โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

สองแฝดข้ามเวลา

นิยาย Dek-D

อัพเดต 13 พ.ค. 2567 เวลา 12.12 น. • เผยแพร่ 13 พ.ค. 2567 เวลา 12.12 น. • คนตัวดำ.
สองพี่น้องจากศตวรรษที่ 24 เรียนจบปริญญาสาขากลศาสตร์และวัสดุศาสตร์ข้ามกาลเวลาไปสู่ครอบครัวตกยากในยุคโบราณ ครอบครัวทั้งยากจนและอดอยาก

ข้อมูลเบื้องต้น

สองพี่น้องฝาแฝดเยว่เทียน เยว่อิง นักศึกษาปริญญาเอกจบใหม่คณะวิทยาศาสตร์ สาขากลศาสตร์ และวัสดุศาสตร์ พวกเขาข้ามกาลเวลาจากศตวรรษที่ 24 ไปสู่ครอบครัวตกยากในยุคโบราณ ครอบครัวทั้งยากจนและอดอยาก ร่างเดิมของทั้งสองร่างกายอ่อนแอครอบครัวยากจนทำให้บิดาต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อเป็นค่ารักษา แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถยื้อชีวิตของพวกเขาได้ทำให้วิญญาณของสองพี่น้องจากโลกอนาคตที่ยังไม่ถึงที่ตาย แต่ต้องตายเพราะถูกเก็บวิญญาณมาผิดถูกส่งเข้ามาสวมร่างทันที

ค่าเงินจีนโบราณ

1000 เหวิน (อีแปะ) = 1 ตำลึงเงิน

10 ตำลึงเงิน = 1 ตำลึงทอง

ตอนที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ

“ท่านพี่ ทำอย่างไรดี? อาการของอาเทียน กับอาอิงไม่ดีเลย”

หลี่หงมองดูสองพี่น้อง หวังเทียนและหวังอิงอิงที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงมาสามวันแล้วก็อดห่วงไม่ได้

“ข้าจะไปตามหมอเดี๋ยวนี้”

หวังหานซาน รีบวิ่งออกไปทันที เขาไม่อยากสูญเสียเด็กสองคนนี้ไป

ทั้งสองคนเป็นบุตรของพี่ชายเขา หลังจากที่พี่ชายและพี่สะใภ้จากไปเขาก็ช่วยดูแลหลานชายและหลานสาวฝาแฝดมาตลอด แต่ด้วยที่ครอบครัวยากจนทำให้ทั้งครอบครัวผอมเหลือแต่กระดูก ร่างกายก็ไม่แข็งแรงเพราะขาดสารอาหาร

………

“ข้าฝังเข็มให้พวกเขาแล้ว ต้องรอดูหากพ้นคืนนี้ไปได้จึงจะถือว่าปลอดภัย”

“ขอบคุณท่านหมอ ค่ารักษาข้าจะรีบหามาให้อย่างแน่นอน”

หวังหานซานก้มหัวขอบคุณหมอหวังซีซวน ทุกครั้งที่มาตรวจพวกเขาไม่เคยจ่ายเงินครบเลย

“ไม่เป็นไรอย่าคิดมาก มีเมื่อไหร่ก็ทยอยมาให้ข้าได้ พี่น้องกันทั้งนั้น”

……….

เช้าวันถัดมา

“ไม่อร่อยเลยสักนิด”

เมื่อได้เคี้ยวข้าวสาลีผสมถั่ว หวังเทียนก็วางชามดินเผาลง รู้สึกเหมือนกินแกลบไม่มีผิด

เขาไม่เคยมีความเชื่อในการทะลุมิติ หรือข้ามกาลเวลามาก่อน จนได้มาเจอกับตนเอง และแน่นอนเขาไม่คาดคิดด้วยว่าเขาจะทะลุมิติมาพร้อมกับน้องสาวของเขาหวังอิงอิง ก่อนหน้านี้เคยได้ยินแต่ที่สาว ๆ ในที่ทำงานชอบคุยกันเรื่องนิยายแนวเพ้อฝันทะลุมิติไปเจอหนุ่มหล่อราวเทพบุตรในนิยายแสนโรแมนติค ตอนนี้ใครมาบอกว่าการข้ามเวลามันดี เขาก็พร้อมที่จะบอกความในใจให้พวกเขาข้ามกาลเวลามาในยุคโบราณของจีน หลายพันปีนี้จริง ๆ แต่อย่างน้อยการทะลุมิติมาของพวกเขาก็ไม่ได้เลวร้ายไปซะหมดเพราะพวกเขามาด้วยกันนั่นเอง

เจ้าของร่างเดิมเป็นเจ้าของที่ดินเล็ก ๆ ตอนที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ตอนเช้าได้กินข้าวต้มข้าวฟ่าง เที่ยงได้กินข้าวผสมข้าวฟ่าง ตอนเย็นได้กินเซาปิ่งพร้อมธัญพืชผสมทุก ๆ สิบวัน หลังจากกลับมาจากสำนักศึกษาในเมืองถึงจะได้กลับมากินให้หายอยากได้

สำหรับชาวบ้านทั่วไปแต่ละวันกินข้าวต้ม ข้าวฟ่าง หรือข้าวสาลีผสมถั่ว ส่วนเนื้อนั้นในช่วงปกติอย่าไปคิดถึงมันเลย คงมีแต่ช่วงฉลองปีใหม่เท่านั้นถึงจะได้กินเนื้อบ้าง

นึกถึงพวกไข่ เนื้อ ไก่ ปลา ในโลกที่จากมาหวังหยวนอดที่จะตีตัวเองไม่ได้

“ใช่ไม่อร่อยเลย เราต้องกินอาหารพวกนี้ไปตลอดเลยหรือพี่ใหญ่”

หวังอิงอิงฝืนกินเข้าไปได้นิดเดียว ถ้าไม่คิดว่าจะต้องเติมพลังงานให้กับร่างกายอาหารพวกนี้นางแทบจะไม่อยากแตะเลยด้วยซ้ำ

หวังเทียนมองหน้าน้องสาวตนเองที่พยายามฝืนกินข้าวต้มผสมถั่วที่รสชาติยอดแย่ลงไป

“ไม่หรอกเดียวพวกเราไปสำรวจรอบ ๆ บ้านและบริเวณนี้กันก่อนดีกว่าว่าเป็นอย่างไร เผื่อจะมีแนวทาง พี่เชื่อว่าความรู้ของพวกเราที่ติดมาจากโลกเก่าน่าจะช่วยให้เราใช้ชีวิตที่ยุคโบราณนี่ได้อย่างไม่ต้องลำบากมากเท่าไหร่”

“อืมน้องเห็นด้วย แต่เราคงต้องเปลี่ยนการพูดจาและปรับตัวให้เข้ากับคนสมัยนี้สักหน่อยจะได้ไม่ผิดสังเกต”

“โอเค”

ทั้งหวังเทียน และหวังอิงอิงทำสัญลักษณ์มือให้กัน ก่อนที่จะเดินออกไปจากห้อง

หวังเทียนรู้สึกเหมือนลืมบางอย่างไปแต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก จนเปิดประตูห้องออกมาแล้วเจอกับหญิงสาวนางหนึ่งที่ตกใจจนตัวสั่นเมื่อพวกเขาเดินออกมาจากห้อง

หวังเทียนมองนางตามีประกายขึ้นมา สาวน้อยคนสวยที่ท่าทางขี้ขลาดยืนอยู่หน้าห้อง

อายุสักประมาณสิบเจ็ดสิบแปดปี ร่างนางสูงโปร่งน่าจะสักหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตรได้ งดงามอ่อนช้อยเหมือนดั่งภาพวาด

นางสวมชุดตัวนอกสีแดงกระโปรงผ้าสีเขียว และรองเท้าปักลาย นางแต่งตัวอย่างสุภาพด้วยเสน่ห์เรียบง่าย แต่ราวกับว่าเหมือนเดินออกมาจากในหนังสือที่ผ่านฝุ่นผงออกมาอย่างนุ่มนวล

แต่รูปหน้าเรียวเล็กจิ้มลิ้มนั้นกลับซีดเซียว เส้นผมดูแห้งกรอบราวกับเป็นโรคขาดสารอาหาร

นางคือกู้ชิง เป็นภรรยาของเจ้าของร่างเดิม และเป็นสาวงามอันดับหนึ่งในเมืองฝู เป็นคนที่เจ้าของร่างเดิมไม่น่าจะเอื้อมถึงด้วยซ้ำ

ในตอนนั้นตระกูลกู้ประสบหายนะใหญ่ฆ่าล้างตระกูล จึงคิดให้บุตรสาวแต่งออกไป เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะในครั้งนั้น แต่ไม่มีใครในเมืองกล้าแต่งด้วย แต่ร่างเดิมกลับร้องขอที่จะแต่งงานกับนางเพราะความงามล่มเมืองของนาง

ผลคือในวันแต่งงานนั้น พ่อของกู้ชิงสามารถผ่านวิกฤตมาได้ และตระกูลกู้ต้องการจะยกเลิกงานแต่ง อย่างไรก็ตามกู้ชิงปฏิเสธอย่างแน่วแน่ และตัดสินใจว่าสามีและภรรยาจะอยู่ด้วยกันจนกว่าชีวิตจะหาไม่

ไม่ว่าจะเป็นความตกใจของครอบครัวกู้ที่ต้องการยุติการแต่งงาน หรือความเจ็บป่วยบางอย่างในร่างกาย ทำให้ทั้งคู่แต่งงานมาสามปีแล้วแต่ไม่เคยร่วมหอกันเลย

สามวันก่อนเจ้าของร่างเดิมกระโดดลงไปในแม่น้ำเพื่อช่วยน้องสาว ด้วยความที่ร่างการอ่อนแอทำให้ป่วยหนัก หวังเทียน และหวังอิงอิง สองพี่น้องจากศตวรรษที่ 24 จึงได้เข้ามาครองร่างนี้

มองเห็นสาวน้อยยืนก้มหน้าตัวสั่น หวังเทียนจึงยื่นมือออกไป

“อ๊ะ!!”

กู้ชิงคุกเข่าคู้ตัวเอามือกุมศีรษะไว้และร้องไห้ “ท่านพี่ อย่าตีข้าเลย สินเดิมของข้าขายหมดแล้วจริง ๆ”

มือของหวังเทียน ชะงักค้างอยู่กลางอากาศ

ก่อนหน้านี้เจ้าของร่างเดิมชอบทุบตีนาง เชื่อคำยุยงของน้องสาวที่ไม่ชอบพี่สะใภ้ ไม่เรียนหนังสือ สอบเคอจวี่ก็สอบไม่ผ่าน วัน ๆ เอาแต่กินดื่มสำมะเลเทเมา ใช้จ่ายทรัพย์สินเงินทองอย่างสุรุ่ยสุร่าย

ตั้งแต่ที่เขาสูญเสียบิดามารดาไปเพราะโจรปล้น ทิ้งสองพี่น้องให้เป็นเด็กกำพร้า เขาที่หมดอาลัยตายอยาก เชื่อฟังเพียงคำพูดน้องสาวของเขาเท่านั้น

น้องสาวของเขาหวังอิงอิง กลัวว่าพี่สะใภ้จะแย่งความสำคัญของตนเองไปจึงยุแยงพี่ชายต่าง ๆ นานา แต่กู้ชิงก็ไม่เคยปริปากได้แต่ยอมรับชะตากรรมเรื่อยมา

เขาข่มเหงรังแกภรรยาผู้งดงามของเขาด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา ไม่เพียงแต่ขายสินเดิม แต่ยังบังคับให้นางกลับไปที่บ้านเดิมของนาง เพื่อยืมเงินมาให้เขาไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ทำให้นางทุกข์ทรมาน ร้อยไห้น้ำตานองมาตลอด

กู้ชิงคิดว่านี่คือการร่วมทุกข์ร่วมสุขของชีวิตคู่ นางไม่เพียงไม่หนีหายแต่ยังลากสังขารที่บาดเจ็บและอ่อนล้ามาปรนนิบัติรับให้เจ้าของร่างเดิม

“ท่านพี่อย่าตีข้า ข้าจะคิดหาหนทางหาเงินซื้อเหล้าซื้อเนื้อมาให้ท่าน และอิงอิง!”

ใบหน้าเรียวเล็กพนมมืออ้อนวอน ขอร้อง กู้ชิงร้องไห้น้ำตาร่วงพรูเหมือนดอกสาลี่พรำฝน

“ข้าไม่ตีเจ้า ไม่อยากกินเหล้า กินเนื้อ จมูกเจ้าเปื้อนข้าแค่จะช่วยเช็ดให้”

เขาประคองกู้ชิงขึ้น ใช้แขนเสื้อเช็ดเขม่าถ่านที่เปื้อนจมูกนางเบา ๆ

กู้ชิงสั่นไปทั้งตัว ยิ่งรู้สึกหวาดกลัวมากขึ้นไปอีก

ในช่วงสามปีที่ผ่านมา สามีนางทั้งตบตีและดุด่า บางครั้งก็พูดจาไพเราะ เกลี้ยกล่อมให้นางเอาสินเดิมไปจำนำ หรือให้นางกลับไปบ้านเดิมเพื่อขอยืมเงิน นางทำใจเชื่อเขาไม่ได้จริง ๆ

วันนี้อ่อนโยนได้ขนาดนี้ ต้องวางแผนไถเงินนางเป็นแน่!

หวังเทียนพูดขอโทษด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เมื่อก่อนข้าผิดไปแล้ว วันหลังข้าจะไม่ตีเจ้าอีก ข้าจะปรับปรุงตัว”

“ฮึก ฮือ ๆ ๆ”

กู้ชิงน้ำตานองหน้า “ท่านพี่ ท่านบอกข้ามา ท่านยืมเงินจากข้างนอกไปเท่าไหร่ ฤดูใบไม้ผลิกลับบ้าน พี่ชายข้าบอกว่าจะไม่ให้ข้ายืมอีกแม้แต่อีแปะเดียว แต่ข้าจะพยายามหาเงินมาให้ท่านไปใช้หนี้!”

หวังเทียนฝืนยิ้ม “ข้าไม่ได้ยืมเงินข้างนอก ไม่ต้องให้เจ้าไปบ้านเดิมเพื่อยืมเงินด้วย”

กู้ชิงยังคงสงสัยอยู่ “จริงหรือ?”

หวังเทียนพยักหน้า “เชื่อข้าสิ”

หวังอิงอิงรีบเดินไปหากู้ชิง “จริงสิพี่สะใภ้ ข้าเองก็จะปรับปรุงตัวเช่นกัน ที่ผ่านมาข้าต้องขอโทษพี่สะใภ้ที่ทำไม่ดีกับท่าน”

หวังเทียนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจ ด่าเจ้าของร่างเดิมว่าไร้สมอง สาวน้อยที่ดีเช่นนี้ เอาตะเกียงส่องหาบนโลกก็ยังหาได้ยากยิ่งทำไมเจ้าของร่างเดิมไม่รู้จักทะนุถนอมกันนะ

“ข้า ข้าจะเชื่อท่านอีกสักครั้ง”

น้ำเสียงของกู้ชิงยังคงมีความขลาดกลัวอยู่ มองสองพี่น้องอย่างค้นหาความจริง

ทุกครั้งที่เชื่อคำหวานของสามีมักเสียใจภายหลังทุกที หวังว่าครั้งนี้สามีจะไม่หลอกลวงนางอีก

ตอนที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ

ปัง!

ประตูไม้ถูกผลักออกอย่างแรง

ชายวัยกลางคนสวมหมวกทรงสูงสีดำ และเสื้อคลุมดำคาดเข็มขัดแดง สวมรองเท้าบูทเดินเข้ามา เขามองหลี่ซื่อหานตามเป็นมัน และมองไปทางชามดินเผาที่มีข้าวสาลีผสมถั่วและยิ้มฟันเหลืองออกมา

“โอ้ น้องหวังกินข้าวฟ่างจนเอียนแล้วก็เปลี่ยนรสชาติมากินข้าวสาลีผสมถั่ว ก็ใช่นะหนึ่งวันกินข้าวต้มข้าวฟ่างสามมื้อ คงขับถ่ายออกมาแห้ง ๆ และลำบากเป็นแน่”

ในสมัยนี้หากบ้านไหนกินข้าวต้มข้าวฟ่างก็สามารถเอาไปอวดรวยได้แล้ว

รู้สึกเหมือนคนคุ้นเคย แต่หวังเทียนกลับนึกไม่ออกว่าเจ้าของร่างเดิมเกี่ยวข้องอย่างไรกับเขา

“หัวหน้าหลิว จะอวดร่ำอวดรวยว่าบ้านเจ้ามีเงินก็กลับไปที่หมู่บ้านตระกูลหลิวซะ อย่ามาเที่ยวอวดเบ่งที่หมู่บ้านตระกูลหวังของพวกเรา!”

หวังอิงอิงเกลียดขี้หน้าหัวหน้าหลิวคนนี้มาก

กู้ชิงผู้งดงามมายืนขวางหน้าหวังหยวนไว้ราวกับว่าจะปกป้องเขา

“หัวหน้าหลิว” หวังเทียนนึกออกแล้ว

หลิวโหย่วไฉผู้ช่วยนายอำเภอและยังเป็นหัวหน้าตำบลเป่ยผิงและหมู่บ้านใกล้เคียงอย่างหมู่บ้านตระกูลหลิวอีกด้วย

ทำหน้าที่รับผิดชอบในการจัดเก็บภาษีที่นา และภาษีเบ็ดเตล็ดของตำบลเป่ยผิง ทั้งยังปล่อยเงินกู้ยืมให้กับชาวบ้านด้วยดอกเบี้ยโหด

ครอบครัวใครก็ตามที่ป่วย หรือไม่จ่ายภาษีที่นา เขาจะมาที่บ้านเพื่อให้หยิบยืมเงิน ด้วยวิธีการแบบนี้ เขาสามารถยึดครอบที่ดินจากชาวบ้านที่ไม่มีเงินใช้หนี้ได้ จนกลายเป็นผู้ถือครองที่ดินถึงสามร้อยหมู่ในระยะเวลาอันสั้น

“บ้านพวกเจ้า? หึ นี่มันบ้านของข้าต่างหาก รวมถึงสาวน้อยน่ารักอย่างเจ้าด้วย เบิกตาดูให้ชัด ๆ ความจริงแล้วเจ้าน่าจะรวมน้องสาวตัวน้อยหวังอิงอิงของเจ้าไปด้วยนะ ถ้ารวมด้วยข้าจะลดเงินต้นให้เจ้าสักสิบตำลึงเป็นอย่างไร”

หลิวโหย่วไฉล้วงเอาหนังสือสัญญากู้ยืมเงินออกมาจากแขนเสื้อ และคลี่มันออก

“บัณฑิตถงเซิงหวังเทียน จากหมู่บ้านตระกูลหวัง ยืมเงินสามสิบตำลึงจากหลิวโหย่วไฉแห่งหมู่บ้านตระกูลหลิว และจะคืนเงินต้นรวมดอกเบี้ยสี่สิบตำลึงในหนึ่งเดือน โดยใช้ที่ดินบรรพบุรุษจำนวนสิบหมู่ทางตะวันออกของหน้าหมู่บ้านและภรรยากู้ชิงเป็นหลักประกัน…”

เมื่อมองไปที่กระดาษสัญญาที่เขียนชื่อลงไป ความทรงจำบางอย่างก็ปรากฏขึ้นมา หวังเทียนก็กัดฟันด้วยความเกลียดชัง

ครั้งหนึ่งเจ้าของร่างเดิมเคยเมาและถูกหลิวโหย่วไฉลากไปเล่นการพนันในบ่อน แล้วเกิดอิจฉาตาร้อนจนต้องการยืมเงินและเขียนสัญญากู้ยืมเงิน

เพิ่งพูดจาดี ๆ กับกู้ชิงไม่ทันไร เจ้าของร่างเดิมก็ทำเรื่องงามหน้าไม่ต่างจากพายุฝนฟ้าร้องเลย

ความเป็นอยู่ของผู้คนในเฉิงโจวนั้นยากจน และคนงานที่แข็งแรงสามารถหารายได้เพียงสามสิบหรือสี่สิบอีแปะต่อวันเท่านั้น

หนึ่งพันอีแปะเท่ากับหนึ่งตำลึงเงิน สามสิบตำลึงเงินไม่นับว่าเป็นดอกเบี้ย คนใช้แรงงานที่แข็งแรงต้องทำงานเป็นเวลาสามปี ไม่นับค่ากินดื่ม ค่าภาษีมหาโหดและการถูกเรียกเข้าเกณฑ์ทหารอีก

เงินจำนวนมากเช่นนี้ทำให้เขาที่มาจากศตวรรษที่ 24 ถึงกับต้องปวดหัว สองพี่น้องขมวดคิ้วมองหน้ากัน ถึงกับกุมขมับในใจ

หลิวโหย่วไฉหรี่ตามองกู้ชิง “สาวน้อย เจ้าหย่าแล้วมาแต่งกับข้า ข้ารับประกันได้เลยว่าเจ้าจะกินดีอยู่ดีไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับผู้ชายเสเพลคนนี้อีก”

กู้ชิงหันกลับมามองหวังเทียนน้ำตาไหลอาบแก้ม ที่สุดแล้วนางก็พลาดหลงเชื่อสามีอย่างหวังหยวนอีกครั้ง สามีข่มเหงรังแกนางอย่างไรก็ได้ แต่นี่เขากลับใช้นางเป็นทรัพย์สินค้ำประกันเงินกู้ นางจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร เขาต้องการให้นางตาย

ในตอนนี้หัวใจของนางเหมือนถูกมีดกรีด ช่างเจ็บปวดเหลือเกิน

หวังเทียนไม่รู้จะปลอบนางอย่างไร เขาขมวดคิ้วมองหลิวโหย่วไฉ “เอาหลักฐานการยืมเงินมาและออกไปซะ!”

“จิ๊ ๆ เจ้าคิดจะหนีหนี้งั้นรึ? สารเลว”

หลิวโหย่วไฉโบกหลักฐานการยืมเงินในมือไปมา “เชื่อหรือไม่ว่า ข้ากลับไปที่หมู่บ้านตระกูลหลิวและสั่งให้คนสักสองร้อยคนมากระทืบเจ้า หลักฐานการยืมเงินแบบนี้เจ้ากล้าที่จะหนีหนี้ เจ้าอยากตายรึไง”

กู้ชิงดึงแขนเสื้อของหวังเทียนและเช็ดน้ำตา “ท่านพี่หนีหนี้ไม่ได้นะ ข้าจะกลับไปบ้านเดิมไปขอร้องขอยืมเงินที่บ้านมาจ่ายหนี้ให้ท่าน”

หนีหนี้จะต้องไปที่ว่าการอำเภอ ให้นายอำเภอตัดสินก่อนโบย ร่างกายสามีนางอ่อนแอแบบนี้จะไปทนไหวได้อย่างไร

“…..ชิงเอ๋อร์ ไม่จำเป็นต้องกลับไปยืมเงินที่บ้านเดิม เชื่อข้า ข้าจัดการเรื่องนี้ได้”

หวังอิงอิงตกตะลึง คิดไม่ถึงเลยว่ากู้ชิงยังยอมที่จะช่วยเจ้าของร่างเดิม

หลิวโหย่วไฉมองไปที่หวังหยวนอย่างเหยียดหยาม “ไอ้คนเสเพลอย่างเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาต่อรอง จัดการมันได้! ถ้าข้าไม่เห็นสี่สิบตำลึงในวันนี้ ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น”

หวังหยวนชี้ไปที่วันที่ในหลักฐานการยืมเงิน “เปิดตาสุนัขของเจ้าและมองให้ชัด ๆ ครบกำหนดหนึ่งเดือนแล้วหรือ?”

หลิวโหย่วไฉถึงกับสะอึก เขาได้ยินมาว่าหวังหยวนป่วยหนักจึงรีบมาทวงหนี้ที่บ้าน ทะเลาะกันจนลืมไปเลยว่ายังเหลืออีกสามวันถึงจะครบกำหนดสัญญา “ข้าไม่เชื่อหรอกว่าไอ้คนเสเพลอย่างเจ้า ในสามวันจะมีปัญญาหาเงินสี่สิบตำลึงมาได้”

หวังเทียนเลิกคิ้ว “ถ้าข้าทำได้ล่ะ?”

หลิวโหย่วไฉเผยสีหน้าเจ้าเล่ห์ “ถ้าเจ้าทำได้ข้าจะไม่คิดดอกเบี้ย แต่…ถ้าทำไม่ได้เจ้าจะต้องขายตัวเองเป็นทาสให้นายท่านของข้า ว่าอย่างไร?”

กู้ชิงหน้าถอดสี “ท่านพี่อย่ารับปากนะ”

ชายใจดำคนนี้ต้องการให้เขาขายตัวเองเป็นทาส หวังเทียนโกรธมากแต่เขาเดินไปเขียนสัญญาสองฉบับและหยิบแผ่นหมึกสีแดงออกมา “เขียนชื่อและประทับนิ้วซะ!”

“ได้”

หลังจากเขียนชื่อด้วยลายมือน่าเกลียด และประทับลายนิ้วมือสีแดงแล้ว หลิวโหย่วไฉก็เดินจากไปด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์

บัณฑิตสอบตกคนนี้ ที่ผ่านมาเขาทำตัวเสเพลมาเท่าไหร่ทุกคนล้วนรู้ เขาไม่มีทางหาเงินสี่สิบตำลึงมาได้ภายในสามวันนี้แน่นอน

แม้ว่าครอบครัวของภรรยาจะร่ำรวย แต่พวกเขาก็อยากให้นางทิ้งคนไม่เอาไหนพรรค์นี้อยู่เสมอ ดังนั้นการยืมเงินคงจะเป็นไปไม่ได้แน่

การเดิมพันครั้งนี้ จะได้ทาสมาฟรี ๆ และสามารถขายต่อได้ในราคาหลายสิบตำลึงด้วย

เข้าใกล้เป้าหมายที่ตระกูลหลิวจะครอบครองที่ดินพันหมู่ไปอีกหนึ่งก้าว

สามคนยืนอยู่ในลานบ้าน

“ชิงเอ๋อร์”

หวังเทียนอยากจะปลอบนาง

กู้ชิงเช็ดน้ำตา และรีบวิ่งเข้าไปในห้องนอน

หวังเทียน และหวังอิงอิงมองหน้ากันแล้วถอนหายใจออกมาอย่างจนหนทาง เข้าใจว่านี่เป็นการทำร้ายนางอย่างยิ่ง

“ท่านพี่”

ในพริบตาเดียวกู้ชิงก็วิ่งออกมาจากห้องนอน และฝืนเปิดถุงผ้าใบเล็กออกมา

“ไปที่อำเภอ และนำกำไลนี้ไปจำนำ กำไลนี้น่าจะได้สักสี่สิบตำลึงอย่างแน่นอน”

หวังเทียนมองกำไลในมือกู้ชิง แล้วส่ายหน้าเขาจำได้ว่ากำไลนี้นางหวงแหนมาก ร่างเดิมเคยบังคับขู่เข็นหลายรอบแล้วที่จะเอากำไลนี้ไปขาย แต่นางไม่เคยให้บอกว่ามันเป็นของสำคัญที่ท่านแม่ของนางมอบให้

“ชิงเอ๋อร์ เจ้าวางใจสำหรับสี่สิบตำลึงนั้น ข้าและอิงอิงจะหาหนทางเอง”

“ใช่เจ้าค่ะพี่สะใภ้ ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้พวกเรามีหนทางแน่ ท่านเก็บกำไลนี้ไว้เถอะเจ้าค่ะ”

ตอนที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ

บทที่ 3

กำไลหยกขาววงนี้เป็นมรดกของแม่กู้ชิง เจ้าของร่างเดิมลงไม้ลงมือถึงสามครั้ง กู้ชิงถูกทุบตีจนกระอักเลือดก็ยังไม่ยอมมอบให้ ตอนนี้นางกลับเอามันออกมาเพื่อไปใช้หนี้เจ้าของร่างเดิมแบบนี้

กู้ชิงสะอื้นไห้ “ท่านมีวิธีอะไร? เงินตั้งสี่สิบตำลึงเลยนะไม่ใช่สี่ร้อยอีแปะ”

หวังเทียนพยายามนึกถึงความทรงจำก่อนหน้านี้ “ให้ข้ากับอิงอิงคิดดูก่อน”

สำหรับชาวบ้านที่ทั่วไปส่วนใหญ่ทำการเกษตร สี่สิบตำลึงเป็นหนี้ก้อนโตที่สามารถฆ่าคนให้ตายได้เลย

แต่เขากับน้องสาวมาจากโลกที่เจริญรุ่งเรือง เรียนจบถึงปริญญาเอก อีกทั้งยังมีความรู้อีกมากมายที่คนที่นี่ไม่มีเหนือกว่ายุคนี้ทุกอย่าง จะไม่มีหนทางเชียวหรือ

“เมื่อก่อนที่ข้าไม่ให้ท่านเพราะว่ามันเป็นของที่ท่านแม่ของข้าทิ้งไว้ให้”

กู้ชิงสะอึกสะอื้น “ตอนนี้ท่านอับจนหนทางแล้ว ข้าทนดูท่านขายตัวเองเป็นทาสไม่ได้ ทาสไม่มีทางได้เชิดหน้าชูตา เลวร้ายยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น ข้าไม่ยอม”

ในสมัยโบราณนี้ ระดับชั้นของผู้คนแบ่งออกเป็นหลายประเภท คนที่ไม่มีที่ดินคือพวกอันธพาล และคนที่ไม่มีบ้านคือพวกคนเร่ร่อนและขอทาน

ไม่มีบ้าน ไม่มีที่ดิน ทางการก็จะถือว่าเป็นพวกอันธพาล ต่ำกว่าสถานะพลเรือนซะอีก และการเป็นทาสก็เลวร้ายยิ่งกว่าการเป็นอันธพาล

“…..”

“…..”

หวังเทียนไม่ได้สนใจสิ่งที่นางพูด เขาใช้สมองทบทวนความทรงจำของร่างเดิม

ความรู้เทคโนโลยี ของยุคสมัยนี้มีความคล้ายคลึงกับราชวงศ์ซ่งของจีน

ด้วยความรู้ของพวกเขาสองพี่น้องสามารถสร้างสิ่งแปลกใหม่ขึ้นมาได้ แต่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ไม่มีแม้แต่ร้านช่างตีเหล็ก ดังนั้นจึงไม่สามารถแสดงความสามารถออกมาได้

“แต่ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ที่ข้าจะสามารถช่วยท่านได้”

กู้ชิงเช็ดน้ำตาและเงยหน้าขึ้น “ต่อไปถ้าท่านอยากไปยืมเงินจากข้างนอก ข้าคงช่วยท่านไม่ได้แล้วจริง ๆ ถ้าท่านกลายเป็นพวกโจร หรืออันธพาล ข้าก็จะเป็นกับท่านด้วย”

“นึกออกแล้ว อิงอิงไปกัน”

ทันใดนั้นดวงตาของหวังเทียนก็สว่างเป็นประกายขึ้น เขาเก็บถุงข้าวสาลียัดใส่มือหวังอิงอิง ส่วนตนเองหยิบจอบ และครกหินขึ้นมาและแบกตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นหลังแล้วออกไป โดยมีน้องสาวอย่างหวังอิงอิงเดินตามไปติด ๆ

“ท่านพี่” กู้ชิงรู้สึกประหลาดใจ สามีกับน้องสามีไม่เคยแตะงานบ้าน นางล้วนเป็นคนจัดการเองทั้งหมด

การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงสิ้นสุดลงแล้ว เขาจะแบกจอบไปทำอะไร?

…….

ภูมิประเทศของหมู่บ้านตระกูลหวังเป็นที่ราบ ห่างออกไปหนึ่งลี้มีแม่น้ำ และอีกสามสิบลี้มีภูเขา ประชากรในหมู่บ้านตระกูลหวังมีสี่สิบครอบครัว ทุกครอบครัวล้วนแซ่หวัง อาจกล่าวได้ว่าพวกเขามีบรรพบุรุษเก่าแก่เดียวกัน

หลังการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงจะมีการจ่ายภาษีต่อหัว ภาษีที่นา และมักจะมีพวกโจรมาขโมยธัญพืชอีกระลอก ทำให้หลายครอบครัวมีอาหารไม่เพียงพอ และยากที่จะอยู่รอดในฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิไปได้

ชาวบ้านต่างไม่มีใครได้อยู่นิ่งเฉย ไม่ว่าจะออกไปทำงานใช้แรงงานในอำเภอ ปั่นด้านทอผ้าที่บ้าน หรือขึ้นเขาไปหาผักป่า ก็ไม่พอกับค่าใช้จ่ายในครอบครัวอยู่ดี

“พี่ใหญ่ เราจะไปไหนกัน”

“เจ้าดูนั่นสิ” หวังเทียนชี้ไปที่พื้นที่รกร้าง

“นั่น…มัน!”

สึบ!

หวังเทียนหยิบจอบขึ้นมาขุดดินที่ทั้งแห้งและแข็ง หยิบรากหญ้าขึ้นมาล้างมันในถังน้ำที่เตรียมมาแล้วลองเคี้ยวมันดู

“หือ…นั่นไม่ใช่สองพี่น้อง หวังเทียน หวังอิงอิง หรือ ทำไมอดอยากมากถึงขนาดมาขุดรากหญ้ากินแล้วหรือ”

“ครอบครัวพวกเขาต้องขาดแคลนอาหารแน่ ข้าได้ยินมาว่าเขาเป็นหนี้หัวหน้าหลิวสี่สิบตำลึง ถ้าสามวันหลังจากนี้เขาไม่จ่ายเงินใช้หนี้ ทั้งบ้าน ที่ดิน และภรรยา ทั้งหมดจะเป็นของหัวหน้าหลิว”

“ไอ้คนไร้ค่าเอ้ย ท่านลุงหวังเย่วได้ทิ้งทรัพย์สมบัติมากมายไว้ให้เขา อยากให้เขาได้ดี แล้วตอนนี้เป็นอย่างไร เขาดูแลครอบครัวไม่ได้ ยังต้องหิวจนต้องมาขุดรากหญ้ากินสมควรแล้ว”

ชาวบ้านบางคนที่ขุดผักป่าอยู่นั้นมองไปทางหวังเทียนที่กำลังเคี้ยวรากหญ้าแล้วส่ายหัว

“รสชาตินี้แหล่ะใช่ เจ้าเก็บไปล้างพี่จะขุดให้”

หลังจากคายรากหญ้าที่เคี้ยวแล้ว หวังเทียนก็หยิบจอบขึ้นมาและขุดรากหญ้าด้วยแรงทั้งหมดของเขา

เจ้าของร่างเดิมนั้นไม่ค่อยออกกำลังกาย ร่างกายค่อนข้างแย่ หลังขุดไปสักพักหวังเทียนก็เท้าสะเอวตั้งจอบแล้วหอบอย่างหนัก

สองพี่น้องช่วยกันขุดอย่างยากลำบากเพราะว่าดินแข็งมาก เหงื่อชุ่มไปทั้งคู่

“เฮ้อ..ทำไมร่างกายของสองคนนี้ถึงได้อ่อนแออย่างนี้นะพี่ใหญ่”

หวังอิงอิงแทบจะนอนแผ่หลาลงไปแล้ว ถ้าไม่คิดว่าในยุคสมัยนี้สตรีต้องรักษากิริยาอยู่บ้าง นางจะนอนกางแข้งกางขาลงไปแล้ว

“นั่นสิ หลังจากนี้คงต้องบำรุงและต้องหมั่นออกกำลังกายกันหน่อยไม่เช่นนั้นต้องแย่แน่”

“เฮ้ เสี่ยวเทียน อาหารในบ้านหมดแล้วหรือ? เริ่มกินรากหญ้าแล้ว รากหญ้ามันกินไม่ได้หรอก ถือชามไปที่หมู่บ้านแล้วขอข้าวสิ ด้วยชื่อเสียงบัณฑิตของเจ้าใคร ๆ ก็ยินดีจะมอบข้าวให้เจ้าสักเล็กน้อยแน่นอน”

หวังซื่อไห่อันธพาลประจำหมู่บ้านเดินเข้ามา เขาเอามือกอดอกสวมเสื้อคลุมสีน้ำตาลสกปรกและรองเท้าผ้าเน่า ๆ ที่เป็นรูจนนิ้วเท้าโผล่ออกมา จ้องมองสองพี่น้องที่เหงื่อชุ่มไปทั้งตัว

“ซื่อไห่ ช่วยข้าขุดรากหญ้านี้ที ข้าจะแบ่งปันประโยชน์มันให้เจ้า”

หวังเทียนหอบหายใจเอ่ยขอความช่วยเหลือ

หวังซื่ไห่ อันธพาลในหมู่บ้าน ไม่มีบ้าน ไม่มีที่ดินและงาน เขาชอบเดินเล่นเตร็ดเตร่ไปมา คุ้นว่าเขามักมาประจบสอพลอเจ้าของร่างเดิมเสมอ อย่างไรก็ตามสำหรับบัณฑิตนั้นอาจจะได้เป็นขุนนางในอนาคต

เนื่องจากเจ้าของร่างเดิมเป็นคนสุรุ่ยสุร่าย หวังซื่อไห่ที่คิดจะประจบจึงกลายเป็นเยาะเย้ยไป

หวังซื่อไห่ถลึงตามอง “เจ้าไปถามแถวนี้สักสิบลี้ดู ด้วยน้ำหน้าอย่างข้าหวังซื่อไห่ จะไม่มีใครให้ข้าวข้าอย่างนั้นรึ ถึงต้องมาแบ่งรากหญ้ากับพวกเจ้ากินเช่นนี้”

“พี่ข้าบอกเจ้าว่าแบ่งปันประโยชน์ ไม่ใช่แบ่งรากหญ้าเจ้าบื้อซื่อไห่”

ถ้าไม่ใช่ว่าเพราะพวกเขาเหนื่อยเกินไป หวังเทียนก็คงไม่สนใจเขาหรอก ว่ากันว่าเขาหากินได้ทุกที่แต่จริง ๆ แล้วเขาหน้าหนา และรู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะได้กิน

“ไม่ต้องอธิบายหรอกเสี่ยวอิง ข้ารู้สถานการณ์ของบ้านเจ้า อย่าดื้อรั้นไปเลย เสี่ยวเทียนเจ้าไปที่บ้านพ่อตาแล้วก้มหัวก็จะก้าวข้ามอุปสรรคไปได้ ศักดิ์ศรีเหมือนผายลม ถ้ามัวแต่ดื้อรั้นเจ้าจะเสียใจ เมื่อตกอยู่ในสถานะที่กลายเป็นอันธพาล หรือขอทาน”

หวังซื่อไห่ชายไร้บ้านและไร้ที่ดินแนะนำ ดูเหมือนคนที่มีประสบการณ์

เมื่อเห็นว่าเขาไม่อยากที่จะช่วยเหลือ หวังเทียนก็ไม่สนใจเขาอีกต่อไป และลงมือขุดต่อไป

หวังซื่อไห่หมดอารมณ์และเดินจากไป “ตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัดนะ”

“เทียนเอ๋อร์ อิงเอ๋อร์ รางหญ้านี้มันกินไม่ได้ กลับบ้านกับลุงไปเอาบะหมี่ถั่วกับป้าของเจ้ากลับไปกินที่บ้าน”

เกือบเที่ยงชายวัยกลางคนก็เดินเข้ามา เขามีรูปร่างสูงใหญ่ร่างกายซูบผอม ดวงตาสดใสสวมเสื้อแขนสั้นสีน้ำตาล และเดินเท้าเปล่าเข้ามา

หวังเทียนกับหวังอิงอิงยิ้มให้เขาแล้วส่ายหน้า “ท่านลุงหานซานข้ากับน้องไม่ได้ขุดรากหญ้าไปกิน”

หวังหานซาน ชื่อเดิมของเขาคือ หวังต้าซาน เขาเปลี่ยนชื่อหลังจากเข้าร่วมกองทัพ กลับมาใช้ชีวิตเป็นพลเรือนเมื่อห้าปีก่อน อายุมากกว่าคนรุ่นเดิม เป็นลูกพี่ลูกน้องกับพ่อของเขา และมีสถานะเป็นลุงของสองพี่น้อง หวังเทียน หวังอิงอิง

เขามีลูกชายสองคนก่อนที่จะเข้าร่วมกองทัพ ห้าปีหลังจากที่ปลดประจำการได้ให้กำเนิดลูกอีกสามคน ครอบครัวทีที่ดินไม่มากนัก และได้เช่าที่ดินสามสิบหมู่ ครอบครัวของเขาดำรงชีวิตอย่างยากลำบาก

การให้บะหมี่ถั่วแก่ครอบครัวของหลานชายหลานสาว ก็เท่ากับเอาอาหารจากปากคนเจ็ดคน

“กินรากหญ้ามีประโยชน์อะไร คนเก่าแก่ในหมู่บ้านไม่เคยกินรากหญ้า”

หวังหานซานพูเสียงต่ำทุ้ม คิดว่าพวกบัณฑิตจะรักษาหน้าและไม่ยอมรับว่าไม่มีข้าวกิน

หวังเทียนยิ้ม “ลุงหานซาน ข้ากับน้องขุดไม่ไหวแล้ว ท่านช่วยข้าขุดหน่อยได้ไหม”

“ร่างกายของพวกเจ้าอ่อนแอเกินไป ขุดรากหญ้าเล็ก ๆ แบบนี้คงเหนื่อยมาก พวกเจ้าต้องอดทนนะ”

หวังหานซานส่ายหน้า คว้าจอบขึ้นแล้วเหวี่ยง พื้นดินปลิวว่อนเหมือนคันไถ ในครึ่งชั่วยามพื้นที่รกร้างผืนใหญ่ถูกขุดขึ้นมา ทั้งถังน้ำและตะกร้าไม้ไผ่ของหวังเทียน และหวังอิงอิงก็เต็มไปด้วยรากหญ้า

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...