วยเจ้าอาวาส กล่าวว่า พระที่ก่อเหตุมีชื่อว่า พระมงคล เตชะธรรมโม หรือพระติ๊ก อายุประมาณ 45 ปี เป็นพระมาจากจังหวัดสระแก้ว ก่อนหน้านี้เคยไปจำพรรษาที่สาขาวัดเขาสุกิมประมาณ 1 ปี ต่อมาได้มาขอพักกับเจ้าอาวาสรูปเดิมซึ่งได้ส่งไปจำพรรษาที่วัดแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ต.จอหอ อ.เมืองนครราชสีมา แต่เนื่องจากมีพฤติกรรมชอบดื่มเหล้าจนถูกโยมอุปถัมภ์ร้องเรียน คณะสงฆ์จึงตรวจสอบและให้พ้นออกจากวัดในวันนั้น เจ้าอาวาสรูปเดิมจึงให้มาพักอยู่ที่วัดเป็นการชั่วคราว หลังเข้าพรรษามาได้ประมาณ 3 อาทิตย์ เพราะวัดอื่นคงไม่รับในช่วงเข้าพรรษา

ขณะอยู่ที่วัด พระติ๊กมีพฤติกรรมไม่ค่อยพูดคุยกับใคร ไม่ทำกิจวัตรของสงฆ์ ไม่ลงฉันภัตตาหารพร้อมหมู่คณะ แต่จะออกไปบิณฑบาตกับนายสุเวช ซึ่งเป็นคนที่ไปซื้อเหล้าให้เป็นประจำ ทางเจ้าอาวาสได้แจ้งไว้ล่วงหน้าแล้วว่าหากออกพรรษาเมื่อไหร่ ก็จะให้พระติ๊กออกจากวัดไป แต่ไม่ทันออกพรรษา พระติ๊กก็มาก่อเหตุฆ่าคนตายเสียก่อน ทั้งนี้ตลอดเวลา 10 ปีที่ตนเองอยู่ที่วัดนี้ เพิ่งเคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เป็นครั้งแรก พระในวัดไม่ได้มีพฤติกรรมเช่นนั้น แต่ผู้ก่อเหตุเป็นพระที่มาอาศัยวัดแล้วใช้ชื่อของวัดในการทำสิ่งที่ไม่ดี จึงอยากให้พุทธศาสนิกชนแยกแยะให้ออก เพื่อไม่ให้ศรัทธาในศาสนาพุทธเสื่อม

ขณะเดียวกัน นางนง อายุ 65 ปี ชาวบ้านในชุมชนข้างวัดศาลาทอง กล่าวว่า ตนรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่เกิดเหตุฆ่ากันตายในวัดในวา มันเป็นสิ่งที่ไม่ดีเลย การที่พระมาก่อเหตุเช่นนี้ทำให้ศาสนาเสื่อมเสีย ช่วงนี้ตนสังเกตว่ามีแต่ข่าวพระในแง่ลบอยู่บ่อยครั้ง แม้จะผิดหวังกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ตนก็ยังคงศรัทธาที่จะเข้าวัดทำบุญ เพราะเชื่อว่าพระดีๆ ก็มีอยู่มาก เพียงแต่พระมีอยู่หลายรูปแบบ ตนไม่เข้าใจว่าเหตุใดพระถึงมาดื่มเหล้าและก่อเหตุรุนแรงได้ เพียงเพราะเรื่องไม่พอใจกันเล็กน้อยถึงกับต้องฆ่ากัน.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...