โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘ไพลิน’ ซีอีโอ ‘มัลตี้ บิวตี้’ มองตลาดค้าปลีกความงาม ถึง ‘K-Wave’ จะแผ่วแต่ก็ยังไปต่อได้แรง

The Better

อัพเดต 06 ม.ค. 2568 เวลา 14.19 น. • เผยแพร่ 07 ม.ค. 2568 เวลา 03.10 น. • THE BETTER
‘มัลตี้ บิวตี้’ แบรนด์ร้านค้าปลีกความงามสไตล์เกาหลีของคนไทยที่เปิดสาขาแรกราว 8 ปีก่อนในย่านสยามสแควร์ ถึงวันนี้มีสาขา 10 แห่งแล้วพร้อมยอดขายโตต่อเนื่อง ท่ามกลาง ‘เรด โอเชี่ยน’ และคลื่นเกาหลีที่อ่อนแรง

ไพลิน อึ๊งพลาชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท มัลตี้ บิวตี้ จำกัด ย้อนเส้นทางการทำธุรกิจร้านค้าปลีกความงาม มัลตี้ บิวตี้ (Multy Beauty) เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ 7 ปีก่อน ซึ่งเธอ เล่าว่าได้ตัดสินใจลาออกจากงานประจำในสายอาชีพ ‘ดีเทลยา’ ที่แม้ว่าจะมีรายได้ตอบแทนที่น่าพอใจมากๆ แถมเธอยังตั้งท้องลูกสาวคนแรกอีกในช่วงนั้น

แต่ด้วย ‘Passion’ ความมุ่งมั่นที่อยากจะทำธุรกิจของตัวเองบบสุดๆ ทำให้เธอตัดสินใจไม่ยากมากนักกับการใช้เงินลงทุนในก้อนแรกหลักแสนบาท มาสร้างธุรกิจขึ้นเป็นของตัวเอง

ถึงในปี 2568 นี้ ‘มัลตี้ บิวตี้’ ได้เดินทางเข้าสู่ปีที่ 8 แล้ว

สำหรับชื่อร้าน ‘Multy Beauty’ ไพลิน ได้บอกเล่าที่มาจากคำว่า Multi ความหลากหลายของสินค้าความงามแบรนด์เกาหลี ที่นำเข้ามาจำหน่ายในร้าน และเอามาปรับรูปการออกเสียงคำใหม่จนกลายเป็นชื่อร้าน มัลตี้ บิวตี้ ในที่สุด

ผู้บริหารสาว ฉายภาพให้เห็นพร้อมเสริมว่า “ช่วงสิบปีก่อนกระแสเค-ป๊อปในไทยมาแรงมาก บวกกับความชอบส่วนตัวในศิลปินเกาหลียุคนั้น ซึ่งก็มาพร้อมกับเทรนด์การแต่งหน้าสไตล์เกาหลี ที่โชว์งานผิวด้วยสกินแคร์และรองพื้นผิวด้วยคุชชั่นที่เราหาซื้อในไทยไม่ได้ที่สร้างแรงบันดาลใจให้อยากเปิดร้านเพื่อทำตลาดสกินแคร์และเมคอัพแบรนด์เกาหลีขึ้นมา”

‘ฟังเสียงลูกค้า’ ยังได้ผลเสมอ

เธอ บอกว่าในช่วงแรกของการทำธุรกิจร้านมัลตี้ บิวตี้ ยังเป็นการลองผิดลองถูก เริ่มตั้งแต่การเปิดสาขาแรกอยู่ที่ตึกโรงภาพยนต์ลิโด้ สยามสแควร์ ในคูหาขนาดพื้นที่ 12 ตร.ม. ด้วยเงินลงทุนก้อนแรกหลักแสนบาท เพื่อนำมาใช้ทั้งการตกแต่งร้าน และ เป็นทุนหมุนเวียนจัดหาสินค้ามาขายในร้านช่วงนั้นที่มีอยู่ราวกว่าสิบแบรนด์

“วันแรกขายไม่ได้เลย ส่วนหนึ่งมาจากผังของร้านคือลูกค้าที่เข้ามาแล้วต้องรอเดินออกไปก่อน หมุนเวียนไม่สะดวก รวมถึงการดิสเพลย์สินค้าเครื่องสำอางที่ทำชั้นวางที่ลึกมากไปทำให้แต่ะไอเทมสินค้าไม่โดดเด่น”

แต่จากความอึดและอดทนของตัวเองที่พร้อมจะไปต่อในการทำธุรกิจ พร้อมมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นที่ได้จากลูกค้า ‘มัลตี้ บิวตี้’ สม่ำเสมอ ที่ต่อมาได้กลายมาเป็นผู้แนะนำในด้านต่างๆ รวมถึงสินค้าที่ต้องการจากมัลตี้ฯ ซึ่งก็พร้อมจัดหามาให้ได้ตลอด เป็นแรงผลักดันให้กลายเป็นจุดแข็งของร้านในฐานะร้านค้าปลีกความงามแบรนด์เกาหลีที่แตกต่างไปจากร้านอื่นๆในยุคนั้น และใช้เวลาราว 1-2 ปี จึงได้ขยับขยายไปร้านใหม่ในย่านนี้ ด้วยขนาดมีพื้นที่ใหญ่กว่าเดิมถึง 2 เท่าตัว

เรียกได้ว่า มัลตี้ฯ เติบโตมาพร้อมกับฐานลูกค้ามาตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา จนถึงในปัจจุบันมีสาขาร้านเปิดให้บรริการร่วม 10 แห่ง ประกอบด้วย

  • สยามสแควร์ (2 สาขา)
  • ฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต
  • เมกา บางนา
  • แฟชั่น ไอส์แลนด์
  • ยูเนี่ยน มอลล์
  • ซีคอน ศรีนครินทร์
  • เดอะมอลล์ บางแค
  • อิมพีเรียล สำโรง
  • เดอะ เซ็นจูรี่ มูฟวี่ พลาซ่า

ความท้าทายธุรกิจ เมื่อคลื่นเกาหลีอ่อนแรง

ไพลินเล่าต่อว่าตลอดระยะเวลาการทำธุรกิจร่วม 8 ปีในปัจจุบัน ยังได้เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน ทั้งกลุ่มลูกค้าเดิมที่เติบโตมาพร้อมกับมัลตี้ บิวตี้ ที่มีช่วงวัยเปลี่ยนไปแล้วในปัจจุบัน รวมไปถึงการแข่งขันของตลาดร้านค้าปลีกความงามแบรนด์ใหม่ๆ ที่เข้ามาต่อเนื่อง เพื่อเจาะช่องว่างฐานลูกค้ากลุ่มเจนเนอเรชั่นใหม่ที่มีอายุน้อยลง

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนเป็นอย่างดีถึงโอกาสทางธุรกิจยังมีอยู่เสมอสำหรับผู้ที่มองเห็นและคว้าไว้ใด้ เช่นเดียวกับตัวเธอเมื่อครั้งตัดสินใจมาเป็นเจ้านายตัวเองด้วยความมุ่งมั่นพร้อมชุดคำสั่งว่า "ถ้าเราไม่รีบทำธุรกิจเองในตอนนี้ แล้วจะไปเริ่มตอนช่วงไหน?"

“ยิ่งเริ่มได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งมีโอกาสได้ลองในรูปแบบหลายๆวิธี เพื่อใช้เป็นประสบการณ์ในการทำธุรกิจได้มากขึ้น ด้วยมาถึงในวันนี้ ความเหนื่อยในการทำงานกลายเป็นสิ่งที่คุ้นเคยที่สร้างความสุขในการทำงานไปแล้ว” พร้อมเสริมอีกว่า

ต่อการดำเนินงานของ มัลตี้ บิวตี้ ในปีที่ 8 นี้ จะยังตอกย้ำตำแหน่งธุรกิจในฐานะร้านค้าปลีกความงามเครื่องสำอางแบรนด์เกาหลี ไว้อย่างต่อเนื่อง ด้วยมองว่าตลาด K-Beauty ความงามเกาหลีจะยังเป็นเทรนด์ต่อเนื่องไม่ได้น้อยลงแต่อย่างใด แม้ว่ากระแสคลื่นเกาหลี K-Wave จะเริ่มอ่อนแรงไปบ้างก็ตาม

“เค-บิวตี้ จะยังเป็นคีย์หลักในตลาดเอเชียส่วนหนึ่งสะท้อนจากความเคลื่อนไหวของแบรนด์ความงามในยุโรปรายใหญ่ที่หันมาสนใจและเข้าซื้อแบรนด์เครื่องสำอางเอาหลีเพื่อโฟกัสการทำตลาดในภูมิภาคนี้มากขึ้น” ไพลิน กล่าว

ปี’68 มุ่งสู่ Top of mind Brand

ขณะที่ มัลตี้ บิวตี้ ถือเป็นเวนเดอร์ผู้ขายรายเล็กที่รวบรวมแบรนด์สินค้าความงามจากเกาหลีมาทำตลาดที่ผลักดันให้ธุรกิจเติบโตมาจากความแตกต่างในตลาดตลอดช่วงที่ผ่านมา พร้อมมองถึงความท้าทายของธุรกิจจากนี้ไป คือ การสร้างให้ มัลตี้ บิวตี้ เป็น ท้อป ออฟ มายด์ แบรนด์ ในกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ช่วงวัย 17-24 ปี จากไลน์อัปสินค้ากลุ่มเมคอัพ ที่สร้างยอดขายหลักให้กับร้านมาอย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ มัลตี้ บิวตี้ ยังวางแผนปรับพอร์ตสินค้าใหม่ โดยเพิ่มสัดส่วนกล่มสินค้าดูแลผิว (Skincare) เพื่อรองรับกระแสความงามแบบโชว์ผิวและเข้าถึงลูกค้าช่วงวัย 50-60 ปี ที่มีกำลังซื้อสูงและให้ความสำคัญในการดูแลตัวเองและความงามมากขึ้น จากกลุ่มลูกค้าหลักมีช่วงวัย 24-35 ปี ซึ่งเป็นฐานลูกค้าเดิมของมัลตี้ บิวตี้ ที่เติบโตมาพร้อมกับ

ขณะที่ในปี2568 มัลตี้ บิวตี้ จะปรับสัดส่วนกลุ่มสินค้าเมคอัพและสกินแคร์อยู่ที่ 50% เท่ากัน เพื่อรองรับความต้องการในทุกกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว จากก่อนหน้ามีสัดส่วนอยู่ที่ 70% และ 30% ตามลำดับ โดยปัจจุบันมัลตี้ บิวตี้ มีสินค้าวางจำหน่ายไม่ต่ำกว่า 300-400 แบรนด์ และมีการใช้จ่ายเฉลี่ย 600 บาท/บิล

โดยตลอดช่วงการทำธุรกิจที่ผ่านมา ไพลิน บอกว่ายังทำให้เธอมองเห็นโอกาสใหม่ในการทำธุรกิจที่ได้จากประสบการณ์ ที่นำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับความต้องการของลูกค้า หลังการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์เมคอัพต่างๆ บนผิวของตัวเอง แล้วต้องการทำความสะอาด ซึ่งจากโจทย์นี้ได้นำไปสู่การพัฒนาสินค้าไอเท็มแรก คือ คลีนซิ่ง (Cleansing) ภายใต้แบรนด์ ‘อึมกอน’ ที่วางจำหน่ายเฉพาะในช่องทางขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ของ มัลตี้ บิวตี้ เท่านั้น ซึ่งในอนาคตอาจมีแผนนำแบรนด์ดังกล่าวขยายสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในอนาคต

นอกจากการจัดพอร์ตสินค้าใหม่แล้ว มัลตี้ บิวตี้ ยังให้ความสำคัญในกลยุทธ์การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ CRM จากปัจจุบันมีฐานสมาชิกบัตร (Card Member) หลักล้านรายและมีการใช้จ่ายเป็นประจำ (Active) มากกว่า 50% แล้ว ที่จะนำไปต่อยอดในการบริหารสินค้าความงามที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุด

ขณะที่ในปีนี้ มัลตี้ บิวตี้ จะยังให้ความสำคัญในการทำตลาดทั้ง 10 สาขาในกรุงเทพฯ เป็นหลัก และอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายสาขาออกต่างจังหวัด ที่มีศัยภาพ เช่น เชียงใหม่ และ นครราชสีมา

พร้อมวางเป้าหมายทั้งด้าน รายได้ธุรกิจในปี 2568 อยู่ที่ 10% จากในปี 2567 ซึ่งมีการเติบโตมากกว่า 1 เท่าตัวในปีก่อนหน้า และการเป็น Top3 แบรนด์ร้านค้าปลีกความงามในใจผู้บริโภคชาวไทย ที่ผลักดันให้ธุรกิจมีรายได้ไปสู่หลักพันล้านบาท ได้ในอนาคต

ไพลิน กล่าวว่า การเดินทางของ มัลตี้ บิวตี้ ในปัจจุบันที่เข้าสู่ปีที่8 ด้วยจำนวนพนักงานรวมกว่า 40 คน จาก Day1 ในวันแรกที่มีพนักงาน 1 คนถ้วน คือ 'เธอเท่านั้น' ด้วยหากมองย้อนกลับไปต้องขอบคุณตัวเองจากความกล้าตัดสินใจ ที่จะลุกขึ้นมาเพื่อเป็นผู้ประกอบการในวันนั้น ซึ่งเธอบอกว่า ‘ยิ่งลงมือทำได้เร็วก่อนก็ยิ่งได้เปรียบกว่า’

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...