โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

สาววัย 21 ปีถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกสูญเงินกว่า 3 แสนอ้างพัวพันคดีดัง และให้ถ่ายคลิปทำร้ายตัวเองส่งขู่พ่อแม่ จ.นนทบุรี

สวพ.FM91

อัพเดต 09 ม.ค. 2568 เวลา 22.44 น. • เผยแพร่ 09 ม.ค. 2568 เวลา 22.44 น.

สาววัย 21 ปีถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกสูญเงินกว่า 3 แสนอ้างพัวพันคดีดัง และให้ถ่ายคลิปทำร้ายตัวเองส่งขู่พ่อแม่ จ.นนทบุรี

เมื่อเวลา 19.00 น.วันที่ 9 ม.ค.68 ที่สภ.เมืองนนทบุรี นางเอ (นามสมมุติ) อายุ 49 ปี พร้อมสามี ได้พา น.ส.บี (นามสมมุติ) อายุ 21 ปี ลูกสาว เข้าให้ปากคำดับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนนทบุรี ว่าเมื่อวันที่ 7 ม.ค.68 น.ส.บี ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกว่า ไปผัวพันคดีของนายสามารถ เจนชัยจิตรวณิช ในข้อหาร่วมกันในคดีฟอกเงิน ทำให้ น.ส.บี แอบเอาเงินในบัญชีของครอบครัวโอนให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์สูญเงิน 3 แสนกว่าบาท

จากการสอบถาม น.ส.บี (เบลอหน้า) ทราบว่า ช่วงเย็นวันที่ 7 ม.ค.68 ได้มีโทรศัพท์เบอร์แปลกที่ไม่ได้บันทึกชื่อไว้โทรเข้ามาแจ้งว่า มาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตนจึงวางสายทันทีเพราะคิดว่าเป็นมิจฉาชีพ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จากนั้นได้มีโทรศัพท์อีกเบอร์โทรเข้ามาอีกครั้งและพูดด้วยเสียงแข็ง ว่าเมื่อกี้สายหลุดหรือตัดสายทิ้ง ด้วยความกลัวตนจึงบอกไปว่าสายตัดไปเอง ปลายสายจึงแจ้งว่าตนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินของนายสามารถ แล้วบอกตนว่าจะโอนสายไปให้คนที่มียศใหญ่เพื่อจะช่วยเหลือตน ให้ไม่ต้องเข้าไปมีรายชื่อเป็นผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว พร้อมกับบอกว่าตนเคยไปเปิดบัญชีธนาคารกรุงไทย ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ตนก็ตกใจเพราะไม่เคยไปเปิดบัญชีที่ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งระหว่างที่พูดคุยกันตนไม่รู้ว่าตอนนั้นเขาเป็นตำรวจจริงหรือไม่จริง ตนต้องการแสดงความบริสุทธิ์ว่าไม่ได้เป็นคนทำ เขาถึงต้องการมาสอบสวนตนว่าเป็นมาอย่างไร

น.ส.บี กล่าวต่อว่า จากนั้นได้มีการโทรผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์เข้ามาและชี้แจงรายละเอียดคดีแจ้งชื่อนามสกุลและเลขคดี แล้วแจ้งว่าเป็นตำรวจยศร้อยโท ก่อนวางสายไปต่อมาได้มีการโทรกลับมาเป็นวีดีโอคอล เป็นผู้ชายแต่งเครื่องแบบตำรวจด้านหลังมีหมวกตำรวจและป้ายกรมสอบสวนคดีพิเศษ หลังจากเขานั้นได้มีการส่งรูปและเอกสารของนายสามารถ มาให้เป็นรูปพาดหัวข่าว ตนจึงบอกว่าตนไม่รู้จัก ตำรวจได้บอกว่านายสามารถ ให้การซัดทอดว่าตนไปขายบัญชีธนาคารกรุงไทยให้เขา ตนบอกไม่มีเลขบัญชีตามที่บอก จากนั้นให้ตนเอาโทรศัพท์หันไปรอบห้องว่ามีใครอยู่หรือไม่ และยังพูดเล่นด้วยว่าสะสมของด้วย ตนคิดว่าเขาคงพูดทำให้ตนสบายใจไม่อยากให้ตนเครียดหรือวิตกกังวล

น.ส.บี กล่าวอีกว่า ขณะที่วีดีโอคอล ตนก็พยายามจะจับพิรุธว่าตำรวจเป็น AI หรือเปล่าเพราะตอนนี้ AI ทำเหมือนมาก แต่เห็นว่าลักษณะท่าทางและการขยับร่างกาย ตรงกันกับเสียงที่พูดคุยตรงกัน หลังจากคุยแล้วชายที่อ้างตัวเป็นตำรวจได้ถามว่ามีเงินและทรัพย์สินอะไรบ้าง ให้แจ้งมาทั้งหมด ตนบอกว่ามีเงินในบัญชีอยู่ประมาณ 1,500 บาท และมีเงินสดอีก 7,000 บาท ก่อนเขาจะเริ่มให้โอนเงินไปให้เพื่อทำการตรวจสอบ ตนบอกว่ามีเงินอยู่แค่นี้ เขาบอกให้ไปเอาเงินของพ่อแม่โอนมาตรวจสอบด้วย โดยพูดข่มขู่ต่างๆนาๆหากไม่หาเงินโอนมา พ่อกับแม่จะถูกดำเนินคดี ด้วยความกลัวตนเลยไปขอยืมโทรศัพท์ของพ่อมา แล้วโอนเงินจากแอปธนาคารขอพ่อจำนวน 21,000 บาท มาที่บัญชีของตน จากนั้นบัญชีของพ่อถูกบล็อกโอนเงินไม่ได้ ตนจึงโอนเงินให้ตรวจสอบได้แค่นั้น ต่อมาตนได้ไปยืมโทรศัพท์ของแม่โอนเงินจากแอปธนาคารของแม่มายังบัญชีของตน จำนวน 3 ครั้ง ครั้งละ 49,999 บาท และสแดนหน้าแม่อีก 1 ครั้ง จำนวน 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 249,997 บาท ก่อนจะโอนไปให้ตามที่ตำรวจบอก ทั้งหมด

นางเอ มารดาผู้เสียหาย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 68 ตนเลิกงานกลับถึงบ้านลูกสาวมาขอยืมโทรศัพท์ตนไปบอกว่าจะไปถ่ายงาน ต้องใช้โทรศัพท์ 2 เครื่อง ตนได้ให้โทรศัพท์ลูกไป จากนั้นลูกเอาเข้าไปในห้องหายไปนาน ตนก็ไม่ได้สงสัยคิดว่าเขาเอาไปถ่ายงานตามปกติ ตนจึงเอาไอแพด มาเล่น จากนั้นได้มีข้อความเด้งขึ้นมา เป็นการเคลื่อนไหวกับบัญชีธนาคาร มีเงินเข้ามา 30,000 บาท ก็แปลกใจว่าเป็นเงินอะไรเข้ามาได้อย่างไร สักพักลูกก็ถือโทรศัพท์มาหาตนบอกว่าแม่สแกนหน้าหน่อย ตนสงสัยสแกนอะไรตนก็ไม่ให้สแกน แต่แล้วลูกก็สแกนหน้าไปได้ แล้วพ่อเขาก็เดินมาบอกว่าเขาโดนลูกยืมโทรศัพท์ไปเหมือนกัน แล้วแอฟธนาคารของพ่อโดนบล็อก ซึ่งตอนนั้นพ่อเขาไม่ทราบว่าเงินได้ถูกเอาออกจากบัญชีไปแล้วหลักหมื่น จากนั้นตนเห็นว่าเงิน 100,000 บาทถูกโอนออกไป ตนจึงเดินไปเคาะห้องถามลูกว่า เงินออกไปได้ยังไง โดนคอลเซ็นเตอร์หลอกหรือเปล่า ลูกปิดห้องล็อคไม่ตอบอะไร ตนจึงไปยืนแอบฟังเหมือนลูกโทรศัพท์คุยกับใครอยู่ และเหมือนว่าคนที่คุยด้วยกำกับให้ลูกทำนั่นทำนี่ ต่อมาพ่อก็ไปเคาะถามว่าเอาเงินไปได้ยังไง ใครมาหลอก ลูกก็ตอบว่าเดี๋ยวจะบอกทุกอย่าง เดี๋ยวหลังเที่ยงคืนแล้วเงินจะกลับคืนมา จะบอกทุกอย่างให้พ่อกับแม่รู้

นางเอ กล่าวต่อว่า ต่อมาวันที่ 8 ม.ค.68 ตนไปทำงานและบอกกับยายไว้ว่าอย่าให้หลานออกจากบ้านเด็ดขาด จนกระทั่งลูกได้โทรมาบอกให้ตนเอาทองของยายไปขายแล้วเอาเงินใส่บัญชีไปให้หน่อย ตนถึงได้รู้ว่าลูกออกจากบ้านไปแล้ว ตนก็พยายามถามว่าอยู่ที่ไหนจะได้เอาทองไปใก้กับตัว แต่ลูกก็ไม่บอก จากนั้นลูกได้ส่งคลิปมาให้ตนดูว่าถือมีดคัตเตอร์จี้ที่คอ เพื่อขอให้ตนโอนเงินให้ ตนก็ใจไม่ดีห่วงลูกเพราะเขามีภาวะซึมเศร้าอยู่แล้ว ตนจึงได้ปรึกษากับทางตำรวจร้อยเวร ซึ่งทางตำรวจให้ตนใจแข็งไม่ต้องโอนเงินเพิ่มอีก ซึ่งตนเคยเห็นข่าวที่ผ่านมาว่าถ้าลูกไม่มีเงินก็จะกลับมา ส่วนเงินที่เข้ามา 30,000 บาทตนมาทราบภายหลังว่าลูกเบิกเงินจากบัตรเครดิตมาใส่บัญชีธนาคารตน เพื่อโอนให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์

สุดท้ายลูกไม่มีเงินจึงยอมบอกว่ามาเปิดห้องพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านถนนราชพฤกษ์ ตนกับสามีจึงได้ขับรถไปรับและพาเข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมืองนนทบุรี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...