โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“จีนรุกหนักตลาดรถยนต์ไฟฟ้า” โดย รศ.วิภา อุตมฉันท์

China Media Group

อัพเดต 03 ก.ค. 2566 เวลา 01.17 น. • เผยแพร่ 03 ก.ค. 2566 เวลา 01.17 น.

“จีนรุกหนักตลาดรถยนต์ไฟฟ้า” โดย รศ.วิภา อุตมฉันท์

ในอดีตจีนได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งจักรยาน ไปไหนมีแต่เสียงดีดกระดิ่งกรุ๋งกริ๋งดังสนั่นหู ตอนนั้นคนที่มีปัญญาซื้อรถยนต์ส่วนตัวมีน้อยจนนับหัวได้ รถยนต์บนถนนไม่ก็เป็นรถเมล์ รถบรรทุก รถส่งของ ฯลฯ รถยนต์นั่งที่จีนผลิตเองมีไม่กี่สิบกี่ร้อยคัน พะยี่ห้อ “หงฉี” (ธงแดง) เห็นปุ๊ปก็รู้ว่าเป็นรถของผู้นำหรือรถรับรองแขกต่างประเทศ ต่อมาเมื่อเศรษฐกิจประเทศดีขึ้น คนจีนก็หันมาซื้อรถจักรยานยนต์ (มอเตอร์ไซค์) แทนรถจักรยาน แต่ยังเป็นรถแบบเก่าที่ใช้น้ำมัน)

ผ่านไปจำไม่ได้ว่ากี่ปี ประมาณ 30 ปีเห็นจะได้ ผู้เขียนเดินทางไปเก็บข้อมูลทำวิจัยในประเทศจีน รู้สึกแปลกใจที่ถนนหนทางเงียบผิดปกติ เวลาไปยืนรอไฟแดงเพื่อข้ามถนน รถมอเตอร์ไซค์จะวิ่งนำหน้ากันมาจอดรอไฟแดงเรียงหน้ากันเป็นแพ แต่ที่แปลกก็คือทุกคันมากันแบบเงียบกริบ ไม่ส่งเสียงดังแปร๋น ๆ เหมือนแต่ก่อน ทราบภายหลังว่ารถถีบ 2 ล้อในจีนถูกปรับเปลี่ยนขึ้นชั้นมาเป็นรถจักรยานไฟฟ้ากันหมดทั้งประเทศแล้ว ผู้เขียนซึ่งปกติตอนอยู่เมืองไทยมักอารมณ์บูดจากเสียงมอเตอร์ไซค์ที่บิดคันเร่งแข่งกันเสียงดังสนั่นหวั่นไหว พอได้เห็นมอเตอร์ไซค์ไร้เสียงครั้งนั้นก็อดคิดไม่ได้ว่า ทำไมเรื่องแค่นี้จีนทำได้แต่เราทำไม่ได้ นอกจากทำไม่ได้หรือไม่ทำแล้ว ความสาหัสจากรถมอเตอร์ไซค์ในเมืองไทยทุกวันนี้มีแต่เลวร้ายลงกว่าเก่า ด้วยธุรกิจ “delivery“ ที่เกิดขึ้นหลังโควิดเพื่อไม่ให้คนต้องออกเจอกันนอกบ้าน

จักรยานไฟฟ้าที่เกิดขึ้นนานนับสิบ ๆ ปีของจีน เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าจีนมีวิสัยทัศน์ยาวไกลในเรื่องสิ่งแวดล้อม หลังจากได้รับความสำเร็จจากการเปลี่ยนรถมอเตอร์ไซค์แบบใช้น้ำมันเป็นรถจักรยานไฟฟ้าแล้ว จีนก็ไปต่อกับกับการบุกเบิกอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแทนรถยนต์สันดาปภายในที่ใช้น้ำมัน ขณะนั้นตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามีอยู่แล้วหลายยี่ห้อ เช่น “Volkswagen” ของเยอรมัน “Toyota” ของญี่ปุ่น “Tesla” ของอเมริกา แต่ความนิยมยังไม่แพร่หลาย เพราะราคาแพงมาก อุปกรณ์อำนวยความสะดวกเช่น สถานีชาร์จแบ็ตก็ยังไม่พร้อม แต่จีนก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เริ่มต้นครั้งแรกด้วยการร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติก่อนหลังจากที่จีนเข้าเป็นสมาชิก WTO .ในปี 2001 แล้ว หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ เรียนรู้และพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองขึ้นมา สิบปีผ่านไปหลังเข้า WTO สถิติในปี 2009 ชี้ว่าจีนสามารถขายรถยนต์ไฟฟ้าแซงหน้าอเมริกาแล้ว

จีนถือว่าอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นเศรษฐกิจหลักอย่างหนึ่งของจีน จึงพยายามทะลวงช่องว่างในขณะที่ตลาดโลกยังเปิดกว้างให้กับรถยนต์พลังงานใหม่ที่เรียกว่า “รถ EV” ที่ใช้แบตเตอรี่เป็นพลังงานแทนน้ำมัน จีนทุ่มงบประมาณให้กับผู้ผลิตรถยนต์ EV ด้วยการให้เงินอุดหนุนบ้าง ให้ส่วนลดด้านภาษีบ้าง ทำให้ราคารถไฟฟ้าอยู่ในระดับที่ประชาชนพอซื้อหาได้ ประกอบกับประชาชนก็มีกำลังซื้อสูงขึ้นด้วย การใช้รถยนต์ไฟฟ้าแทนการขี่จักรยานจึงเป็นฉากทัศน์ใหม่ที่เกิดขึ้น สถิติในปี 2019 จีนผลิตรถยนต์ได้ 26 ล้านคัน เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 1.2 ล้านคัน และยังตั้งเป้าว่าจะผลิตให้ได้ถึง 7 ล้านคันในปี 2025

ในทางกลับกัน อุตสาหกรรมรถยนต์ก็สร้างมูลค่าทางภาษีให้กับรัฐอย่างเป็นกอบเป็นกำ และช่วยผลักดันอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับรถยนตร์ให้เติบโตขึ้นมาด้วย เพราะรถยนต์แต่ละคันต้องการอะไหล่และอุปกรณ์ชิ้นส่วนนับพัน ๆ ชิ้น ห่วงโซ่การผลิตจึงขยายขอบเขตไปอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันจีนไม่เพียงแต่เป็น “ผู้ผลิต” รถยนต์ EV ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ยังเป็น “ตลาดรถยนต์” ใหญ่ที่สุดของโลกด้วย คนจีนวัยหนุ่มสาวเมื่อมีกำลังซื้อมักจะซื้อรถ EV เพราะรถ EV เป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย แบรนด์ใหม่ ๆ ที่จีนสร้างขึ้นมามีเป็นจำนวนมาก เช่น SIAC Motor, Dongfeng, FAW, Chang-an, แบรนด์เอกชนที่มีชื่อก็มี Geeley, Beijing Motor Group, Great Wall, BYD แบรนด์เหล่านี้กำลังบุกตลาดโลกรวมทั้งตลาดในไทยด้วย

เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ในงานมอเตอร์โชว์ที่กรุงเทพฯ ผู้ชมงานจำนวนมากร้อง “ว้าว!“ กับรถEV หลายยี่ห้อของจีนที่มาพร้อมรูปลักษณ์ที่เล็กกะทัดรัด แถมมีอุปกรณ์ดิจิทัลอัจฉริยะหลากหลายอย่างที่ทันสมัยภายในรถด้วย เชื่อว่าความนิยมรถไฟฟ้าในไทยมีแนวโน้มจะสูงขึ้น หลังจากที่เจ้าของแบรนด์รถต่าง ๆ พยายามแก้ปัญหาสถานีชาร์จแบตเตอรี่ให้มีจำนวนมากขึ้น ใช้เวลาในการชาร์จน้อยลง

ที่สำคัญรัฐบาลไทยเพิ่งประเทศเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า รัฐมีนโยบายจะลดภาษีและค่าธรรมเนียมให้กับรถยนต์ไฟฟ้า จะสนับสนุนการลงทุนให้กับผู้ผลิต ทำให้รถไฟฟ้าซึ่งแต่เดิมเคยมีราคาสูงถึง 3-4 ล้านบาท ลดลงมาอยู่ในราคาที่ซื้อหาได้ไม่เกินหลักล้าน ในโอกาสนี้ไทยกับจีนยังได้ลงนามความร่วมมือในการผลิตรถไฟฟ้ายี่ห้อ AION โดยจะใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกสู่ประเทศในเอเชียอาคเนย์ด้วย

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...