โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

กำเนิด 'ทฤษฎีสัมพัทธภาพ' (1)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 30 เม.ย. 2567 เวลา 05.28 น. • เผยแพร่ 24 เม.ย. 2567 เวลา 02.05 น.
(Photo by AFP)

แนวคิดฟิสิกส์อย่างหนึ่งที่มักถูกอ้างถึงเนืองๆ ไม่ว่าจะในภาพยนตร์ นิยาย หรือแม้แต่ละครไทย (เช่น พรหมลิขิต) ก็คือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ ในบทความชุดนี้ผมจึงขอนำเสนอรากความคิด บุคคล และเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่มีส่วนทำให้ทฤษฎีนี้ถือกำเนิดขึ้นมาครับ (ปีต่างๆ จะอิงตาม ค.ศ. เพื่อให้เทียบกับแหล่งข้อมูลสากลได้ง่าย)

ย้อนเวลากลับไปยังช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ต่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20…

ในห้วงเวลานั้นมีการค้นพบปรากฏการณ์หลายอย่างที่อธิบายไม่ได้ด้วยองค์ความรู้ที่มีอยู่ การไขปมปริศนาต่างๆ ได้นำไปสู่การปฏิวัติในวงการฟิสิกส์ เกิดเป็นทฤษฎีสำคัญขึ้นมา 2 ทิศทางใหญ่ ได้แก่ ทฤษฎีสัมพัทธภาพและกลศาสตร์ควอนตัม

ทิศทางแรก เริ่มจากปริศนา 2 เรื่องเกี่ยวกับแสง เรื่องแรกเริ่มจากความเชื่อที่ว่าแสงเป็นคลื่น ดังนั้น จึงควรจะมีตัวกลางในการส่งผ่านแสง คล้ายๆ กับคลื่นน้ำคือการกระเพื่อมของน้ำ และคลื่นเสียงคือการกระเพื่อมของอากาศ

แต่ความพยายามตรวจจับตัวกลางของแสงกลับล้มเหลว!

ส่วนอีกเรื่องคือการที่ทฤษฎีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทำนายว่าแสงมีความเร็วคงที่เสมอในสุญญากาศ ซึ่งขัดกับแนวคิดในกลศาสตร์ของนิวตันอย่างชัดเจน

ไอน์สไตน์เป็นผู้ที่ไขปริศนานี้สำเร็จ เกิด ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ (Special Relativity) ขึ้นในปี 1905

ต่อมาเขาขยายขอบเขตของทฤษฎีจนครอบคลุมความโน้มถ่วงกลายเป็น ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (General Relativity) ในปี 1915

ทั้งสองทฤษฎีนี้เรียกรวมกันว่า ทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Relativity หรือ Theory of Relativity)

ผมเคยให้ภาพรวมของทฤษฎีสัมพัทธภาพไว้แล้ว สามารถอ่านได้จากบทความ 10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ ที่

10 เรื่องน่ารู้ ว่าด้วย ‘ทฤษฎีสัมพัทธภาพ’ ของไอน์สไตน์

ส่วนทิศทางที่ 2 เริ่มจากปรากฏการณ์ชวนฉงนหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับแสง อะตอม และอิเล็กตรอน เช่น

เราจะอธิบายการแผ่รังสีของวัตถุดำ (black body) ให้ถูกต้องสำหรับอุณหภูมิทุกค่าและความยาวคลื่นแสงทุกช่วงได้อย่างไร?

เหตุใดโลหะจึงปลดปล่อยอิเล็กตรอนออกมาเมื่อแสงที่ตกกระทบมีความถี่สูงเกินค่าๆ หนึ่งเท่านั้น?

เหตุใดอิเล็กตรอนในอะตอมจึงไม่ถูกนิวเคลียสดูดเข้าไปทั้งๆ ที่อิเล็กตรอนมีประจุลบและนิวเคลียสมีประจุบวก?

ฯลฯ

ความพยายามในการไขปมปริศนาเหล่านี้ได้นำไปสู่การพัฒนา กลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mechanics) โดยการก้าวกระโดดครั้งใหญ่เกิดขึ้นในปี 1925

ผมเคยให้ภาพรวมของทฤษฎีควอนตัมเอาไว้ อ่านได้จากบทความ 10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับทฤษฎีควอนตัม ได้ที่

10 เรื่องน่ารู้ว่าด้วยทฤษฎี ‘ควอนตัม’ | บัญชา ธนบุญสมบัติ

น่ารู้ด้วยว่าก่อนที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพและกลศาสตร์ควอนตัมจะถือกำเนิดขึ้นนั้น ฟิสิกส์ประกอบด้วยสาขาหลัก ได้แก่ กลศาสตร์ (Mechanics), แม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetism), ทัศนศาสตร์ (Optics), อุณหพลศาสตร์ (Thermodynamics) และ กลศาสตร์เชิงสถิติ (Statistical Mechanics)

สาขาหลักที่ว่ามานี้ต่อมาเหมารวมเรียกว่า ฟิสิกส์คลาสสิค (classical physics)

วงการฟิสิกส์ใช้คำว่า ‘ฟิสิกส์คลาสสิค’ ก็เพื่อให้แตกต่างจากฟิสิกส์ยุคใหม่ (modern physics) ซึ่งมีกระบวนทัศน์ (paradigm) ที่แตกต่างไปจากฟิสิกส์คลาสสิคอย่างถึงแก่น

ทั้งนี้ นักฟิสิกส์ส่วนใหญ่ถือว่าทั้งทฤษฎีสัมพัทธภาพและกลศาสตร์ควอนตัมจัดเป็น 2 เสาหลักของฟิสิกส์ยุคใหม่

เนื่องจากทฤษฎีสัมพัทธภาพให้มุมมองใหม่ที่ลึกซึ้งอย่างยิ่งเกี่ยวกับอวกาศ (space) เวลา (time) มวล (mass) พลังงาน (energy) และความโน้มถ่วง (gravitation)

ส่วนกลศาสตร์ควอนตัมก็ให้มุมมองใหม่เกี่ยวกับนิยัตินิยม (determinism) และความน่าจะเป็น (probability) ทวิภาพของคลื่น-อนุภาค (wave-particle duality) และควอนไทเซชั่น (quantization)

เจอพวกศัพท์เฉพาะทางยากๆ ที่วงเล็บภาษาอังกฤษไว้นี่ ไม่ต้องตกใจนะครับ ผมเขียนไว้ให้ผ่านตากันก่อน เอาไว้จะค่อยๆ คลี่ความหมายของแต่ละอย่างเมื่อพูดถึงอีกที

มีข้อสังเกตเล็กๆ ว่านักฟิสิกส์บางคนใช้เกณฑ์ว่าฟิสิกส์ยุคใหม่ต้องมีหลักการทางควอนตัมร่วมด้วยเท่านั้น ดังนั้น หากยึดตามเกณฑ์นี้ก็จะถือว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพจัดเป็นฟิสิกส์คลาสสิค (แต่แนวคิดนี้ไม่ใช่กระแสหลักครับ)

ก่อนจะพูดถึงประวัติของทฤษฎีสัมพัทธภาพ ขอเล่าเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับไอน์สไตน์สักนิด นั่นคือ ปี 1905

ไอน์สไตน์เริ่มสร้างชื่อเสียงในวงการฟิสิกส์ในปี 1905 เพราะตีพิมพ์บทความวิจัย 4 ฉบับนำเสนอแนวคิดที่ปฏิวัติวงการฟิสิกส์ใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่

หนึ่ง – ข้อพิสูจน์ที่ว่าอะตอมมีอยู่จริง ผ่านบทความเกี่ยวกับการเคลื่อนที่แบบบราวน์ (Brownian Motion)

สอง – แสงทำตัวเป็นอนุภาคได้ ผ่านบทความอธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก (Photoelectric Effect)

สาม – ทฤษฎีสัมพัทธพิเศษ (Special Relativity) ผ่านบทความชื่อ ‘ว่าด้วยอิเล็กโทรไดนามิกส์ของวัตถุซึ่งกำลังเคลื่อนที่’ และอีกบทความสั้นๆ ซึ่งไอน์สไตน์พิสูจน์สูตร E = m คูณ c ยกกำลัง 2 (แต่ไอน์สไตน์ใช้สัญลักษณ์แบบอื่น)

วงการวิทยาศาสตร์จึงถือกันว่าปี 1905 เป็น ‘Annuls Mirabilis’ ซึ่งเป็นภาษาละติน หมายถึง Miracle Year หรือ ‘ปีมหัศจรรย์’ ของไอน์สไตน์

ลองคิดดูก็น่าทึ่งดีนะครับ เพราะในปีนั้นเขามีอายุเพียง 26 ปี ทำงานเป็นเสมียนในสำนักงานสิทธิบัตร แต่สามารถผลิตผลงานเขย่ารากฐานของฟิสิกส์จนสั่นสะเทือนถึง 3 เรื่อง!

กำเนิดทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ

ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษเป็นทฤษฎีที่ปฏิวัติความเข้าใจของเราเกี่ยวกับอวกาศ เวลา การเคลื่อนที่ รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างมวลและพลังงาน

ทฤษฎีนี้เสนอโดยอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ในปี 1905 และเกิดขึ้นจากข้อขัดแย้งภายในตัววิชาฟิสิกส์คลาสสิคเอง

กล่าวคือ กลศาสตร์นิวตัน (Newtonian mechanics) ไม่ลงรอยกับทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งพัฒนาโดยเจมส์ เคลิร์ก แมกซ์เวลล์

ทั้งนี้ ข้อขัดแย้งที่สำคัญข้อหนึ่งคือ อัตราเร็วของแสง (speed of light)

กลศาสตร์นิวตันทำนายว่าอัตราเร็วของแสงในสุญญากาศจะขึ้นอยู่กับความเร็วของแหล่งกำเนิดแสงและความเร็วของผู้สังเกต ตัวอย่างเช่น หากผู้สังเกตเคลื่อนที่เข้าหาแหล่งกำเนิดแสง ก็จะเห็นว่าแสงมีอัตราเร็วเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับตอนที่เขาอยู่นิ่งๆ

การที่คำทำนายเป็นเช่นนี้เนื่องจากกลศาสตร์นิวตันใช้การแปลงแบบกาลิเลอี (Galilean transformation) ซึ่งมีกฎการรวมความเร็วที่ทั้งง่ายและตรงกับสามัญสำนึกของคนเรา

ตัวอย่างชัดๆ เช่น หากรถยนต์ 2 คัน พุ่งเข้าหากัน คันหนึ่งวิ่งเร็ว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนอีกคันวิ่งเร็ว 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง…

ดังนั้น คนนั่งในรถแต่ละคันก็จะเห็นว่ารถอีกคันหนึ่งพุ่งเข้าหาตนเองด้วยอัตราเร็ว (60 + 70) กิโลเมตรต่อชั่วโมง = 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คือ จับตัวเลขมาบวกกันง่ายๆ ตรงไปตรงมา

อย่างไรก็ดี ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกซ์เวลล์ทำนายว่า อัตราเร็วของแสงในสุญญากาศมีค่าคงที่เสมอ!

ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าจึงบ่งเป็นนัยว่าอัตราเร็วของแสงที่วัดได้ไม่ขึ้นกับความเร็วของแหล่งกำเนิดแสง และยังไม่ขึ้นกับความเร็วของผู้สังเกตอีกด้วย

แปลว่าอะไร?

แปลว่า หากมีแสงจากแหล่งกำเนิดพุ่งเข้าหาเรา…

หากเราจะอยู่นิ่งๆ เราก็จะวัดอัตราเร็วของแสงได้ค่าๆ หนึ่ง เรียกว่า c ก็แล้วกัน

หากเราจะเคลื่อนที่เข้าหา (หรือหนีออกจาก) แหล่งกำเนิดแสง เราก็จะวัดอัตราเร็วได้ค่า c เดียวกัน

หรือแม้ว่าแหล่งกำเนิดแสงเคลื่อนที่เข้าหา (หรือหนีออกจาก) เรา เราก็จะวัดอัตราเร็วของแสงได้ค่า c เดียวกันนี้อีก

นั่นคือ ไม่ว่ากรณีใด เราจะวัดอัตราเร็วของแสงได้ค่า c เดียวกันเปี๊ยบ!

นี่เองที่ทั้งขัดกับสามัญสำนึก และขัดกับคำทำนายของกลศาสตร์นิวตันอย่างจัง

เรื่องราวจะคลี่คลายไปอย่างไร ชวนติดตามบทความครั้งต่อไปครับ!

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กำเนิด ‘ทฤษฎีสัมพัทธภาพ’ (1)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...