ศึกการเมืองประชิด แพทองธาร รบภูมิใจไทยยึด มท.1-วิกฤตชายแดน-ภาษีทรัมป์
คอลัมน์ : Politics policy people forum
รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ทำงานเข้าเดือนที่ 8 แต่เหมือนอยู่มาแล้ว 4 ปี
เพราะเพียงแค่ 8 เดือน รัฐบาลมีศึก-มรสุมรอบด้านให้แก้ปัญหา
ทั้งศึกการเมืองภายในประเทศ ศึกที่ต้องเผชิญหน้ากับประเทศเพื่อนบ้าน และศึกการค้าระหว่างประเทศ
4 ฉากจบไทย-กัมพูชา
นาทีนี้หนีไม่พ้นเรื่องร้อนที่สุด ใหญ่ที่สุด ท้าทายฝีมือนายกฯไทย คือ ปัญหาพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ช่องบก อุบลราชธานี แม้ทั้ง 2 ฝ่ายจะนัดประชุมคณะกรรมการชายแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) เพื่อคลี่คลายวิกฤตในวันที่ 14 มิถุนายน ในการจัดการปัญหาพื้นที่ทับซ้อน หลังเกิดการปะทะกันบริเวณแนวชายแดน โดยฝ่ายไทยจากการประกาศของผู้นำประเทศ และภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ที่คุมกระทรวงกลาโหม ยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี ไม่ใช้ความรุนแรง ความร้อนแรงเข้าสู้ แต่ใช้น้ำเย็นเข้าลูบ
ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาได้ตัดสินใจที่จะส่งเรื่องข้อพิพาทเหนือพื้นที่เปราะบาง 4 แห่ง ได้แก่ ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาควาย กับพื้นที่มุมไบ ไปยังศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ โดยการประชุม JBC จะไม่มีเรื่องนี้เข้าไปอยู่ในวาระการประชุม ส่วนจุดยืนฝ่ายรัฐบาลไทยไม่ยอมรับเขตอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้วิเคราะห์ “ตัวแบบจำลอง” ที่จะเป็นผลลัพธ์ของ “วิกฤตการณ์ช่องบก” 4 ตัวแบบ
ตัวแบบที่ 1 “โลกสวยในอุดมคติ” คือ การเจรจาทางการเมืองของผู้นำประเทศทั้ง 2 จบลงอย่างชื่นมื่น และฝ่ายกัมพูชายอมถอนกำลัง และยุติการอ้างสิทธิที่เกินจากแนวที่กำหนดไว้ในแผนที่เส้นเขตแดน หรือความหมายของตัวแบบนี้ คือ “คุยแล้วจบหมด” และสถานการณ์ทุกอย่างกลับคืนสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว หรือจบในแบบเทพนิยาย คือ“Happy Ending”
ตัวแบบที่ 2 “ครึ่ง ๆ กลาง ๆ-คาราคาซัง” คือ ผลจากการเจรจานำไปสู่การถอนกำลังออกจากแนวคูเรด แต่ฝ่ายกัมพูชาจะไม่ยุติการอ้างกรรมสิทธิ์ดังกล่าว ตัวแบบนี้เป็นไปในแบบ “คุยแล้วจบชั่วคราว” และปัญหาอาจจะปะทุขึ้นอีกในวันข้างหน้า แต่ผลลัพธ์อาจจะดีที่สุดในระยะสั้น เพื่อให้วิกฤตการณ์คลายตัวออก และลดระดับความรุนแรงลง จนไม่กลายเป็นเงื่อนไขของสงครามชายแดน ตัวแบบนี้ อาจเรียกได้ว่า เป็นการถอด “ชนวนสงคราม” และผลักดันให้คณะกรรมการชายแดนของทั้ง 2 ฝ่ายคุยกันต่อไปในเรื่องของปัญหาเส้นเขตแดน
ตัวแบบที่ 3 “เจอกันบนศาล” คือ ผลจากการเจรจาไม่ประสบความสำเร็จ และเกิดการเรียกร้องให้นำข้อพิพาทขึ้นสู่การพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ “ศาลโลก” ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ตัวแบบนี้ คือ “คุยไม่จบ” อาจเทียบเคียงได้กับกรณีคดีประสาทพระวิหารในศาลโลก 2505
แต่ผลจากคำตัดสินของศาลโลก ไม่ว่าจะออกมาทางหนึ่งทางใด จะสร้าง “ความบาดหมาง” ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 2 ไปอีกนาน และกลายเป็นปัญหาที่ไม่จบในระยะยาว อีกทั้งคดีจะอยู่ในศาลเป็นระยะเวลาพอสมควร ไม่มีคำพิพากษาอย่างรวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายมาก
ตัวแบบที่ 4 “เจอกันในสนามรบ” คือ ตัวแบบนี้อาจจะมีการเจรจา หรืออาจไม่ทันได้เจรจากันจริงจังในระดับของฝ่ายการเมือง และสถานการณ์ขยายตัว จนควบคุมไม่ได้ และนำไปสู่ความรุนแรงในการใช้อาวุธ จนกลายเป็น “ความขัดแย้งที่มีการใช้กำลัง” ระหว่างประเทศ สำหรับตัวแบบนี้ มีคำตอบเดียว คือ “การรบ” กลายเป็นเครื่องมือในการแก้ไขข้อพิพาท ซึ่งไม่ใช่เป็นสิ่งที่ดีสำหรับอนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้ง 2 อย่างแน่นอน
หรือโดยนัยของตัวแบบนี้ คือ “คุยไม่จบหมดเลย” และนำไปสู่การล้มการเจรจา ปัญหาของตัวแบบนี้มีประการเดียว คือ สงครามชายแดนจะขยายตัวออกไปเพียงใด และจะสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศทั้ง 2 มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะความเสียหายในกรณีชีวิตทั้งของทหารและพลเรือน
งานหนักเกมยึด มท.
ขณะที่ศึกการเมืองภายในประเทศ ร้อนแรงพอ ๆ กัน เมื่อนายกฯแพทองธารยอมรับว่า มีการพิจารณาปรับคณะรัฐมนตรีแต่ยังไม่ 100% “มีการพิจารณาอยู่ในใจ พิจารณาอยู่”
ท่ามกลางกระแสข่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะยึดกระทรวงมหาดไทยคืนจากพรรคภูมิใจไทย โดยให้“ประเสริฐ จันทรรวงทอง” ไปนั่งเก้าอี้ มท.1 แทน เป็นการปล่อยข่าวในช่วงจังหวะที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกฯและ รมว.มหาดไทย เจ้าของรหัส มท.1 ติดภารกิจประชุมเกี่ยวกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่เมืองซูริก สวิตเซอร์แลนด์
แต่แน่นอนว่า ซีกภูมิใจไทยยังไม่ยอมคลายกระทรวงเกรดเอในมือง่าย ๆ เพราะกระทรวงที่พรรคเพื่อไทยนำมาแลกยังไม่สมน้ำสมเนื้อ ขณะที่คนในพรรคเพื่อไทยก็ยอมรับว่า หากเข้ามาคุมเก้าอี้ มท.1 ก็ไม่ใช่ “ของง่าย” เพราะนอกจากเหลือเวลาแค่ 2 ปี ในการปรับแผนการเมืองเชิงรุก ตุนกระสุน สร้างกระแส ทว่า ผ่านมา 2 ปี พรรคภูมิใจไทย วางคน ในมหาดไทยแล้วหลายจุด
ตั้งแต่ “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่คล้ายเป็นเงาตาม “อนุทิน” ไปทุกแห่งหน ที่เหลืออายุราชการอีกยาว 6 ปี คอนเน็กชั่นการเมือง “สิงห์ดำ” ไม่ต้องพูดถึง เกาะอยู่วงในฝ่ายอำมาตย์เก่าที่เคยเป็นกลไกหนึ่งทำให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เกิดเดดล็อก
อย่างน้อยก็เป็นรุ่นพี่-รุ่นน้องกับ “บิ๊กฉิ่ง” ฉัตรชัย พรหมเลิศ อดีตปลัด มท.ผู้มากคอนเน็กชั่น หนึ่งในมือเบื้องหลังพรรคโอกาสใหม่ ตั้งแต่สมัยอยู่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เมื่อ 10 กว่าปีก่อน
เครือข่ายภูมิใจไทย ยังวางถึงผู้ว่าราชการจังหวัดอีกหลายแห่ง-นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดหลายจังหวัด หากนายกฯและพรรคเพื่อไทยยึดกระทรวงมหาดไทยได้สำเร็จ การจะเข้ามาล้างเครือข่าย ยังต้องเหนื่อยอีกหลายยก
นับถอยหลังภาษีทรัมป์
ขณะที่ศึกการค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลยังต้องรอคอยการเจรจากับสหรัฐอเมริกา ที่ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 36% แม้ขณะนี้อยู่ในช่วง 90 วัน ที่ให้แต่ละประเทศเข้าแถวเจรจา มีเส้นตายที่จะกลับมาเก็บภาษีตามที่ประกาศไว้ ในวันที่ 8 กรกฎาคม
ทว่า ความคืบหน้าล่าสุดของไทย “มาริษ เสงี่ยมพงษ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือกับเอกอัครราชทูต Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐ แต่วัน วัน.เวลา น.ที่จะได้เจรจากับสหรัฐผ่านช่องทางออนไลน์ ยังไม่ได้ข้อสรุป ขณะที่ “พิชัย ชุณหวชิร” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ขอหารือกับนายมาริษ รมว.ต่างประเทศก่อน
ระยะเวลา-เส้นตาย ใกล้งวดเข้ามาทุกขณะ แบบหายใจรดต้นคอ
ขณะที่รัฐบาลยังต้องเผชิญศึกการเมืองในประเทศ-ศึกเพื่อนบ้าน ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลยังปั่นป่วนกับการเมือง เกมอำนาจภายใน ทำอะไรก็ดูยากยิ่งกว่ายาก
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศึกการเมืองประชิด แพทองธาร รบภูมิใจไทยยึด มท.1-วิกฤตชายแดน-ภาษีทรัมป์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net