5 Steps ปิดหนี้บัตรเครดิต
ใช้แรงทำเงิน& ให้เงินทำงาน กดSubscribe รอเลย…
Facebook| Line| Youtube | Instagram
คำถามคาใจ ของคนที่มีหนี้บัตรเครดิตหลายใบ
ว่าควรรีบโปะบัตรใบไหน? ยังควรใช้จ่ายบัตรเครดิตที่มีอยู่หรือไม่?
Wealth Me Up มีคำตอบมาฝากทุกคนกัน
‘แจกแจงยอดหนี้’ ของบัตรแต่ละใบ
รวบรวมบัตรเครดิต ว่าทั้งหมดมีอยู่กี่ใบ โดยแยกบัตรเป็นกลุ่ม ได้แก่
(1) ไม่มียอดหนี้ หรือยังจ่ายได้เต็มทุกเดือน
(2) มีใช้โปรแกรมผ่อนอยู่
(3) มียอดหนี้ค้าง จากการใช้จ่ายหรือกดเงินสดอยู่
(4) มีทั้งยอดหนี้ค้างจากการใช้จ่าย และโปรแกรมผ่อน
‘เช็กยอดชำระขั้นต่ำ’ ว่ายังไหวอยู่ไหม
ลองแยกยอดที่ต้องจ่ายออกเป็น2 กลุ่ม ได้แก่
- ยอดผ่อนตามโปรแกรมผ่อน ของบัตรกลุ่ม(2) และ(4) ซึ่งเป็นยอดที่ต้องจ่ายเท่ากันทุกเดือน ไม่จำเป็นต้องรีบโปะ เพราะดอกเบี้ยมักถูกคิดล่วงหน้าไปแล้ว
- ยอดชำระขั้นต่ำ5% ของยอดหนี้ จากการใช้จ่ายหรือกดเงินสด ซึ่งคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก จากบัตรกลุ่ม(3) และ(4) หากเร่งชำระหนี้ส่วนนี้ได้ ยอดหนี้ ยอดดอกเบี้ย และยอดชำระขั้นต่ำ รอบต่อ ๆ ไป จะลดลง
‘เร่งปิด’ บัตรทีละใบ
เร่งโปะหรือปิดหนี้บัตร จากใบที่มียอดหนี้ส่วนที่เป็นลดต้นลดดอกน้อยที่สุดก่อน ซึ่งแม้ด้วยยอดเงินโปะที่เท่ากันไม่ว่าจะโปะบัตรใบไหน ก็ช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้เท่ากัน เนื่องจากถูกคิดอัตราดอกเบี้ย16% ต่อปี ทุกใบทุกธนาคาร
‘ใช้สินเชื่อส่วนบุคคล’ เท่าที่จำเป็น
หากไม่จำเป็นจริง ๆ โดยปัจจุบันยังคงชำระขั้นต่ำบัตรเครดิตได้อยู่ ก็ควรเลือกชำระหนี้กับบัตรเครดิตต่อไป
เพราะแม้ยอดหนี้ที่เท่ากัน สินเชื่อส่วนบุคคลอาจผ่อนหรือชำระน้อยกว่าบัตรเครดิตในช่วงแรก แต่ด้วยอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลที่สูงสุด25% ต่อปี จะส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายโดยรวมสูงกว่าการจ่ายบัตรเครดิตที่มีอัตราดอกเบี้ยเพียง16% ต่อปี
‘แยกบัตรใช้จ่าย’ ออกจากบัตรที่เป็นหนี้
แม้มีหนี้บัตรเครดิตอยู่หลายใบที่ยังไม่สามารถปิดหนี้ได้ แต่หากยังจำเป็นหรือเห็นประโยชน์การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ควรเลือกใช้จ่ายบัตรที่ไม่มีหนี้คงค้าง เพราะเมื่อถึงกำหนดหากชำระได้เต็มจำนวน ยอดการใช้จ่ายนั้นจะไม่ถูกคิดดอกเบี้ย
แต่หากใช้จ่ายด้วยบัตรที่ยังมีหนี้คงค้างอยู่ เมื่อถึงกำหนดแม้ชำระด้วยยอดเงินที่สูงกว่าการใช้จ่ายผ่านบัตรในเดือนที่ผ่านมา ยอดหนี้นั้นก็จะถูกคิดอัตราดอกเบี้ย เพราะถือว่าบัตรนั้นมีหนี้ค้างจ่ายอยู่