โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ฟ้าผ่า ‘เศรษฐา’ ตกสวรรค์ ถึงเวลา ‘แพทองธาร’ นั่งเก้าอี้ ‘นายกรัฐมนตรี’

The Bangkok Insight

อัพเดต 28 ธ.ค. 2567 เวลา 05.09 น. • เผยแพร่ 28 ธ.ค. 2567 เวลา 05.09 น. • The Bangkok Insight

ฟ้าผ่า "เศรษฐา ทวีสิน" ตกสวรรค์ ถึงเวลา "แพทองธาร ชินวัตร" ลูกไม้หล่นใต้ต้นของ "ทักษิณ ชินวัตร" นั่งเก้าอี้ "นายกรัฐมนตรี" คนที่ 31 ของประเทศไทย

22 สิงหาคม 2566 ประเทศไทยได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 หลังโบกมือลา "รัฐบาลลุงตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่อยู่มาอย่างยาวนาน หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง "เศรษฐา ทวีสิน" เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น "เศรษฐา" ประกาศจะขอทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีที่ไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย เป็นรัฐบาลที่จะทุ่มเท ทำงานหนัก รับฟังเสียงประชาชน นำความสามัคคีกลับคืนสู่คนในชาติ นำพาประเทศไปข้างหน้า และสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับลูกหลาน

แพทองธาร

หลังเข้ารับตำแหน่งได้ไม่ถึงสัปดาห์ "เศรษฐา" ได้ลงพื้นที่ตรวจราชการต่างจังหวัดทันที และตลอดการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี "เศรษฐา" นำคณะเดินทางไปตรวจราชการต่างจังหวัด และต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง จากสถิติพบว่าเพียง 6 เดือน นายเศรษฐาบินไปต่างประเทศถึง 15 ประเทศ อาทิ บรูไน สิงคโปร์ จีน ซาอุดีอาระเบีย ลาว สหรัฐอเมริกา ศรีลังกา ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เป็นต้น ระยะเวลารวม ๆ ประมาณ 52 วัน

เซลล์แมนสแตนด์ (ชิน)

"เรื่องของการไปต่างประเทศ จริง ๆ แล้วตนเองไปมา 15 ครั้ง กว่าครึ่งเป็นไฟลต์บังคับ เป็นเรื่องของการไปอาเซียน-เจแปน การลงนามเซ็นสัญญา FTA การเดินทางไปต่างประเทศ ไปเพื่อแนะนำตนเอง และที่สำคัญคือนำมาซึ่งความมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนไทย จากการลงทุนที่ต่างชาติเขาจะมาขยายการลงทุนที่ประเทศไทย แต่ว่าทุก ๆ อย่างใช้เวลา" นายเศรษฐาชี้แจงผ่านรายการ "คุยกับเศรษฐา" เทปแรก

จนเขาได้รับฉายา "เซลล์แมนสแตนด์(ชิน)" จากสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล

ตลอดระยะเวลาการทำงานมากกว่า 359 วัน เหมือนจะราบรื่นตลอด จนเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทย สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) จากกรณีเสนอชื่อนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งที่ขาดคุณสมบัติ ส่งผลให้วาระการดำรงตำแหน่งของนายเศรษฐาสิ้นสุดลงที่ 358 วัน นับจากวันที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 22 สิงหาคม 2566

แพทองธาร

สแตนด์ (ชิน) โบกมือลา (ชินวัตร) ตัวจริงรับไม้ต่อ

หลังต้องโบกมือลา "เศรษฐา" วันที่ 16 สิงหาคม 2567 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติ "เห็นชอบ" ให้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลชินวัตรโดยแท้ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ด้วยคะแนนเสียง 319 ต่อ 145 เสียง ถือเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ 2 ของประเทศไทยต่อจากนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้เป็นอา และเป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

"อุ๊งอิ๊ง" หรือ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เข้ารับตำแหน่งตอนอายุ 37 ปี เป็นบุตรสาวคนสุดท้องของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 "อุ๊งอิ๊ง" จบปริญญาตรีสาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท สาขาการจัดการโรงแรมนานาชาติ (International Hotel Management) จากมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ (Surrey University) ประเทศอังกฤษ

ภายหลังที่ประชุมสภาได้โหวตเห็นชอบให้เป็นนายกรัฐมนตรี "แพทองธาร" ได้แถลงเปิดใจ โดยระบุว่า ขอขอบพระคุณเสียงโหวตจากตัวแทนประชาชนทุกท่าน ยืนยันว่าจะทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่อะไรก็ตามที่ได้รับมอบหมาย และขอขอบคุณนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ทำงานหนักมาโดยตลอด เกือบ 1 ปีเต็ม เราทุกคนก็พร้อมที่จะทำงานหนักเพื่อพี่น้องประชาชนต่อไปเช่นกัน เชื่อว่าจะสามารถจัดการกับความกดดันได้ ส่วนมายด์เซ็ตที่เข้ามาทำงานทางการเมือง ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ดีที่สุด เก่งที่สุดในห้อง มีแต่คิดเสมอว่าเรามีแรงผลักดันที่ชัดเจน และมีทีมที่ดี มีความเข้มแข็ง มีความคิดไปในทิศทางเดียวกับเรา ถือว่าเรามีความโชคดีตรงนี้ และคิดว่าไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งตรงไหนก็ตาม เมื่อเรามีทีมที่ดีเราก็จะประสบความสำเร็จได้

แพทองธาร

มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี

โดยวันที่ "อุ๊งอิ๊ง" แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2567 นอกจากการประกาศ 10 นโยบายเร่งด่วนต้องทำทันทีแล้ว นายกรัฐมนตรีได้ประกาศคำมั่นสัญญา จนสื่อมวลชนประจำสภาเลือกให้เป็น วาทะแห่งปี 2567 คือ "..ทำให้คนไทย มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี.." จากวันนั้น วาทะดังกล่าวก็ยังเป็นคำที่ติดหู ติดปาก และติดใจประชาชนมาจนถึงวันนี้

แพทองธาร

"รัฐบาล (พ่อ) เลี้ยง"

ฉายาที่สื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลมอบให้ "รัฐบาลแพทองธาร" ในวันนี้ น่าจะบ่งบอกถึงสิ่งที่สังคมมองรัฐบาลนี้ได้อย่างชัดเจน สำหรับเหตุผลที่สื่อตั้งฉายานี้ให้นั้น เพราะ "ด้วยความเป็น "พ่อ" ของหัวหน้ารัฐบาล ยี่ห้อ "ทักษิณ ชินวัตร" ขึ้นชื่อดีกรีความรักลูกไม่น้อยหน้าใคร ทั้งปกป้อง เลี้ยงดู อุ้มชู ปูทาง จนได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศ เป็นลูกไม้หล่นใต้ต้น ที่มี DNA เดียวกันเป๊ะ จนไม่พ้นเสียงครหา รัฐบาลนี้ "พ่อคิด ลูกทำ" และไม่ใช่แค่การเลี้ยงดูลูกในสนามการเมืองเท่านั้น ยังลามไปถึงวาทะเลี้ยง "มาม่า" พรรคร่วมรัฐบาล ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า จนสะเทือนเลื่อนลั่น สะท้อนบทแบ็กอัพที่ไม่ใช่เลี้ยงลูกตัวเองเท่านั้น แต่เลี้ยงรัฐบาลให้เดินอยู่ในรอยด้วย"

แพทองธาร

"สามีเป็นคนใต้"

เมื่อนายกรัฐมนตรีเกิดข้อเปรียบเทียบว่าเลือกที่จะลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมภาคเหนือ แต่กลับละเลยการติดตามสถานการร์น้ำท่วมภาคใต้ จากประเด็นดังกล่าว ทำให้นายกรัฐมนตรีถึงกับร้อง "โอ้….." หลังจบคำถามของสื่อมวลชน พร้อมตอบด้วยเสียงหนักแน่นว่า คำว่าละเลยภาคใต้ สามีเป็นคนใต้ ครอบครัวสามีเป็นคนใต้ ถ้าละเลยคนใต้ ไม่รักคนใต้ แต่งงานคนใต้ไม่ได้นะคะ ยืนยันคำตอบจากใจ ไม่ได้เลือกปฏิบัติกับประชาชนภาคใด เพราะเป็นนายกฯ ของคนทั้งประเทศ

จากคำตอบในครั้งนั้น ไม่วายถูกตั้งข้อสงสัยว่าเหตุที่ไม่ลงใต้ เพราะภาคใต้ไม่ใช่ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย ไร้ที่นั่ง สส. มานานหรือไม่ หลังเกิดกระแสดราม่า เมื่อกลับจากเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ "อุ๊งอิ๊ง" จึงเปลี่ยนใจควงสามีคนใต้บินลงพื้นที่นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี ในวันที่ 17 ธันวาคม 2567 ทันที

ณ วันนี้ถือว่าการทำงานของ นายกรัฐมนตรี "อุ๊งอิ๊ง" ลุล่วงมากว่า 4 เดือน เราได้เห็นความเต็มที่ ความขยันขันแข็งในการทำงานของนายกรัฐมนตรี พร้อมกับกระแสดราม่าต่าง ๆ ที่ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่คำถามที่เราต้องหาคำตอบในตอนนี้คือ 10 นโยบายเร่งด่วนต้องทำทันทีของนายกรัฐมนตรี "อุ๊งอิ๊ง" ไปถึงไหนแล้ว คนไทย มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี หรือยัง?

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...