"ภาษี" ที่นักลงทุนควรรู้ ก่อนลงทุนต่างประเทศ
ปัจจุบันนักลงทุนหันไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐฯ จีน เวียดนาม หรือยุโรป เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับพอร์ต และช่วยกระจายความเสี่ยงจากเศรษฐกิจในประเทศ แต่ขณะเดียวกันการลงทุนในต่างประเทศก็มาพร้อมเรื่อง “ภาษี” ที่นักลงทุนควรเข้าใจให้ชัดเจน
เดิมกรมสรรพากรกำหนดว่าผู้ที่มีรายได้จากต่างประเทศ หากนำเงินกลับเข้าไทยในปีภาษีเดียวกันต้องนำรายได้นั้นมาคำนวณภาษี ทำให้ที่ผ่านมาหลายคนจึงเลือกชะลอการนำรายได้ที่เกิดในต่างประเทศกลับเข้าไทยหลังจากผ่านปีที่เกิดรายได้นั้นไปแล้ว เช่น รายได้เกิดขึ้นในปี 2565 แต่รอนำเข้าไทยในปี 2566
แต่หลังจากวันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป กรมสรรพากรได้ปรับหลักเกณฑ์ใหม่ โดยระบุว่า บุคคลธรรมดาที่พำนักอยู่ในประเทศไทยครบ 180 วันในหนึ่งปีภาษี หากมีรายได้จากต่างประเทศ และนำเงินเข้าประเทศเมื่อใด จะต้องนำรายได้นั้นมาคำนวณภาษีในปีที่โอนเข้าประเทศทันที ไม่ว่าจะเป็นปีเดียวกับที่มีรายได้หรือไม่ก็ตาม
ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนต่างประเทศมีอะไรบ้าง?
1.ภาษีจากเงินปันผลหัก ณ ที่จ่าย (Cash Dividend Withholding Tax)
เงินปันผลจากหุ้นต่างประเทศจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายตามกฎหมายของแต่ละประเทศ เช่น หุ้นในสหรัฐฯ จะถูกหักภาษี 15% อย่างไรก็ตาม ไทยมี “อนุสัญญาภาษีซ้อน” กับหลายประเทศ ซึ่งช่วยให้สามารถนำภาษีที่จ่ายไปแล้วมาใช้เป็นเครดิตภาษีในไทยได้
2.ภาษีเงินได้จากการขายหลักทรัพย์ (Capital Gain Tax)
แม้บางประเทศ เช่น สหรัฐฯ หรือ ฮ่องกง จะไม่เก็บภาษีกำไรจากการขายหุ้นสำหรับนักลงทุนต่างชาติ แต่หากนักลงทุนนำกำไรกลับเข้ามาในประเทศไทย จะต้องนำกำไรมารวมเป็นเงินได้และเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้าในไทย
3.ภาษีอื่น ๆ
บางตลาดหุ้นมีภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่ต้องจ่ายเพิ่มเติม เช่น ภาษีขาขาย (Selling Tax), ค่าธรรมเนียมจากหลักทรัพย์ (SEC Fee), ค่าธรรมเนียมการถือครอง ADR, และภาษีอากรแสตมป์ (Stamp Duty) เป็นต้น
หากกำไรที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน (FX Gain) เช่น อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นเมื่อแลกกลับเป็นเงินบาท ส่วนต่างนี้ไม่ถือเป็นเงินได้ และไม่ต้องเสียภาษี
โดยสรุปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากเงินปันผลหรือกำไรจากการขายหุ้น หากเป็นรายได้จากต่างประเทศ เมื่อนำกลับเข้าประเทศไทยเมื่อใด ก็ต้องเสียภาษีทันที นักลงทุนจึงควรศึกษาอนุสัญญาภาษีซ้อนของประเทศที่ลงทุนไว้ และเก็บหลักฐานให้ครบ เพื่อใช้สิทธิเครดิตภาษีได้อย่างถูกต้อง เพราะการวางแผนภาษีล่วงหน้า จะช่วยให้คุณลงทุนได้อย่างมั่นใจ และรักษาผลตอบแทน “หลังหักภาษี” ให้คุ้มค่าในระยะยาว