กมธ.ประชุมลับ ถกชายแดนไทย-เขมร แนะตัดไฟก่อนประชุม JBC สร้างแตัมต่อเจรจา
โรม เชื่อปมไทย-กัมพูชา คุยแบบทวิภาคีสร้างบาดแผลน้อยที่สุด แนะตัดไฟก่อนประชุม JBC สร้างแต้มต่อให้ไทย พ่วงแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซัด‘นายกอิ๊งค์’ ต้องประกาศให้ชัด ความสัมพันธ์ส่วนตัวไม่มีวันใหญ่กว่าประเทศ
เมื่อเวลา 09.20 น. วันที่ 12 มิ.ย.2568 ที่รัฐสภานายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงวาระประชุมที่จะพูดคุยประเด็นชายแดนกัมพูชาว่า เป็นการประชุมลับ จากที่เราเคยลงพื้นที่ช่องจอม จ.สุรินทร์ เราได้เห็นสภาพความเป็นจริงว่าสถานการณ์ไทย-กัมพูชาเป็นสถานการณ์ที่เราควรเตรียมพร้อม ทั้งในแง่ยุทธศาสตร์ และทุกรูปแบบเอาไว้
การประชุมวันนี้จะไม่มีการบันทึกการประชุม ไม่มีการถ่ายทอดสด ไม่ให้เลขานุการและที่ปรึกษาเข้าร่วม อยากให้ทุกฝ่ายได้คุยกับกมธ.อย่างเต็มที่และตรงไปตรงมา หวังว่าข้อมูลตรงนี้ จะเป็นประโยชน์ในการที่เราจะร่วมมือกัน ระหว่างผู้ปฏิบัติ รัฐบาล สภาฯ
“ในวิกฤตนี้เราจำเป็นต้องรวมพลัง ที่จะแก้ปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้น เข้าใจว่าวิกฤตนี้ลุกลามบานปลาย และคิดว่าประชาชนตามแนวชายแดนเดือดร้อนก่อน ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน จากการลงพื้นที่สุรินทร์ ประชาชนเตรียมทำบังเกอร์ ดังนั้น สถานการณ์ตามแนวชายแดนตึงเครียดจริงๆ” นายรังสิมันต์กล่าว
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าทางออกที่จะพูดคุยกันแบบทวิภาคีระหว่างกัมพูชาและไทย ยังเป็นทางออกที่เป็นไปได้ และเชื่อว่าเป็นทางออกที่จะสร้างบาดแผลให้กับทั้ง 2 ชาติน้อยที่สุด การมองไปข้างหน้าที่ทำให้ 2 ประเทศ เห็นถึงความร่วมมือกันโดยเฉพาะการค้าชายแดน ในเรื่องเศรษฐกิจยังมีความเป็นไปได้ แต่ถ้าเราไปเลือกวิธีการอื่น ประชาชนตามแนวชายแดนทั้ง 2 ประเทศ ไม่มีใครได้อะไรเลย
เมื่อถามว่าประเด็นที่จะถามต่อหน่วยงานที่มาชี้แจง เป็นประเด็นที่จะนำไปพูดคุยในโต๊ะเจรจา JBC ด้วยหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เกี่ยวพันกับเรื่องที่จะนำไปพูดคุย เราต้องเข้าใจว่าสุดท้ายกัมพูชาต้องการอะไร ใช่ 3 ปราสาท 1 ช่องบกจริงหรือไม่ นี่คือสิ่งที่เราต้องพิจารณากันดีๆ ส่วนที่จะร้องศาลโลก เป็นสิ่งที่กัมพูชาต้องการจริงๆ ใช่หรือไม่ รวมถึงต้องเตรียมการเรื่องความมั่นคง
วันนี้ต้องคุยกันบนพื้นฐานของการมียุทธศาสตร์ และกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหมทำอะไร รวมถึงแนวทางการเจรจาวันที่ 14 มิ.ย.นี้จะเป็นอย่างไร
“ภาพที่ออกมาวันนี้ การประชุมวันที่ 14 มิ.ย.ดูเหมือนกัมพูชาไม่ค่อยอยากประชุม เขาไม่รู้สึกถึงความสำคัญขนาดนั้น แสดงว่าเกิดจากแต้มต่อเราน้อยไปหรือไม่ ดังนั้น ถ้าเราอยากให้เครื่องมือในการเจรจาได้ผล เราต้องสร้างแต้มต่อในการเจรจาให้ได้มากที่สุด คือการสนับสนุนจากทุกฝ่าย” นายรังสิมันต์กล่าว
ต่อข้อถามว่าก่อนถึงวันที่ 14 มิ.ย.มีการปรับกำลังทหาร เราต้องใช้ไพ่ใดเจรจา นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ไทยได้เปรียบมาตลอดคือเรื่องเศรษฐกิจตามแนวชายแดน เราอาจได้ดุลการค้าเขา แต่ต้องยอมรับว่ามีหลายภาคส่วนที่กัมพูชาเขามีความจำเป็น มีเศรษฐกิจที่อาจจะเทา เช่น กาสิโน ที่เป็นท่อน้ำเลี้ยง แต่ธุรกิจนี้ได้ใช้ประโยชน์จากคนไทยที่ไปทำงาน ไฟฟ้าและอินเตอร์เน็ตจากไทย
วันนี้มีข่าวออกมาว่าถ้าไทยตัดไฟฟ้าจะไม่ส่งผลกระทบกับกัมพูชา แต่ธุรกิจเหล่านี้ส่งผลกระทบแน่นอน โดยเฉพาะธุรกิจตามแนวชายแดน นี่ถือเป็นไพ่ที่สำคัญที่จะใช้ ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว ตัวที่ 1 คือแก้ปัญหาภายในประเทศ ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตัวที่ 2 ทำลายโครงสร้างแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ และตัวที่ 3 การสร้างแรงกดดัน และเพิ่มแต้มต่อให้กับการเจรจาของไทย
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการรักษาพยาบาล การทำงานของแรงงานข้ามชาติที่วันนี้เราต้องการการบูรณาการ และเราต้องใช้กลไกสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้เป็นประโยชน์ เบื้องต้นรัฐบาลต้องโฟกัสกับเรื่องความขัดแย้งระหว่างไทยกัมพูชาก่อน
“ส่วนเรื่องภายในรัฐบาล ไม่จำเป็นก็อย่าเพิ่งพูด มันไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน วันนี้ต้องสร้างความเข้มแข็ง ความเป็นเอกภาพ” นายรังสิมันต์ กล่าว
เมื่อถามว่าเรื่องตัดไฟตัดก่อนประชุมJBC หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ถ้าเราตัดไปก่อน ตนคิดว่าเป็นการเพิ่มแต้มต่อให้กับประเทศไทย แต่อาจจะมีผลกระทบหลายด้าน แต่สุดท้ายประเทศไทยต้องตัดสินใจในเชิงนโยบายอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อแก้ปัญหานี้ ไม่เช่นนั้นปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็ไม่จบ
ส่วนการทำงานทางการทูตต้องทำแบบเชิงรุกมากกว่านี้ใช่หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ใช่ วันนี้เราต้องคุยกันตรงไปตรงมา สายตาทั่วโลกมองว่ากัมพูชาเป็นประเทศเล็ก และมองว่าไทยไปรังแกเขาหรือไม่ เขาพยายามเอากรณีการเสียชีวิตของทหารกัมพูชาที่ถูกยิงบริเวณชายแดน เพื่อบอกว่าไทยรังแกเขา
ไทยต้องมียุทธศาสตร์ในเรื่องนี้ ต้องทำให้ต่างประเทศเห็นว่าความเป็นจริงคืออะไร ไทยไม่ได้ต้องการเริ่มต้นเรื่องนี้ กัมพูชาต่างหากที่เป็นผู้เริ่มต้น และไทยต้องมองถึงโอกาสและความเป็นไปได้ทางการทูต วันนี้เราคุยกับจีนแต่ทางกัมพูชามั่นใจเพราะได้รับอาวุธจากจีน ดังนั้น ต้องคุยจุดประสงค์กับจีนว่าต้องการอะไร อาจจะไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่จีนไม่ใช่ทุกอย่างของสมการนี้
เราต้องสร้างความเป็นไปได้ ทางการทูตใหม่ๆ เช่น ต้องคุยกับเวียดนาม หรือฝรั่งเศส เพื่อและอีกหลายประเทศเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ๆ ประเทศไทยต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ถ้ากัมพูชาได้อาวุธ แล้วประเทศไทยจะโดดเดี่ยวหรือไม่ ต่อให้เราโดดเดี่ยวเราก็ต้องทำงานเชิงรุก
“เราคาดหวังกับนายกฯ อยากเห็นนายกฯ มีบทบาทนำ ตอนนี้มีคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลเราและรัฐบาลพนมเปญ แต่ผมคิดว่านายกฯต้องใช้โอกาสนี้ประกาศให้ชัดว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวจะไม่มีวันใหญ่กว่าความสำคัญของประเทศชาติ ถ้านายกฯ ทำเรื่องนี้ดี จะได้รับความนิยมที่ดี ต้องจัดลำดับความสำคัญให้ดี” นายรังสิมันต์ กล่าว
อย่างการไปลงพื้นที่ที่ช่องจอม เป็นเรื่องดี แต่ไม่เห็นด้วยกับหัวข้อที่พูดคุยเรื่องการเปิด ปิดด่านให้ตรงกัน มองว่าไม่ใช่เวลา มีประเด็นอื่นที่สำคัญอีกมาก ที่นายกฯ ควรหยิบยกมาพูดคุย และสั่งการไปหน่วยความมั่นคง
วันนี้สิ่งที่เราต้องการที่สุดคือลดความตึงเครียดกับทั้ง 2 ฝั่ง และทุกฝ่ายต้องกลับมาพูดคุยกันแบบทวิภาคี ถ้ากัมพูชายังยืนยันที่จะไปศาลโลก ตนคิดว่าคุยกันลำบาก ดังนั้น การจัดลำดับของรัฐบาล มีความสำคัญมากต่อการไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชน ถ้าวันนี้ไม่มียุทธศาสตร์ วันที่ 14 มิ.ย. น่าจะลำบาก
เมื่อถามว่ามีการวิเคราะห์ว่าในกรณีของกัมพูชาอาจเกี่ยวโยงกับคดีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ รวมถึงมติของแพทยสภาในวันนี้ (12 มิ.ย.) นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เรื่องคดีจะเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ไปพิจารณาจากสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการ แต่สุดท้ายโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล หากพูดเรื่องการเมืองภายในประเทศคือความเชื่อมั่น หากประชาชนไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะใช้อำนาจหน้าที่ที่ตรงไปตรงมาชอบด้วยกฎหมาย การบริหารของรัฐบาลทุกเรื่องก็จะยาก
“รัฐบาลจะทำอย่างไรให้ประชาชนเชื่อว่าความสัมพันธ์ส่วนตัว เรื่องภายในครอบครัว ไม่ใหญ่กว่าเรื่องของผลประโยชน์ของชาติ เรื่องระบบกฎหมายกระบวนการยุติธรรม มันเป็นเรื่องใหญ่มาก ดังนั้นรัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องนี้ให้ได้” นายรังสิมันต์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้เข้าร่วมเข้าชี้แจงต่อกมธ. คือพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม และตัวแทนจากกระทรวงมหาดไทย สมช. ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศไม่ได้ส่งผู้แทนมาชี้แจง โดยให้เหตุผลว่าติดเตรียมข้อมูลเข้าร่วมประชุม JBC ในวันที่ 14 มิ.ย.
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กมธ.ประชุมลับ ถกชายแดนไทย-เขมร แนะตัดไฟก่อนประชุม JBC สร้างแตัมต่อเจรจา
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th