โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

แม็คโคร-โลตัส ลุยโมเดลใหม่ สาขา 2 in 1-ยกชั้นสู่โกลบอลเพลเยอร์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 มี.ค. 2566 เวลา 00.48 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. 2566 เวลา 00.48 น.

“สยามแม็คโคร” กางแผนลุยค้าส่ง-ค้าปลีก ไม่ยั้ง ประกาศทุ่ม 2.5-2.7 หมื่นล้าน ปูพรมสาขา “แม็คโคร-โลตัส” ไทย-ต่างประเทศ แจงเหตุผลเปลี่ยนชื่อใหม่ มุ่งย้ำไดเร็กชั่นธุรกิจ-ก้าวสู่โกลบอลเพลเยอร์เต็มตัว ยึดทำเลทองเลียบคลอง 2 เปิดแม็คโครคู่โลตัส ทดสอบตลาดเจาะ B2B-B2C พร้อมซุ่มศึกษาใช้ประโยชน์พื้นที่เปิดโมเดลใหม่ 2 in 1 ค้าปลีก ค้าส่ง ในพื้นที่เดียวกัน

นางเสาวลักษณ์ ถิฐาพันธ์ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจค้าส่งแม็คโคร และประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจสายงานบัญชีและการเงิน ร่วมกับนางภัทรวัลล์ สุกปลั่ง รองผู้อำนวยการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เจ้าของธุรกิจค้าส่ง แม็คโคร และธุรกิจค้าปลีก โลตัส เปิดเผยในงาน Opportunity Day (9 มี.ค. 2566) ว่า ปีนี้บริษัทจะใช้งบฯลงทุนประมาณ 25,300-27,500 ล้านบาท เพื่อขยายสาขา แบ่งเป็น ธุรกิจค้าส่ง แม็คโคร 13,100-14,100 ล้านบาท เพื่อเปิดสาขาในประเทศไทยเพิ่มประมาณ 12 สาขา อาทิ ฟู้ดเซอร์วิส 8 สาขา

ล่าสุดเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เพิ่งเปิดที่สนามบินน้ำ และอีโค พลัส หรือคลาสสิก อีก 4 สาขา ส่วนต่างประเทศจะมีการขยายสาขาในประเทศที่บริษัทได้ลงทุนอยู่แล้ว ทั้งอินเดีย จีน เมียนมา และกัมพูชา รวมกันประมาณ 4-6 สาขา และธุรกิจค้าปลีก โลตัส 12,200-13,400 ล้านบาท เพื่อเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ต 3-4 สาขา ซึ่งต้นปีที่ผ่านมาเปิดไปแล้ว 2 สาขา (ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ และ อ.สีคิ้ว นครราชสีมา) ส่วนซูเปอร์มาร์เก็ตทั้งในไทยและมาเลเซียรวม 10-14 สาขา และโลตัส โก เฟรช ที่เป็นสมอลล์ฟอร์แมต 100-150 สาขา

เพิ่มน้ำหนักรุกขายออนไลน์

นางเสาวลักษณ์กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังมีแผนจะลงทุนเพื่อปรับปรุงเรื่องการส่งสินค้าถึงร้านลูกค้า ซึ่งตอนนี้ยอดขายของธุรกิจออนไลน์ต่อยอดขายรวมอยู่ที่ประมาณ 10% แต่ปัจจุบันดีมานด์ของบริการดีลิเวอรี่ หรือออร์เดอร์ผ่านแม็คโครโปร หรือโลตัสแอป ค่อนข้างสูงมาก เพราะฉะนั้นจึงต้องเพิ่มกำลังและความสามารถในการส่ง โดยบริษัทมีเป้าหมายที่จะเห็นตัวเลขของยอดขายออนไลน์อยู่ประมาณ 15-20% ในอีก 3 ปีข้างหน้า

ที่ผ่านมาแม้ธุรกิจค้าส่งจะมีต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นบ้าง เนื่องจาก แม็คโคร มีการขายนอกร้าน มีการขายผ่านออนไลน์ แต่บริษัทมีแผนจะมีการลงทุนต่อเนื่อง โดยเน้นเรื่องเพิ่มประสิทธิภาพ รวมทั้งรองรับการที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ซึ่งกลุ่มลูกค้าแม็คโครส่วนหนึ่งก็เริ่มมีอายุขึ้น และอาจจะไม่สะดวกสบายในการเดินทางไปที่สาขา

“เราพยายามจะตอบสนองและอำนวยความสะดวกให้ลูกค้ากลุ่มนี้ ด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มให้สามารถสั่งซื้อผ่านโทรศัพท์ หรือผ่านคอมพิวเตอร์ และมีการลงทุนในเรื่องของการส่งของไปถึงร้านค้า การส่งของก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่มในเรื่องของค่าขนส่ง ค่าน้ำมัน ค่าคน แต่เราก็ไม่หยุดที่จะศึกษาว่าจะทำให้ใช้ค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ”

อย่างก็ตาม สำหรับปีนี้บริษัทต้องการจะผลักดันยอดขายธุรกิจค้าส่งให้เติบโตเป็นดับเบิลดิจิต หรือมากกว่า 10% ขึ้นไป ส่วนธุรกิจค้าปลีกแม้อาจจะเติบโตได้ไม่เท่าธุรกิจค้าส่ง เนื่องจากธุรกิจค้าปลีกก็จะเติบโตตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เป็นหลัก จึงตั้งเป้าการเติบโตไว้เพียง 4% ขณะเดียวกันก็จะมุ่งไปที่การพัฒนาความสามารถในเรื่องการใช้พื้นที่ในมอลล์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยในช่วงเดือน ม.ค. และ ก.พ.ที่ผ่านมา การเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม (Same Store Sales Growth&SSSG) ยังมีการเติบโตที่ดี โดยในส่วนของธุรกิจค้าส่งหรือ แม็คโคร ยังเติบโตเป็นดับเบิลดิจิต ขณะที่ธุรกิจรีเทล หรือโลตัส การเติบโตยังเป็นซิงเกิลดิจิต และในช่วงเดือน มี.ค. ในภาพรวมก็มีแนวโน้มที่จะเติบโตดีขึ้น

ซุ่มศึกษาโมเดลใหม่ 2 in 1

นางเสาวลักษณ์ยังได้กล่าวถึงการเปลี่ยนชื่อบริษัท จาก สยามแม็คโคร เป็น บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT (กำหนดวันประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2566 วันที่ 20 เม.ย. 2566) โดยย้ำว่า เนื่องจากตัวแม็คโคร บริษัทไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการขายในประเทศไทยเท่านั้น แต่มุ่งที่จะเป็นผู้เล่นในเอเชียด้วย เพราะฉะนั้นพอไปในชื่อของแม็คโคร ก็ทำให้ลูกค้าในต่างประเทศเข้าใจว่า สยามแม็คโครเป็นธุรกิจค้าส่งอย่างเดียว และอีกอันหนึ่งก็คือว่า ชื่อของแม็คโคร ไปได้ไม่ทุกประเทศในเอเชีย จึงมีการหารือกันว่า ถ้าจะเป็นโกลบอลเพลเยอร์เป็นบริษัทที่อยู่ในระดับนานาชาติ ก็อาจจะต้องส่ง messages ดังกล่าวออกไป และควรจะเป็นชื่อที่สามารถจะบอกถึงไดเร็กชั่นของธุรกิจว่า บริษัทไม่ได้ทำเฉพาะธุรกิจค้าส่ง แต่ยังทำธุรกิจค้าปลีกด้วย

ขณะเดียวกัน เนื่องจากกลุ่ม CP เองก็มีความชำนาญหลากหลาย รวมถึงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทก็พยายามที่จะใช้สิ่งที่เป็นประโยชน์เข้ามาพัฒนาในพื้นที่ของทั้งแม็คโครและโลตัสด้วย โดยที่ผ่านมาได้มีการทดลองโมเดลใหม่ ด้วยการเปิด โลตัส นอร์ธ ราชพฤกษ์ ซึ่งปรากฏว่าได้รับการตอบรับดีมาก นอกจากนี้ยังได้ทดลองเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ต พรีเมี่ยม Lotus’s Privé ก็ได้รับการตอบรับดีเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีอีกที่หนึ่งที่ยังไม่เคยเปิดตัว คือ การเปิดสาขาใหม่ของโลตัส ที่เลียบคลอง 2 ซึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ที่มีร้านค้าเช่ามากขึ้น ขณะที่แม็คโครก็ไปเปิดติด ๆ กัน ห่างกันแค่ปั๊มน้ำมัน ซึ่งการเปิดของทั้งโลตัสและแม็คโครดังกล่าวเป็นการตอบสนองความสะดวกสบายให้กับกลุ่มลูกค้า ทั้งลูกค้าที่เป็น B2B และลูกค้า B2C ซึ่งทั้งสองร้านก็ได้รับการตอบรับที่ดี ผลประกอบการดีกว่าเป้าหมาย และมองว่าถ้ารูปแบบนี้ได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าทั้ง 2 กลุ่ม

“เราอาจจะมองไปถึงในแง่ของประโยชน์ใช้สอยในสาขา ไม่ว่าจะเป็นแม็คโคร หรือโลตัส เรามีพื้นที่ มีที่ดิน ของตัวเองเยอะ อาจจะพัฒนาเป็นทั้งรูปแบบค้าปลีก ค้าส่ง อยู่ในอาคารเดียวกันได้หรือไม่ กำลังศึกษาอยู่ ขณะเดียวกันในกลุ่มนี้ก็จะมีเรื่องมิกซ์ยูส ซึ่งเรากำลังศึกษาอยู่ว่าถ้าองค์ประกอบ 3 อย่าง มาอยู่ในพื้นที่ของแม็คโคร และโลตัส เราจะสร้าง value เพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นมากขนาดไหน อันนี้ก็อยู่ในขั้นตอนการศึกษาอยู่”

ทั้งนี้ ปัจจุบัน บริษัท สยามแม็คโคร มีสาขาเครือข่ายมากถึง 2,805 สาขา แบ่งเป็น แม็คโคร 162 สาขา และโลตัส 2,643 สาขา มีพื้นที่รวมมากกว่า 2.67 ล้าน ตร.ม. และมีพื้นที่เช่ารวมมากกว่า 1 ล้าน ตร.ม. ตอนนี้บริษัทประกอบธุรกิจในเอเชียมากกว่า 9 ประเทศ มีกลุ่มลูกค้ารวมทั้งกลุ่มแม็คโครและโลตัส รวมกันกว่า 30 ล้านคน นอกจากนี้ยังมีแผนจะสร้างการเติบโต ทั้งสินค้าประเภท private labels และ fresh food

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปี 2565 ที่ผ่านมา แม็คโครได้เปิดไป 14 สาขา เป็นประเทศไทย 11 สาขา และต่างประเทศอีก 3 สาขา ส่วนโลตัสเปิดไป 92 สาขา และปีที่ผ่านมา บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้จากการขาย 447,182 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 188,552 ล้านบาท หรือ 72.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

นอกจากนี้ยังมีรายได้ค่าเช่าและรายได้จากการให้บริการศูนย์การค้า 13,477 ล้านบาท รายได้จากการให้บริการ 5,422 ล้านบาท และรายได้อื่น 3,050 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 21,949 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 14,212 ล้านบาท หรือ 183.7% และมีกำไรสุทธิ 7,697 ล้านบาท ลดลง 5,990 ล้านบาท ลดลง 43.8% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งได้รวมกำไรทางบัญชีจากการรวมธุรกิจแบบขั้นที่เกิดจากการรวมธุรกิจค้าปลีกเข้ามาเมื่อตุลาคม 2564 หากไม่รวมรายการดังกล่าว กำไรสุทธิของบริษัทและบริษัทย่อยเพิ่มขึ้น 10.4% จากปีก่อน ประกอบด้วยกำไรสุทธิของกลุ่มธุรกิจค้าส่ง 7,074 ล้านบาท และกลุ่มธุรกิจค้าปลีก 623 ล้านบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...