โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

สู่วิถีอมตะ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 04 พ.ค. 2568 เวลา 08.10 น. • เผยแพร่ 15 ม.ค. 2567 เวลา 08.10 น. • enjoybook
ไฟสงครามทำให้ครอบครัวของเจียงผิงอันถูกกดขี่ พ่อแม่ต้องตายอย่างไม่เป็นธรรม ดังนั้นนอกจากหาวิธีคืนชีพให้พ่อแม่ เขาจะต้องแก้แค้นพวกมันทั้งหมด!

ข้อมูลเบื้องต้น

***ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 齐甲 ผู้แปล : ทีมงาน Enjoybook

เรื่องย่อ
‘เจียงผิงอัน’ เป็นเพียงชาวนาในหมู่บ้านอันห่างไกล ชีวิตลำบากยากเข็ญ ซ้ำร้ายยังถูกทหารข่มเหง พ่อแม่ต้องตายอย่างไม่เป็นธรรม ความเจ็บแค้นนี้เขาจำมันลึกถึงกระดูกดำ! แต่เขาไม่เคยฝึกตนมาก่อน แต่ในโชคร้ายก็ยังมีโชคดี พ่อของเขาเคยเก็บอ่างเก่า ๆ มาได้ ตอนแรกเขาก็คิดว่ามันไม่มีราคาค่างวดอะไร หวังจะเอาไปขายแลกเศษเงินมาประทังชีวิต ด้วยความบังเอิญจึงค้นพบว่ามันเป็นของวิเศษ! เป้าหมายสูงสุดของเขาคือการคืนชีพให้พ่อแม่ ส่วนการชำระแค้นถือเป็นผลพลอยได้!

………………………………………………………………………………

เรื่อง สู่วิถีอมตะ ได้แปลชนกับต้นฉบับแล้ว จำนวนตอนการอัปจะเป็นไปตามตอนที่ทางต้นฉบับอัปเดตนะคะ
ขอบคุณที่ชื่นชอบนิยายเรื่องนี้ หากนักอ่านรู้สึกค้าง
แอดมินขอแนะนำเรื่อง ราชันมารศักดิ์สิทธิ์ เข้าไปทดลองอ่านกันได้เลยนะคะ

กำลังภายในที่คุณนักอ่านชอบ มีมาเพิ่มให้แล้วนะ ไปลองอ่านกันได้เลย

>>> คลิกทดลองอ่านได้ที่รูป คลิกทดลองอ่านได้ที่รูป

บทที่ 2 สังหารล้างหมู่บ้าน

บทที่ 2 สังหารล้างหมู่บ้าน

เงินห้าเหรียญไม่ได้มากมายนัก แต่กลับแลดูมากเมื่อเจียงผิงอันเป็นผู้หยิบจ่ายออกมา

เจียงผิงอันอายุเพียงสิบสี่ปี บิดามารดาล่วงลับไปแล้ว แน่นอนว่าเด็กตัวผอมแห้งไม่สามารถทำไร่ไถนาได้ แต่เวลานี้… กลับมีเงินถึงห้าเหรียญ

เรื่องนี้ทำให้หลี่หมินประหลาดใจยิ่ง

“ข้าเจอเงินที่ท่านพ่อกับท่านแม่ฝังไว้” เจียงผิงอันคิดคำตอบไว้ล่วงหน้าแล้ว

“เก็บเงินนี้ไว้ไปจ่ายภาษีเถอะ” หลี่หมินพูด

เขารู้ว่าอีกฝ่ายยังไม่ได้จ่ายภาษีที่ดิน ครั้งหน้าหากยังไม่จ่ายอีกคงจะโดนพวกเลวระยำนั่นฆ่าเอาจริง ๆ

“ไม่เป็นไรขอรับ ที่บ้านยังมี”

เจียงผิงอันวางเงินห้าเหรียญลงกับโต๊ะ จากนั้นเดินไปที่หน้าเตาไฟและหยิบหมั่นโถวสี่ลูกในหม้อ

“เงินสี่เหรียญสามารถซื้อหมั่นโถวได้แปดลูก นอกจากนี้ข้าให้น่องกระต่ายแก่เจ้าเพิ่มอีกชิ้นหนึ่ง”

หลี่หมินไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มยังมีเงินเหลือมากน้อยเพียงใด หากว่าไม่มี นี่อาจจะเป็นชีวิตในช่วงสุดท้ายของเจียงผิงอัน

ด้วยเหตุนี้หลี่หมินจึงมอบน่องกระต่ายตากแห้งให้หนึ่งน่อง

“ขอบคุณท่านลุงหลี่มากขอรับ” เจียงผิงอันไม่ปฏิเสธ เขาไม่ได้กินเนื้อกระต่ายมานานแล้ว ปกติได้กินแต่ตั๊กแตนย่าง

เจียงผิงอันหอบอาหารกลับบ้านด้วยความปีติยินดี

กลับถึงบ้านแล้วก็รีบปิดประตู ขึ้นไปนั่งบนเตียงเตา*[1] กินหมั่นโถวไปพลางพินิจดูอ่างสัมฤทธิผลไปพลาง ขณะเดียวกันโยนเหรียญทองแดงเข้าไปในอ่างเป็นระยะ ๆ เพื่อทดสอบดู

ทว่าไม่มีผลอันใดเกิดขึ้นเลย

หนึ่งวันผ่านพ้นไป คงเป็นเพราะเมื่อวานมัวแต่ครุ่นคิดว่าต้องทำอย่างไรเหรียญทองแดงจึงเพิ่มขึ้น เจียงผิงอันจึงเผลอวางเหรียญทองแดงหกเหรียญที่เหลือไว้ในอ่าง จู่ ๆ รุ่งเช้าวันนี้ก็เกิดมีแสงสว่างวาบขึ้น

“มาแล้ว!”

เจียงผิงอันเด้งลุกจากเตียง มองไปที่อ่างสำริดด้วยความตื่นเต้นดีใจ

เหรียญทองแดงจำนวนมากปรากฏขึ้น!

เจียงผิงอันนับดู สิบหกเหรียญ!

เขาใส่เงินเข้าไปหกเหรียญ มีเพิ่มมาแค่สิบเหรียญ

เจียงผิงอันเดาว่าอ่างสัมฤทธิผลใบนี้น่าจะเพิ่มได้ครั้งละหนึ่งอย่างและเพิ่มได้ครั้งละสิบ

นอกจากนี้เงื่อนไขข้างต้นแล้ว ในหนึ่งวันสามารถเพิ่มได้แค่หนึ่งครั้งเท่านั้น

ทว่าเพียงเท่านี้ เจียงผิงอันก็พึงพอใจมากแล้ว

เขากอดอ่างสำริดพลางร้องไห้ออกมา หากรู้ความลับของอ่างสำริดเสียแต่แรก มารดาก็คงไม่ต้องเหนื่อยตาย บิดาก็ไม่ต้องขึ้นเขาไปล่าสัตว์จนโดนเสือร้ายกิน

เขาร้องไห้อยู่นาน ในที่สุดเจียงผิงอันก็เช็ดน้ำตาแล้วเก็บอ่างสำริด จากนั้นเดินทางเข้าไปในตัวตำบล

มีอ่างสำริดใบนี้แล้ว ต่อไปก็จะมีเงินใช้ ตอนนี้ในบ้านไม่มีอะไรเลยสักอย่าง เขาตั้งใจจะเข้าไปในตัวตำบลเพื่อซื้อข้าวสารและวัตถุดิบมาเก็บไว้

ชีวิตของเขากำลังพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น

“พี่ผิงอันจะไปไหน?”

หลี่เยว่เยว่กำลังปั้นดินโคลนเล่น พอเห็นเจียงผิงอันเดินออกหมู่บ้าน นางส่งเสียงแหลมร้องถาม

“เข้าตำบล เดี๋ยวขากลับจะซื้อถังหูลู่*[2]มาฝากเจ้านะ” เจียงผิงอันขยี้ศีรษะเล็ก ๆ ของหู่นิวเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี

“ถังหูลู่!” ดวงตากลมโตของหลี่เยว่เยว่พลันลุกวาว

เมื่อก่อนนางเคยกินอยู่เม็ดหนึ่ง รสชาติเปรี้ยวอมหวาน อร่อยถูกปากมาก

ทว่าทันใด นางรีบส่ายหน้า “พี่ผิงอัน อย่าใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย”

เด็กในชนบทต้องดูแลบ้านตั้งแต่เล็ก ถึงแม้นางจะมีอายุแค่แปดขวบ แต่ก็เข้าใจในหลาย ๆ เรื่อง

“วางใจเถอะ ตอนนี้พี่ชายมีเงินแล้ว” เจียงผิงอันยิ้มให้ นับตั้งแต่บิดามารดาล่วงลับไป หู่นิวถือเป็นญาติใกล้ชิดที่สุดของเขา

“ถ้าเช่นนั้น… หากว่าพี่ผิงอันซื้อกลับมา น้องหู่นิวจะแต่งงานกับพี่” หลี่เยว่เยว่พูดพลางกะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความไร้เดียงสา

เจียงผิงอันทำหน้าไม่ถูก เด็กน้อยคนนี้รู้หรือเปล่าว่าแต่งงานหมายความว่าอะไร

เขาเดินทางเข้าไปในตัวตำบล ซื้อข้าวสารและวัตถุดิบนิด ๆ หน่อย ๆ และแน่นอนยังไม่ลืมซื้อถังหูลู่ติดมือมาด้วย

“เจ้าหนุ่ม เจ้ามาคนเดียวหรือ? ต่อไปอย่าออกมาเตร็ดเตร่ข้างนอกอีก ตอนนี้โจรขโมยชุกชุม มักจะดักปล้นกลางทางอยู่บ่อย ๆ เมื่อไม่นานมานี้หมู่บ้านเสี่ยวซียังโดนโจรป่าเผาทิ้งทั้งหมู่บ้านเลย”

“ข้าวยากหมากแพง โจรป่าอาละวาด เจ้าเมืองกดขี่ ชาวบ้านทุกข์ยาก ลำบากนัก~”

ชายชราขายถังหูลู่เห็นว่าเจียงผิงอันอายุยังน้อย จึงอดใจไม่ไหวพูดเตือนขึ้นมา

“ขอบคุณท่านผู้เฒ่าที่เตือนขอรับ”

เจียงผิงอันไม่ได้ใส่ใจกับคำเตือนมากนัก เขาร้องเพลงพลางเดินกลับหมู่บ้านอย่างสบายใจ

รองเท้าฟางที่ใส่ไม่ค่อยกระชับเท้า ต้องใช้เวลาเดินกว่าหนึ่งชั่วยาม*[3]ถึงจะมองเห็นหมู่บ้านอยู่รำไร

“รอให้มีเงินเสียก่อนเถอะจะซื้อรองเท้าสวย ๆ มาใส่ หรือบางทีอาจย้ายเข้าไปอยู่ในตัวตำบลเลยก็ได้”

นึกถึงภาพชีวิตที่สวยงามในวันข้างหน้าแล้วรู้สึกสุขใจยิ่งนัก

แต่เมื่อใกล้จะถึงหมู่บ้าน กลิ่นคาวเลือดก็โชยมาตามสายลม

“บ้านใครกำลังฆ่าหมู?”

เจียงผิงอันเดินเข้าไปในหมู่บ้านแล้วถึงกับผงะ ข้าวสารและวัตถุดิบที่ถืออยู่ในมือร่วงหล่นกับพื้น ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยอาการตื่นตะลึง

ศพ ศพเกลื่อนกลาด! เลือดย้อมอาบทั้งหมู่บ้านจนเป็นสีแดงฉาน เพลิงไฟแผดเผา ผู้หญิงอยู่ในสภาพเสื้อผ้าหลุดรุ่ย

“ทำ… ทำไมถึงเป็นเช่นนี้!”

เขานึกอะไรได้ รีบวิ่งพรวดพราดไปที่บ้านของหลี่หมินทันที

ในบ้าน หลี่หมินล้มอยู่กับพื้น ที่ท้องมีแผลเหวอะหวะขนาดใหญ่ เลือดไหลทะลักเป็นทาง

“ท่านลุงหลี่! เกิดเรื่องอะไรขึ้น!”

เจียงผิงอันตกใจจนหน้าถอดสี รีบทิ้งสิ่งของในมือแล้วเข้าไปช่วยกดแผล

“โจร…โจรป่า…ช่วย…ช่วยดูแล…หู่นิวแทนข้า…บ่อ…ในบ่อ”

พูดจบ คอของหลี่หมินก็พับ สิ้นลมหายใจ

หัวใจของเจียงผิงอันสั่นสะท้าน ตอนเช้ายังเห็นหลี่หมินดี ๆ อยู่เลย จู่ ๆ ก็จากไปไกลอยู่คนละโลกเสียแล้ว

เขารีบวิ่งไปที่บ่อน้ำ ที่ปากบ่อมีแผ่นไม้ปิดอยู่ เด็กหนุ่มเปิดแผ่นไม้แล้วมองลงไป

หลี่เยว่เยว่นั่งตัวสั่นอยู่ในถังไม้ ขณะที่แผ่นไม้เปิด นางตกใจมาก

แต่เมื่อเห็นว่าเป็นเจียงผิงอัน นางปล่อยโฮออกมาในทันที “พี่ผิงอัน! มีโจรป่า!”

เจียงผิงอันดึงหู่นิวขึ้นจากบ่อ เมื่อหู่นิวเห็นว่าบิดาเสียชีวิตไปแล้ว นางร้องไห้โฮหนักยิ่งกว่าเดิม

“ทำไม ทำไมถึงต้องรังแกพวกเราด้วย! ทหาร โจรป่า ทำไมทุกคนถึงต้องรังแกพวกเรา!”

เสียงคร่ำครวญตัดพ้อของหลี่เยว่เยว่เปรียบดังเข็มแหลมทิ่มแทงหัวใจของเจียงผิงอัน ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวจนแทบหายใจไม่ออก

เจียงผิงอันกำหมัดแน่น บนใบหน้าเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและเจ็บใจ

นั่นสิ ทำไมพวกเขาถึงต้องเป็นฝ่ายถูกรังแก ทำไมทุกอย่างถึงกลายเป็นแบบนี้!

ทำไมท่านพ่อกับท่านแม่ถึงพูดว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่เห็นจะจริงเลย!

เจียงผิงอันไม่เข้าใจ เขาไม่รู้ว่าจะปลอบใจหลี่เยว่เยว่เช่นใด จึงได้แต่เก็บถังหูลู่ขึ้นมาจากพื้นแล้วยื่นให้

หลี่เยว่เยว่มองถังหูลู่ในมือ พลันกอดเขาแน่น

“หมู่บ้านแห่งนี้ดูเหมือนจะเกิดเรื่องขึ้นแล้ว… ยังมีคนรอดชีวิต”

จู่ ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นกลางอากาศ เจียงผิงอันเงยหน้าขึ้น

เห็นภาพข้างบนแล้ว ดวงตาของเขาเบิกกว้าง

สตรีหลายคนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์สวยงามลอยตัวอยู่กลางอากาศ

เทพ… เทพเซียน!!

เหล่านี้คือเทพเซียนเช่นนั้นหรือ? บินได้จริง ๆ เสียด้วย!

เจียงผิงอันตื่นตะลึงจนพูดไม่ออก หลี่เยว่เยว่ตกใจจนหยุดร้องไห้เช่นกัน

ผู้หญิงคนหนึ่งก้าวเดินมาข้างหน้า จับศีรษะของเจียงผิงอันเบา ๆ

“พรสวรรค์ธรรมดา อายุก็มาก หนทางแห่งการฝึกตนมีจำกัด”

จากนั้นนางจับศีรษะของหลี่เยว่เยว่ หลังจากนั้นชั่วครู่ดวงตาก็เบิกกว้าง

“รากญาณวารีแต่กำเนิด! พรสวรรค์แข็งแกร่งมาก!”

ผู้หญิงนางนั้นกล่าวด้วยความปีติยินดียิ่งนัก “แม่นางน้อย ข้าจะพาเจ้าไปฝึกตน เจ้าจะไปหรือไม่?”

“เจ้า… พวกเจ้าคือเทพเซียนเช่นนั้นหรือ? ทำให้บิดาของข้าฟื้นคืนชีพได้หรือไม่?” หลี่เยว่เยว่ถามด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้นและประหม่า ซุกครึ่งหน้าแนบอกเจียงผิงอัน

สตรีนางนั้นส่ายหน้า “พวกเราไม่อาจฟื้นชีวิตคนที่ตายไปแล้วได้ แต่…หากว่าเจ้าฝึกตน เจ้าก็ไม่ต้องกังวลเรื่องกินเรื่องอยู่อีก และยังสามารถฆ่าคนที่สังหารบิดาของเจ้าได้ด้วย”

พอได้ยินว่าสามารถแก้แค้นแทนบิดา หลี่เยว่เยว่กำถังหูลู่แน่น “ข้าจะล้างแค้นแทนบิดา!”

ผู้หญิงคนนั้นอุ้มหลี่เยว่เยว่ขึ้น ยิ้มพลางพูด “ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า ขอเพียงก้าวสู่การฝึกตน สามารถแก้แค้นได้เป็นแน่”

พูดจบ นางพาหลี่เยว่เยว่ลอยชึ้นฟ้า เตรียมตัวจะจากไป

ทันใดหลี่เยว่เยว่ร้องตะโกน “พวกเจ้าลืมพาพี่ผิงอันมาด้วย!”

“พรสวรรค์ของเขาธรรมดา พวกเจ้าสองคนอยู่กันคนละโลก” ผู้หญิงคนนั้นตอบ

“ไม่ได้! ข้าจะอยู่กับพี่ผิงอัน ข้าไม่ฝึกตนแล้ว! ปล่อยข้าลงไป!”

หลี่เยว่เยว่ดีดดิ้นอย่างเต็มกำลัง ตอนนี้เจียงผิงอันเป็นคนที่นางสนิทมากที่สุด นางไม่อยากจะจากเขาไป

[1] เตียงเตา เตียงชนิดหนึ่งที่ก่อจากอิฐหรือดิน ด้านบนใช้สำหรับปูที่นอน ด้านล่างเป็นโพรงเชื่อมต่อกับปล่องไฟ สามารถก่อไฟกันหนาวได้ ใช้กันมากทางตอนเหนือของจีน
[2] ถังหูลู่ ผลไม้เคลือบน้ำตาล เป็นขนมท้องถิ่นของจีนที่มักจะพบเห็นบ่อยในช่วงฤดูหนาว เริ่มมีขึ้นเมื่อสมัยราชวงศ์หนานซ่ง ปกติผลไม้ที่นำมาเคลือบน้ำตาลจะใช้ผลซานจา แต่ปัจจุบันถูกพัฒนาเป็นผลไม้ชนิดอื่น ๆ
[3] 1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง

บทที่ 3 ฝึกตน

บทที่ 3 ฝึกตน

“น้องหู่นิว อย่าเหลวไหล จงติดตามท่านเซียนไปฝึกตน ต่อไปจะได้ไม่ต้องลำบากอีก!”

เจียงผิงอันเห็นว่าหู่นิวดื้อรั้นไม่ยอมไป จึงรีบตะโกนปลอบใจ

ได้ยินว่าเทพเซียนมีอายุยืนยาวไม่มีวันแก่ชรา ได้ยินว่าเทพเซียนไม่รู้จักความหิวโหย ได้ยินว่าเทพเซียนไม่ต้องโดนทหารข่มเหงรังแก

นี่เป็นโอกาสอันดี เป็นโอกาสที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของหู่นิวได้

หู่นิวยังเด็ก ไม่เข้าใจว่าการฝึกตนมีความหมายอย่างไร ทว่าเจียงผิงอันเข้าใจ

แม้ว่าเขาเสียใจอยู่ไม่น้อยที่เทพเซียนมองข้ามตัวเองไป แต่ไม่เป็นไร เขายังมีอ่างสัมฤทธิผล ตลอดชีวิตนี้ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีอาหารหรือไม่มีเสื้อผ้า เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

“ไม่เอา! ข้าจะอยู่กับพี่ผิงอัน!” หลี่เยว่เยว่โบกสะบัดถังหูลู่พร้อมกับร้องไห้เสียงดัง

สตรีนางนั้นยิ้มพลางพูดขึ้น “หากว่าเจ้าไม่ฝึกตน ต่อไปพี่ผิงอันของเจ้าอาจโดนโจรป่าฆ่าตายได้ เจ้าอยากให้พี่ผิงอันของเจ้าตายเช่นนั้นหรือ?”

“ไม่อยาก!” หลี่เยว่เยว่ตกใจจรีบร้องตะโกนติดต่อกัน

เจียงผิงอันเป็นคนใกล้ชิดคนสุดท้ายของนาง นางไม่อยากสูญเสียเขาไป

“ถ้าเช่นนั้นก็ต้องฝึกตน”

“แต่ว่า…”

“เพื่อความสุขในอนาคตของพี่ผิงอัน เจ้าต้องฝึกตน ที่ข้าพาเจ้าไปในตอนนี้ก็เพื่อให้พวกเจ้าสามารถพบเจอกันได้อีกครั้งในวันข้างหน้า”

สตรีนางนั้นโยนตำรากำหนดลมหายใจที่ไร้ประโยชน์กับหินวิญญาณสามก้อนลงไป

“ข้ามอบวิธีฝึกตนกับทุนทรัพย์ฝึกตนให้พี่ผิงอันของเจ้าแล้ว เช่นนี้เขาก็จะไม่โดนคนอื่นรังแกอีก”

หลี่เยว่เยว่ยังอยากจะพูด ทว่าสตรีนางนั้นเป่าลมใส่หน้านางเบา ๆ จากนั้นนางก็หมดสติไป

เมื่อเด็กผู้หญิงคนนี้ก้าวสู่หนทางการฝึกตนและมีอายุมากกว่านี้ นางก็จะลืมพี่ผิงอันคนนั้นไปเอง

สตรีหลายนางกลายร่างเป็นลำแสงแล้วเลือนหายไป ไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อเจียงผิงอัน และไม่ได้ให้ความสนใจอันใดอีก

มองดูหู่นิวโดนนำตัวไปแล้ว หัวใจของเจียงผิงอันมีแต่ความว่างเปล่าเดียวดาย

รู้สึกว่าโลกทั้งใบเหลือแค่เขาเพียงคนเดียว และนับแต่นี้เป็นต้นไปชีวิตของเขาไม่มีหลักพักพิงอันใดอีกต่อไปแล้ว

ทว่าเขายังคงรู้สึกดีใจแทนหู่นิว ต่อไปนางมีโอกาสได้กลายเป็นเทพเซียน จะได้อยู่อย่างมีความสุขไปตลอดชีวิต

เจียงผิงอันสูดหายใจลึก ๆ เพื่อสงบจิตใจและกลับสู่ภาวะปกติดังเดิม

เด็กหนุ่มเดินไปเก็บหินใสสามก้อนกับตำราที่เทพเซียนทิ้งไว้ให้

เทพเซียนบอกว่าสิ่งเหล่านี้คือวิธีการฝึกตนและทุนทรัพย์ฝึกตน ดูท่าทางมีคุณค่ามาก

หรือว่าฝึกตนจนช่ำชองแล้วสามารถสำเร็จเป็นเซียนได้?

หากสามารถสำเร็จเป็นเซียนได้ เหตุใดจึงไม่พาตนไปด้วย?

เจียงผิงอันเก็บทั้งสองสิ่งไว้ในห้องก่อนชั่วคราว เวลานี้เขาต้องนำศพคนในหมู่บ้านไปฝังก่อน

ถึงแม้ปกติไม่ได้สนิทสนมกับคนในหมู่บ้านมากนัก แต่อย่างไรเสียก็ยังเคยให้ความช่วยเหลือเขาอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

บัดนี้… ทุกคนในหมู่บ้านถูกสังหารสิ้น เขาไม่อาจเพิกเฉยได้ ไม่อาจปล่อยให้ศพเน่าเละไปตามกาลเวลาหรือถูกหมาป่ากัดกินได้

เขาเสียเวลาไปหนึ่งวันเต็ม ๆ ในการขุดหลุมขนาดใหญ่และฝังศพคนในหมู่บ้านจนเสร็จ

หลี่หมินถูกฝังแยกต่างหากและปักป้ายชื่อเป็นที่เรียบร้อย ต่อไปในอนาคตเมื่อหู่นิวสำเร็จเป็นเซียนกลับมา นางจะได้หาบิดาเจอ

ตกดึก เจียงผิงอันนั่งเล่นหน้ากระท่อม ทั้งหมู่บ้านมีแต่ความว่างเปล่า ไม่มีแม้กระทั่งเสียงเห่าของสุนัข มีเพียงแค่เสียงยุงและแมลง ความรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดายค่อย ๆ เกาะกุมหัวใจอย่างช้า ๆ

บิดามารดาตายจาก คนในหมู่บ้านไม่มีใครเหลือ หู่นิวก็จากไปแล้ว เวลานี้มีเพียงแค่เขาคนเดียวเท่านั้น

ก้มดูตำราในมือ เจียงผิงอันลูบตำราช้า ๆ เบา ๆ

“ข้าขอสัญญา หากข้าสามารถฝึกตนได้ ข้าจะฆ่าพวกทหารที่กดขี่ข่มเหงชาวบ้านให้สิ้น!”

“ข้าขอสัญญา หากข้าสามารถฝึกตนได้ ข้าจะฆ่าโจรป่าทั้งหมดที่พบเจอ!”

“ข้าขอสัญญา หากข้าสามารถฝึกตนได้ ข้าจะพยายามปกป้องทุกคนที่สมควรปกป้องอย่างสุดกำลังความสามารถ!”

แสงดาราพร่างพราว ท้องฟ้ายามราตรีเป็นประกายสดใส เด็กหนุ่มร่างกายอ่อนแอ ทว่าดวงตากลับส่องสว่างยิ่ง

เขาจุดตะเกียงน้ำมันที่คนในหมู่บ้านเหลือทิ้งไว้ พลิกอ่านตำราที่มีชื่อว่าเคล็ดกำหนดลมหายใจปฐพี

โชคดีที่บิดามักจะสอนตัวอักษรอยู่บ่อย ๆ เขาจึงสามารถอ่านข้อความในตำราได้

ในตำรากล่าวว่า ใช้ความคิดควบคุมจังหวะลมหายใจ ให้ร่างกายดูดซับปราณแห่งฟ้าดิน เบิกทะลวงจุดต่าง ๆ ทั่วร่าง

ตำราฉบับนี้ยังกล่าวอีกว่าสามารถเบิกทะลวงสิบจุดถือว่าศึกษาจนช่ำชองแล้ว สามารถใช้สร้างรากฐานได้

สร้างรากฐานคืออะไร?

เจียงผิงอันไม่เข้าใจ

แต่ไม่จำเป็นต้องเข้าใจ ทำตามอักษรที่ปรากฏในตำราก็พอ

เขายังพบอีกว่า เวลาที่ตนเองถือหินสีขาวประหลาดฝึกตน จะสามารถฝึกตนได้อย่างรวดเร็ว ร่างกายรู้สึกสบายเป็นอย่างยิ่ง

หนึ่งคืนผ่านไป เจียงผิงอันตื่นตระหนกมากเมื่อพบว่าตนเองไม่รู้สึกง่วงแม้แต่น้อย!

ไม่เพียงเท่านี้ ยังรู้สึกกระปรี้กระเปร่าอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนด้วย!

เขารู้สึกปลาบปลื้มยินดียิ่ง ไม่แน่ต่อไปตนเองอาจสำเร็จเป็นเซียนก็ได้!

เมื่อกินอาหารง่าย ๆ สักเล็กน้อยแล้ว เขาก็ฝึกตนต่อ

ไม่นานนัก หินวิญญาณสองก้อนในมือก็แตกสลาย

ยังเหลืออีกหนึ่งก้อน

“ไม่รู้เหมือนกันว่าจะหาก้อนหินเช่นนี้ได้จากไหน”

เขารู้ถึงคุณค่าของหินก้อนนี้ ทว่ากลับมีจำนวนจำกัด

จุดที่หนึ่งเปิดไปได้สองในสิบส่วน หากมีหินวิญญาณอีกแปดก้อน คงจะเบิกทะลวงจุดที่หนึ่งได้เหมือนดังที่กล่าวในตำรา

เจียงผิงอันเตรียมตัวจะใช้หินวิญญาณก้อนสุดท้าย พลันนึกอะไรขึ้นได้จึงหยุด

รอจนอ่างสัมฤทธิผลสามารถทำงานได้อีกครั้ง เด็กหนุ่มก็ลองวางหินสีขาวลงไปในอ่าง

ถูกต้อง เขาต้องการจะเพิ่มปริมาณหินชนิดนี้

แต่ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ จึงได้แต่ลองดูก่อน

ขณะที่อ่างสัมฤทธิผลเปล่งแสงส่องสว่าง เจียงผิงอันมองเข้าไปในอ่าง ความปีติยินดีแสดงออกมาทางใบหน้า

หินวิญญาณกองใหญ่ปรากฏขึ้นในอ่างสัมฤทธิผล!

ที่แท้อ่างสัมฤทธิผลไม่เพียงแค่สามารถเพิ่มจำนวนเหรียญทองแดงเท่านั้น ยังสามารถเพิ่มจำนวนหินวิญญาณได้ด้วย!

แต่… บางทีอ่างสัมฤทธิผลอาจจะเพิ่มจำนวนของทุกสิ่งก็เป็นได้!

เจียงผิงอันหายใจเร็วขึ้น สำหรับเด็กหนุ่มที่ยังไม่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่สมควรดีใจเป็นอย่างมาก

เด็กหนุ่มจูบอ่างสัมฤทธิผลใบนั้นแรง ๆ จากนั้นหยิบก้อนหินสีขาวก้อนหนึ่งออกมาฝึกตนต่อ

ผ่านไปหนึ่งวัน หินวิญญาณแปดก้อนถูกใช้ไปจนหมด

เปรี๊ยะ!

จุดที่หนึ่งในร่างของเจียงผิงอันได้รับการเบิกทะลวง เสียงแตกร้าวดังออกมาจากร่างของเขา

ตามที่ตำรากล่าวไว้ เวลานี้ก้าวสู่ขอบเขตก่อปราณอย่างเต็มตัวแล้ว

ชั่วขณะนี้ เจียงผิงอันผู้มีร่างกายผ่ายผอม ตัวสูงขึ้นเล็กน้อย ผิวไม่ดำคล้ำถึงเพียงนั้นอีก

ที่สำคัญที่สุดคือเขารู้สึกว่าพละกำลังของตนเองเพิ่มขึ้นมาก ราวกับมีกำลังมากมายใช้ไม่มีวันหมด

ในร่างกายมีพลังประหลาดกลุ่มหนึ่งเคลื่อนตัวกลับไปกลับมาตามจุดที่ตนเบิกทะลวง

ในตำรากล่าวว่า พลังกลุ่มนี้เรียกว่าปราณวิญญาณ

กุบกับ กุบกับ กุบกับ!

“คนหายไปไหนกันหมด!”

เสียงร้องด่าดังขึ้นหลังเสียงของฝีเท้าม้า

สีหน้าของเจียงผิงอันเปลี่ยนไป จากนั้นรีบเก็บอ่างสัมฤทธิผล

ทหารมาเรียกเก็บภาษีแล้ว!

เขาเตรียมเหรียญทองแดงไว้สิบเหรียญ เมื่อเดินออกไปเปิดประตู เด็กหนุ่มกล่าวกับทหารที่มาเพียงคนเดียว “ข้าอยากจะแจ้งความ คนในหมู่บ้านถูกโจรป่าฆ่าตายหมดแล้ว”

“ถูกโจรป่าฆ่าตายอีกแล้ว?”

สีหน้าของหยังหยวนสลดลง นี่เป็นหมู่บ้านที่สามแล้วที่โดนฆ่าล้างหมู่บ้าน ทำให้เขาเก็บภาษีได้น้อยลง

“เหตุใดเจ้าจึงไม่ตาย?” หยังหยวนกระโดดลงจากหลังม้าพลางถาม

“โชคดีที่ข้าออกไปข้างนอก จึงรอดมาได้ เมื่อไรจึงจะนำทหารไปกวาดล้างโจรป่าและคืนความสันติสุขให้แก่ชาวบ้านสักที”

เจียงผิงอันโกรธแค้นโจรป่ามาก พวกเขาทั้งปล้นทรัพย์ ทั้งฆ่าคน ชั่วช้าเลวทรามอย่างที่สุด

หากว่าทหารกับโจรป่าต่อสู้กันขึ้นมา เช่นนั้นเท่ากับสุนัขกัดสุนัข

“บังอาจ คนอย่างเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาถามข้า! ในเมื่อคนในหมู่บ้านของเจ้าตายกันหมดแล้ว เจ้าอยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ ตายเสียเถอะ”

เนื่องจากเก็บเงินได้ไม่มาก ไม่สามารถกินใต้โต๊ะได้ หยังหยวนในเวลานี้กำลังเลือดขึ้นหน้าได้ที่ เลยต้องการหาที่ระบายอยู่พอดี

พอเห็นเด็กหนุ่มคนนี้บังอาจถามเอาเรื่องกับตน จึงชักดาบออกมาแล้วเดินตรงไปหา

สีหน้าของเจียงผิงอันเปลี่ยนไป เขาได้แต่ถอยหลัง “เจ้าเป็นทหาร ฆ่าคนพร่ำเพรื่อได้อย่างไร!”

“ที่นี่มีเจ้าแค่คนเดียว ฆ่าเจ้าทิ้ง ใครจะไปรู้” หน้าของหยังหยวนบิดเบี้ยวน่ากลัวพลางแกว่งดาบย่างสามขุมเข้ามา

ในชั่วขณะนี้ ภาพต่าง ๆ ผุดขึ้นในสมองของเจียงผิงอัน มีทั้งภาพมารดาเหนื่อยตายกลางทุ่งนา ภาพบิดาถูกเสือกัดจนอยู่ในสภาพย่ำแย่ ภาพของตนเองที่โดนตบตี…

เวลานี้เจียงผิงอันปลดปล่อยทุกอย่างขึ้นมา เด็กหนุ่มรวบรวมพลังภายในร่างทั้งหมดพุ่งไปที่หมัด พลางร้องคำรามเสียงดังด้วยความโกรธแค้น

“จะตายก็ตายด้วยกัน!”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...