โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ศบ.ทก. จ่อเชิญทูตทหาร-ผู้แทนกองทัพต่างประเทศ รับฟังข้อเท็จจริง

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 21 ก.ค. 2568 เวลา 06.39 น.

ศบ.ทก. จ่อเชิญทูตทหาร-ผู้แทนกองทัพต่างประเทศ รับฟังข้อเท็จจริง พร้อมออก 3 มาตราการควบคุม นทท. ไทย-กัมพูชา เที่ยวตาเมือธม - ยืนยัน ทุ่นระเบิด pmn2 ไม่ใช่ของไทย

วันที่ 21 ก.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมแถลงผลการประชุมของคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา หรือ ศบ.ทก. เกี่ยวกับมาตรการในการตอบโต้ กัมพูชา

พลเรือตรี สุรสันต์ กล่าวว่า วันนี้ทางศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทยกัมพูชาจะแถลงข่าวให้ประชาชนทราบถึงการประชุมเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ในส่วนของด้านความมั่นคงมี 2 ประเด็น สืบเนื่องจากการพิสูจน์ทราบจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 เป็นผลมาจากที่หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 ของกองกำลังสุรนารี ได้ปฏิบัติการลาดตระเวนเพื่อคุ้มครองการเสริมสร้างเส้นทางทางยุทธวิธีจากฐานมรกตไปยังเนิน 481 โดยในพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ของอธิปไตยไทย และในวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา ก็เกิดเหตุการณ์โดยมีพลทหารได้ไปเหยียบกับระเบิดตามที่ปรากฏเป็นข่าวแล้วนั้น จากนั้นทางการก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการจัดหน่วยผู้เชี่ยวชาญด้านระเบิดเข้าไปพิสูจน์ทราบ โดยในวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา หน่วยดังกล่าวได้เข้าพิสูจน์ทราบในที่เกิดเหตุว่าจุดเกิดเหตุนั้นอยู่ห่างจากเส้นปฏิบัติการ 130 เมตร โดยจุดวางทุ่นระเบิดนั้นอยู่บนเส้นทางลาดตระเวนของฝ่ายไทย ที่เป็นการปฏิบัติตามแผนปกติอยู่แล้วในการลาดตระเวนตามแนวชายแดน เน้นย้ำว่าการลาดตระเวนนั้นทางฝ่ายไทยได้ดำเนินการตามปกติ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ จากนั้นหน่วยพิสูจน์ทราบได้พิสูจน์ทราบว่าหลุมระเบิดที่เกิดเหตุนั้นมีความกว้าง 69 เซนติเมตร ลึก 23 เซนติเมตร และพบเศษวัสดุของระเบิดชนิด pmn2 และได้พบทุ่นระเบิดชนิดเดียวกันนี้เพิ่มอีก 2 จุด จากการพิสูจน์ทราบในวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยจุดแรกอยู่ห่างจากต้นพยาสัตตบรรณราว 50 เมตร ใกล้กับคูเลตที่ทางทหารกัมพูชาเคยขุดไว้แล้วเป็นกรณีพิพาทกัน จุดนั้นตรวจพบอีก 3 ทุ่น ส่วนจุดที่ 2 พบเพิ่มอีก 5 ทุ่น ห่างจากจุดแรกประมาณ 100 เมตร รวมทั้งหมดในการพิสูจน์ทราบวันนั้นเจอทั้งหมด 7 ทุ่น จากการตรวจพบทุ่นระเบิดทั้งหมดยืนยันว่าเป็นระเบิดชนิด pmn2 มีสภาพใหม่พร้อมทำงาน ปรากฏตัวอักษรชัดเจนบริเวณข้างทุ่นระเบิด ซึ่งทุ่นระเบิดชนิดนี้ประเทศไทยและกองทัพไทยไม่เคยมีในสารระบบยุทโธปกรณ์ นอกจากนั้นหลักฐานที่ชัดเจนอีกหลักฐานหนึ่งว่าเป็นทุ่นระเบิดชนิดใหม่ คือ สภาพของจุดที่วางระเบิดนั้นยังไม่มีวัชพืชหรือรากไม้ใดๆ ขึ้นปกคลุม และพบร่องรอยของการขุดหลุมวางทุ่นระเบิดด้วย

ทั้งนี้ ในปี 2565 ทางกองทัพได้ดำเนินการกวาดล้างทุ่นระเบิดในพื้นที่บริเวณช่องบก โดยไม่ตรวจพบระเบิดชนิด pmn2 แต่อย่างใด ถือเป็นสิ่งบ่งบอกว่าระเบิดชนิดนี้เป็นระเบิดใหม่ ประเมินได้ว่า pmn2 ที่ตรวจพบนั้นเป็นการวางหลังเกิดเหตุการณ์ปะทะกัน เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ที่ที่ผ่านมา นอกจากนี้ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 ได้ตรวจพบระเบิดอีก 2 จุด เป็นระเบิดชนิด pmn2 เช่นเดียวกัน ในบริเวณพื้นที่ที่อยู่ห่างจากหลุมระเบิดหรือเหตุการณ์ที่เกิดระเบิด ประมาณ 20- 30 เซนติเมตร ซึ่งชี้ชัดว่ามีการวางใหม่เพิ่มเติม มีเป้าหมายเพื่อสังหารบุคคลและเป็นการละเมิดอนุสัญญาออสตาวาอย่างชัดเจน รวมถึงการรุกล้ำอธิปไตยของไทย

จากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ทางกองทัพได้ยกระดับมาตรการการปฎิบัติที่เข้มข้นขึ้น หน่วยในพื้นที่ได้รับคำสั่งให้เพิ่มความระมัดระวังในการลาดตระเวนในพื้นที่ และมีการเตรียมความพร้อมสูงขึ้นตามหลักการปฎิบัติของกฎการใช้กำลังของกองทัพ ในส่วนของระดับส่วนกลางทางกองทัพไทย โดยศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ได้ออกหนังสือประณามการกระทำดังกล่าวอย่างชัดเจนเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา และจะยังคงติดตามและมีมาตรการเพิ่มเติม ซึ่งในรายละเอียดต่างๆ นั้นตนจะชี้แจงในโอกาสต่อไป นอกจากนั้นทางกองทัพยังมีวาระที่จะเชิญผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารรวมถึงผู้แทนกองทัพประเทศต่างๆ มารับฟังคำชี้แจง เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงในเร็วๆ นี้ด้วย

ส่วนเรื่องของประสาทตามเมือนธม ที่เกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทางฝ่ายไทยและกัมพูชาได้ร่วมหารือกัน เพื่อแก้ไขมาตรการในการบริหารจัดการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งระหว่างนักท่องเที่ยวทั้งสองฝ่ายอย่างเช่นที่ผ่านมา โดยสรุปประเด็นที่เราได้ร่วมหารือกำหนดมาตรการดังนี้

1. หากมีมีปัญหาจากนักท่องเที่ยวเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาติใด ก็จะให้เจ้าหน้าที่ของชาตินั้นเป็นผู้จัดการ โดยจะเชิญตัวนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่

2. กรณีที่เป็นปัญหาในพื้นที่ การแก้ไขปัญหาให้ชุดประสานงานในพื้นที่ ซึ่งแต่ละฝ่ายมีการจัดไว้ 7 นาย ให้เป็นผู้ดำเนินการในการแก้ไขปัญหา ไม่มีการเรียกชุดกำลังเสริมหรือชุดอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องมาเพิ่มเติม ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าหรือลดการเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่าย

3. ขอให้ทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินการคัดกรองนักท่องเที่ยวของแต่ละฝ่ายก่อนที่จะขึ้นมาเยี่ยมชมประสาทตาเมืองธม

พลเรือตรี สุรสันต์ ยืนยันว่าทั้ง 3 มาตรการนี้ มีผลบังคับใช้แล้วและทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องร่วมกันในการดำเนินการด้วย นอกเหนือจากนี้ ฝ่ายไทยได้มีการกำหนดมาตรการเพิ่มเติมในการดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว โดยได้จัดชุดอาสาสมัครและทหารพรานหญิงมาอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมด้วย เนื่องจากเราเป็นห่วงนักท่องเที่ยวไทยที่มาเยี่ยมชมปราสาทตาเมือนธม อยากให้มีความปลอดภัย ซึ่งเป็นไปตาม motto ของทางศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า “รอบคอบ รอบด้าน ใช้สติ สร้างสันติ“

ด้าน นางมาระตี ระบุว่า กรณีกำลังพลของกองทัพบกไทย 3 นาย ซึ่งทำการลาดตระเวนตามปกติในดินแดนของไทยในพื้นที่บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี และประสบเหตุเหยียบกับระเบิดเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2568 ซึ่งส่งผลให้มีทหาร 1 นายได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง วันนี้ตามที่ประชุมศบ.ทก. ได้มีการหารือ โดยได้รับการรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ตรวจพบไม่มีการใช้และไม่อยู่ในคลังอาวุธของไทย เป็นทุ่นระเบิดที่วางใหม่ซึ่งเมื่อประกอบกับการประมวลข้อมูลและหลักฐานอื่น ๆ จากฝ่ายความมั่นคง ก็จะนำไปสู่ข้อสรุปได้ว่าเป็นการวางระเบิดสังหารบุคคลโดยฝ่ายกัมพูชา ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

นางมาระตี กล่าวอีกว่า กระทรวงการประเทศได้ออกแถลงการณ์เมื่อวานนี้ (20 ก.ค. 2568) ด้วย และขอย้ำอีกครั้งว่ารัฐบาลไทยขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลโดยฝ่ายกัมพูชา ซึ่งเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแผ่นดินของไทย และเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานที่สำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศที่ระบุไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ อีกทั้งยังเป็นการกระทำที่ละเมิดพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามระเบิดสังหารบุคคล อนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน กล่าวคือ 1.การมีอยู่ซึ่งทุ่นระเบิดนั้น 2.การวางซึ่งเป็นการนำไปใช้ในทางที่ผิดดังนั้นเพื่อรักษาท่าทีและผลประโยชน์ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินการในเรื่องนี้ดังต่อไปนี้

นางมาระตี กล่าวต่อว่า อย่างแรกกระทรวงการต่างประเทศจะประท้วงอย่างเป็นทางการ ที่เกิดขึ้นเป็นรายลักษณ์อักษรไปยังฝ่ายกัมพูชาเรื่องเนื่องจากเป็นการละเมิดอธิปไตยหลักกฎหมายระหว่างประเทศและมนุษยธรรมและพันธกรณีตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลและยังส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บถึงขั้นทุพพลภาพ ในขณะเดียวกันกระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินการตามกระบวนการของอนุสัญญาออตตาวาตามพันธกรณีของไทยที่เป็นรัฐภาคีที่มีความรับผิดชอบต่อประชาคมระหว่างประเทศที่จะต้องแจ้งการละเมิดอนุสัญญาต่อประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญา ซึ่งปัจจุบันประธานที่อยู่ในวาระคือประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำไปสู่การรับผิดชอบโดยกัมพูชา นอกจากนี้กระทรวงการต่างประเทศจะเดินหน้าต่อกับการชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นให้มิตรประเทศและองค์การต่าง ๆ รับทราบโดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อภารกิจด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของกัมพูชา เช่น ญี่ปุ่น นอร์เวย์ รวมถึงองค์การต่าง ๆ ที่มีบทบาทในเวทีของอนุสัญญาออตตาวาเอง และจะจัดการบรรยายสรุปคณะทูตประจำประเทศไทยในเรื่องนี้

นางมาระตี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในช่วงสัปดาห์นี้ รมว.ต่างประเทศ อยู่ระหว่างการเดินทางเพื่อเข้าร่วมการประชุมเวทีหารือทางการเมืองระดับสูงว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาตินครนิวยอร์ก และจะได้พบหารือกับผู้แทนระดับสูงจากประเทศต่าง ๆ เพื่อใช้โอกาสนี้ยืนยันจุดยืนของไทยต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะหลักการของไทยที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาโดยสันติ และการเจรจาผ่านกรอบทวิภาคี ดังที่แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศระบุไว้แล้วว่า ไทยขอเรียกร้องฝ่ายกัมพูชาให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมตามแนวชายแดนตามที่ นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้ตกลงกันไว้แล้วภายในกรอบทวิภาคี

ทั้งนี้เพื่อความมั่นคงและปลอดภัยของพื้นที่และของประชาชนของทั้ง 2 ฝ่าย

นางมาระตี กล่าวอีกว่า ขณะนี้เรากำลังดำเนินการเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิดเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2568 ซึ่งจะมีทั้งมิติด้านความสัมพันธ์ทวิภาคีและการดำเนินการตามกลไกและพันธกรณีระหว่างประเทศ แต่ขอเน้นย้ำว่าไทยยังคงยืนยันจุดยืนที่จะเจรจาทวิภาคีกับฝ่ายกัมพูชาเพื่อร่วมกันแก้ไขสถานการณ์ในเวลานี้ผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการเขตแดนร่วม (เจบีซี) การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (อาร์บีซี) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ฝ่ายไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าฝ่ายกัมพูชาจะให้ความร่วมมือในกรอบเหล่านี้อย่างจริงจังและสุจริตใจ โดยเริ่มจากการเข้าร่วมการประชุมเจบีซีครั้งต่อไป ที่กำหนดจัดในเดือนกันยายน 2568 ที่เราเชื่อมั่นว่าจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ความตึงเครียด อีกทั้งไทยพร้อมที่จะใช้กรอบทวิภาคีอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงของสองประเทศเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนทั้งสองประเทศ

นางมาระตี กล่าวอีกว่า ช่วงเวลาที่สถานการณ์มีความละเอียดอ่อนการสื่อสารในสังคมโดยเฉพาะในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ เช่น โดยบุคคลระดับสูงของฝ่ายกัมพูชา ที่บางครั้งอาจย้อนแย้งกันเอง ย้อนแย้งทั้งคำพูดและการกระทำซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดหรือสร้างความแตกแยกได้โดยไม่ตั้งใจ จึงขอให้มีการตรวจสอบข้อมูลก่อนนำขึ้นพื้นที่สาธารณะ ขอย้ำว่าการแถลงข้อมูลและการชี้แจงการดำเนินการของฝ่ายไทย เราเน้นการสื่อสารผ่านช่องทางทางการที่มีความรอบคอบ และมีความถูกต้องของข้อมูลบนพื้นฐานของกฎหมาย

นางมาระตี กล่าวอีกว่า เราไม่ได้ดำเนินการเพียงเพื่อให้เกิดความรวดเร็วแต่ไม่ได้สนใจความจริง ข้อเท็จจริง หรือเพียงเพื่อให้ได้รับความนิยมตามกระแสในสังคม โดยปราศจากความถูกต้องตามหลักการ ศบ.ทก. จึงขอให้สื่อมวลชนและประชาชนตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับอย่างรอบคอบและเชื่อมั่นในเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจากทุกหน่วยงานทั้งรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงที่กำลังทำงานกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดความสามัคคีกันระหว่างคนของเรากันเอง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ รวมถึงติดตามข้อมูลข่าวสารจากช่องทางทางการและแหล่งที่เชื่อถือได้

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...