โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อีกา และเรเวน คู่หูกุ๊กกู๋แห่งวัฒนธรรมมนุษย์

นิตยสารคิด

อัพเดต 28 ก.พ. 2567 เวลา 20.31 น. • เผยแพร่ 28 ก.พ. 2567 เวลา 20.31 น.
crow-and-raven-cover

ในเรื่องเล่าหลายวัฒนธรรม ภาพของ “อีกา” และ “เรเวน” มักถูกเชื่อมโยงไปถึงความน่ากลัว มืดมน และมนตร์ดำ หรือเป็นของตกแต่งงานเลี้ยงฮาโลวีนที่มาพร้อมกับสัตว์สีดำชนิดอื่น เช่น ค้าวคาว และแมวดำ พวกมันยังเป็นสัตว์ที่มาพร้อมพลังเหนือธรรมชาติซึ่งปรากฏอยู่ในตำนานความเชื่อของมนุษย์ย้อนไปกว่าพันปี การมีลักษณะขนดำขลับประกอบด้วยพฤติกรรมการกินซากสัตว์ คงไม่แปลกที่มันจะถูกตีความว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความตาย และโชคร้าย

Cristina Glebova / Unsplash

นกสีดำผู้มาพร้อมพลังเหนือธรรมชาติ
มีคำอุปมาของชาวไวกิงว่า “Hrafngrennir” เป็นคำเรียกนักรบซึ่งแปลว่า “ผู้ให้อาหารแก่เรเวน” หมายถึง ฮูกินน์ (Hugin) และมูนิน (Munin) นกเรเวน 2 ตัวที่เป็นสัตว์เลี้ยงของ โอดิน เทพแห่งปัญญาและความรู้ ไปจนถึงสงครามและความตาย ผู้ทำหน้าที่ส่งข่าวสารจากโลกมนุษย์ไปยังวัลฮัลลา ในขณะเดียวกันก็เป็นตัวแทนของโอดินที่สื่อสารให้ชาวไวกิงรับรู้ว่า เทพเจ้าของพวกเขาได้รับเครื่องสักการะแล้ว นั่นคือการสังเวยชีวิตมนุษย์ หรือร่างกายของผู้เสียสละในสงคราม

ในเรื่องเล่าของชนพื้นเมืองอเมริกัน นกเรเวนไม่ได้มีบทบาทเกี่ยวข้องกับความตายอย่างในยุโรป แต่เป็นตัวแทนของ “ผู้สร้าง” หลายเผ่าเชื่อว่า เรเวนเป็นผู้สร้างโลกและให้กำเนิดแสง ในขณะเดียวกันเรเวนยังมีความสามารถจำแลงกายในรูปร่างคน สัตว์ และสิ่งของ แล้วใช้ความเจ้าเล่ห์ล่อลวงผู้คนให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ

เรื่องเล่า “โจรขโมยแสง” ของชนพื้นเมืองอเมริกันในทวีปอเมริกาเหนือ เล่าเกี่ยวกับยักษ์ผู้แปลงกายเป็นเรเวนที่บินลงมาจากสวรรค์ แต่โลกมนุษย์ในเวลานั้นยังมีเพียงความมืด ทำให้มันไม่สามารถหาอาหารได้ มันจึงกลับไปยังสวรรค์ และล่อลวงให้เจ้าแห่งสวรรค์หลงกลเพื่อขโมยกล่องใส่แสงไฟมายังโลก ทำให้นับตั้งแต่วันนั้นโลกจึงมีแสงสว่าง

ในศาสนาฮินดู อีกาถูกบูชาในพิธีกรรมศราทธะ ซึ่งเป็นประเพณีการไหว้บรรพบุรุษ หรือสมาชิกในครอบครัวที่เสียชีวิต โดยมีการนำอาหารวางบนใบตองเพื่อให้อาหารแก่เหล่าอีกา ด้วยความเชื่อว่าพวกมันเป็นสัตว์ที่เดินทางผ่านโลกแห่งความตาย นอกจากนี้ศาสนาฮินดูยังมีความเชื่ออีกว่า อีกาเป็นพาหนะของพระศนิ หรือพระเสาร์ เทพแห่งบาปเคราะห์

สำหรับวัฒนธรรมสมัยใหม่ อีกาและเรเวนยังคงเป็นตัวแทนของความมืดมนและอันตราย ภาพยนตร์อย่าง The Birds (1963) และ Damien: Omen II (1978) ก็มีฉากตัวละครถูกทำร้ายโดยอีกา ในภาพยนตร์เรื่อง The Crow (1994) หรือในชื่อไทย อีกาพญายม ก็เล่าถึงนักดนตรีผู้ฟื้นจากความตายด้วยพลังของอีกาพร้อมกับพลังเหนือธรรมชาติสำหรับแก้แค้นแกงค์อาชญากร

ภาพโดยเอดัวร์ มาแน (Édouard Manet) (1875) ตีความจากกวี The Raven / wikipedia.org

The Raven ตัวแทนของของเอดการ์ แอลลัน โพ
หากกล่าวถึงนกเรเวน กวีนิพนธ์เรื่อง The Raven (1845) ของเอดการ์ แอลลัน โพ (Edgar Allan Poe) ก็เป็นชิ้นงานคลาสสิกที่แสดงภาพอันน่ากลัวของนกเรเวนซึ่งส่งอิทธิพลสำหรับงานเขียนในโลกตะวันตก เล่าถึงการมาเยือนของนกเรเวนท่ามกลางคืนอันมืดมนของนักศึกษาหนุ่มผู้ยังคงคร่ำครวญถึงคนรักที่ตายจากไป เรเวนปริศนาตัวนี้โผเข้ามาทางหน้าต่าง และเกาะอยู่บนรูปปั้นเทพีอะธีนา แม้ว่าเขาจะพยายามสร้างบทสนทนา และมีคำถามมากมาย เจ้าเรเวนตัวนี้กลับมีเพียงคำตอบเดียวคือ “ไม่มีอีกต่อไป” (Nevermore) ด้วยความสิ้นหวังเขาจึงสาปแช่ง และเรียกมันว่าสัตว์ชั่วร้าย แต่มันกลับให้คำตอบเป็นเช่นเดิม ชายหนุ่มจึงนั่งสิ้นหวังในความมืดท่ามกลางเงาของเรเวนที่แผ่ปกคลุมไปทั่วพื้นห้อง

โพเลือกนกเรเวนให้เป็นสัญลักษณ์ของเรื่องเพื่อให้สอดคล้องอารมณ์ของบทกวี และยังต้องการชนิดของนกที่สามารถเลียนเสียงมนุษย์ได้ เขายังอธิบายว่า เรเวนเป็นตัวแทนของความเศร้าโศก และความทรงจำที่ไม่รู้จบ นอกจากนี้ โพยังเลือกบรรยายเรื่องราวให้เกิดขึ้นในเดือนธันวาคม ซึ่งตามความเชื่อเป็นเดือนของพลังงานดำมืด และยังเลือกให้ตัวละครเรียกนกเรเวนว่าเป็นสัตว์ที่มาจาก “ชายฝั่งพลูโตเนียน” (Plutonian) ซึ่งอ้างถึงพลูโต เทพโรมันผู้เป็นเจ้าแห่งยมโลก

นอกจากกวีนิพนธ์เรื่อง The Raven จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้แก่วัฒนธรรมป็อปในเวลาต่อมา ยังกลายเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ชื่อทีมอเมริกันฟุตบอล Baltimore Ravens แห่งเมืองบอลทิมอร์ ซึ่งถูกตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้แก่โพ ผู้เคยใช้ชีวิตช่วงแรกของการเขียนบทกวีที่นี่ และกลับมาอาศัยอีกครั้งในช่วงสุดท้ายของชีวิตในขณะอายุเพียง 40 ปี

Denys Hrychak / Unsplash

อีกาอาจฉลาดเท่าลูกของคุณ
แม้นกทั้งสองชนิดนี้จะมีชื่อเสียงอันน่ากลัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว อีกาและเรเวนกลับเป็นนกแสนรู้ที่มีความฉลาดใกล้เคียงกับนกตระกูล “นกแก้ว” ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า นกทั้งสองชนิดมีสติปัญญาเทียบเท่ากับเด็กอายุ 7 ขวบในแง่ของการเฝ้าสังเกตและเรียนรู้เพื่อใช้แก้ปัญหา

นอกจากเรื่องเล่าอีกากับเหยือกน้ำในนิทานอีสป อีกายังสามารถเรียนรู้ได้หลายสิ่ง เช่น สามารถจำที่ซ่อนอาหาร สามารถใช้ประโยชน์จากรถบนถนนเพื่อกะเทาะเปลือกแข็งของเมล็ด หรือสามารถรวมวัตถุสองสิ่งเพื่อหาอาหารได้ จากงานทดลองของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดได้พบว่า อีกานิวแคลิโดเนีย (New Caledonian) สามารถประกอบไม้และหลอดเข้าด้วยกันให้เป็นเครื่องมือที่ยาวขึ้นเพื่อเขี่ยอาหารที่อยู่ลึกในกล่องได้สำเร็จ

ในงานวิจัยในวารสาร Science พบว่า ความฉลาดของอีกาอาจมาจากรูปแบบของสมองที่สนับสนุนต่อการพัฒนาด้านสติปัญญา โดยเซลล์สมองของอีกามีจำนวนราวหนึ่งพันห้าร้อยล้านเซลล์เทียบเท่ากับลิงในบางสายพันธุ์ แต่มีขนาดเซลล์ที่เล็กกว่าและมีความแออัดมากกว่า ทำให้เกิดการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทได้รวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีการพบรูปแบบของการเลี้ยงดูของอีกานิวแคลิโดเนียว่า อีกาเด็กจะเรียนรู้ทักษะการใช้ชีวิตจากพ่อแม่เป็นเวลาราวหนึ่งปี ซึ่งพวกมันจะได้เรียนรู้การเอาตัวรอด และการใช้เครื่องมือเพื่อหาอาหาร นอกจากนี้ อีกาสายพันธุ์นี้ยังคงอยู่รังเดิมกับพ่อแม่ไปอีก 2-3 ปี ก่อนจะออกไปใช้ชีวิตของตัวเอง ทำให้พวกมันได้เรียนรู้การใช้ชีวิตจากพ่อแม่มากกว่านกชนิดอื่น

Pete Nuij / Unsplash

อย่ามาแหยมกับอีกา
ในการทดลองของ จอห์น เมอร์ซลัฟฟ์ (John Marzluff) นักชีววิทยาสัตว์ป่า จากมหาวิทยาลัยวอชิงตันในเมืองซีแอตเทิลที่ได้ทดสอบความสามารถของอีกาในการแยกแยะใบหน้าของบุคคล โดยให้ผู้ทดลองสองคนใส่หน้ากากที่ต่างกัน หน้ากากชิ้นแรกมีสีหน้าคุกคาม ซึ่งพวกเขาเรียกว่าหน้ากากมนุษย์ถ้ำ ส่วนหน้ากากอีกชิ้นที่มีใบหน้าเป็นกลางที่ไม่แสดงสีหน้าใด ๆ

การทดลองเริ่มต้นด้วยการให้อาสาสมัครใส่หน้ากากมนุษย์ถ้ำดักจับอีกาในรอบมหาวิทยาลัยเพื่อใส่ห่วงขา ซึ่งระหว่างอยู่ในกรง พวกมันจะได้รับอาหารจากอาสาสมัครที่ใส่หน้ากากเป็นกลาง ทีมวิจัยใช้เวลาสี่สัปดาห์ในการเก็บข้อมูลจากการเฝ้าสังเกตการตอบสนองด้านการแสดงออก และการทำงานของสมองเมื่อได้เห็นหน้ากากทั้งสองชิ้น พวกเขาพบว่า เหล่าอีกาจะแสดงท่าทางโกรธเกรี้ยวเมื่อได้เห็นหน้ากากมนุษย์ถ้ำต่างจากหน้ากากอีกชิ้นที่ไร้การตอบสนอง

เมื่อถูกปล่อยสู่อิสระ ทีมวิจัยยังคงดำเนินการทดลองต่อในภาคสนาม โดยใส่หน้ากากทั้งสองชนิดเดินรอบบริเวณมหาวิทยาลัย และพบว่าเหล่าอีกายังคงจำหน้ากากมนุษย์ถ้ำได้ แล้วยังแสดงความโกรธออกมาอย่างชัดเจน การทดลองยังดำเนินต่อเนื่องอีกห้าปี และยังคงได้รับการตอบสนองที่รุนแรงของอีกาเช่นเดิมจากอีการุ่นใหม่

ทีมวิจัยได้ข้อสรุปว่า นอกจากอีกาจะสามารถจำหน้าคนได้แล้ว พวกมันยังสามารถส่งข้อมูลไปยังอีการุ่นต่อไปโดยเรียนรู้จากการกระทำของพ่อแม่ ซึ่งอีกาสามารถจดจำใบหน้าคนได้ แม้ว่าจะเปลี่ยนการแต่งตัว หรือใส่หมวกก็ตาม เควิน แม็กโกแวน (Kevin McGowan) นักปักษีวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยคอร์เนลยังสนับสนุนอีกว่า จากประสบการณ์ของเขาเองก็เคยถูกอีกาตามรังควานหลายครั้ง เนื่องจากการจับพวกมันมาศึกษาในอดีต

ครั้งต่อไปลองคิดให้ดีหากจะไล่อีกาจากบริเวณบ้าน เพราะเราอาจได้ศัตรู (หลายตัว) คู่อาฆาตที่จะจำหน้าเราไปนานแสนนาน มีหลายวิธีในการไล่อีกาเช่นแขวนซีดีสะท้อนแสงเพื่อรบกวนการมองเห็น ปิดถังขยะให้มิดชิด หรือใช้ตาข่ายกันนกเพื่อไม่ให้มันมาเกาะระเบียง ไม่งั้นก็ลองสร้างความสัมพันธ์กับพวกมันเสียเลยเพราะมันอาจให้ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อตอบแทนมิตรภาพอันดีก็เป็นได้

ที่มา : บทความ "HUGIN AND MUNIN" จาก norse-mythology.org
บทความ "New Caledonian crows can create compound tools" โดย Dr. Auguste von Bayern
บทความ "Brainiacs, not birdbrains: Crows possess higher intelligence long thought a primarily human attribute" โดย Sharon Begley
บทความ "How to Keep Crows Away" จาก blog.birdbarrier.com
บทความ "UW professor learns crows don’t forget a face" โดย Michelle Nijhuis
บทความ "Crows react to threats in human-like way" โดย Sandra Hines
หนังสือ "The Cambridge Companion to Edgar Allan Poe" โดย Kevin J. Hayes จาก Cambridge University Press

เรื่อง : นพกร คนไว

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

สัมผัสไวน์ให้ลึกซึ้งผ่าน Master of Wine

เดลินิวส์

ไฉน “หลิวปัง” ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่น เป็นผู้นำแบบ “ร่วมทุกข์ได้ ร่วมสุขไม่ได้”

ศิลปวัฒนธรรม

สมเด็จพระพันวัสสา ทรงมีพระนามมาก ถึงกับรับสั่งว่า “จนจะจำชื่อตัวเองไม่ได้”

ศิลปวัฒนธรรม

เหตุใด จอมพล ป. หนุนการสร้าง “พระบรมรูปรัชกาลที่ 6” ที่สวนลุมพินี?

ศิลปวัฒนธรรม

เออิอีดอู๊ด! เสียงไก่ขัน มีหลายแบบ? สำรวจเสียงไก่ในชาติต่างๆ โดย เสฐียรโกเศศ

ศิลปวัฒนธรรม

กำเนิด “ลูกชุบ” สมัยอยุธยา ต้นตำรับใช้อัลมอนด์ ไม่ใช่ถั่วเขียว!

ศิลปวัฒนธรรม
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...