โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

หมอให้การชัด สทร.ไปกลับได้ ไม่ต้องพักยาว

ไทยโพสต์

อัพเดต 25 ก.ค. 2568 เวลา 21.29 น. • เผยแพร่ 25 ก.ค. 2568 เวลา 17.01 น.

ศาลฎีกาไต่สวนแพทยสภา 3 ปาก ยันอาการ “ทักษิณ” คดีชั้น 14 ไปกลับได้ ไม่ต้องนอนพักยาว “วิญญัติ” เตรียม “วิษณุ” ขึ้นไต่สวน 30 ก.ค. มั่นใจจะเป็นประโยชน์ในการวินิจฉัย

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ศาลฎีกานัดไต่สวนคดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 กรณีตรวจสอบข้อเท็จจริงการบังคับโทษคดีถึงที่สุด นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 6 โดยเป็นการไต่สวนพยานในส่วนของแพทยสภา 3 ปาก

โดยศาลเริ่มไต่สวนพยานในส่วนของแพทยสภา 3 ปากเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยของนายทักษิณ ซึ่งเป็นสาเหตุให้ส่งตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปรักษาที่ รพ.ตำรวจ โดยพยานปากที่ 1 ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา อุปนายกแพทยสภา ได้ให้ความเห็นหลังจากอ่านเอกสารทางการแพทย์เกี่ยวกับการรักษาตัวนายทักษิณว่า มาด้วยอาการเฝ้าระวังอาการโรคหัวใจ แต่พอมาถึง รพ.ตำรวจ กลับได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์อีกอาการหนึ่งที่ไม่ร้ายแรง และให้ความเห็นว่าไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล โดย ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.ประสิทธิ์ได้ทำเอกสารชี้แจงรายละเอียดถึงคำศัพท์ทางการแพทย์รวมทั้งความเห็นยื่นต่อศาล และศาลรับไว้ และให้ความเห็นเกี่ยวกับยารักษาโรคของนายทักษิณ รวมถึงใบเสร็จที่ต้องระบุถึงชื่อยา พร้อมตอบคำถามของนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัวของนายทักษิณ และยอมรับว่าไม่ทราบระบบและห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาลตำรวจ

ส่วนพยานปากที่ 2 เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์และไอซียู ได้ให้ความเห็นในทำนองเดียวกันว่า การรักษาจำเลยไม่จำเป็นต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาล สามารถไปกลับได้ โดยพยานปากที่ 3 คือ ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญศูนย์ออร์โธปิดิกส์ เบิกความว่า การรักษาไม่ใช่การรักษาแบบเร่งด่วน สามารถรอการผ่าตัดได้ โดยส่วนใหญ่แพทย์มักให้การรักษาเบื้องต้นด้วยการบำบัดและการทานยาก่อนการผ่าตัด โดยเป็นการผ่าตัดเล็กไม่เร่งด่วน สามารถรักษาตัวแบบไปกลับ ไม่จำเป็นต้องนอนที่โรงพยาบาล อีกทั้งการตรวจอาการแน่นหน้าอกก็ไม่พบความเกี่ยวข้องกับโรคที่แพทย์ รพ.ราชทัณฑ์กังวล และแพทย์ รพ.ตำรวจก็ไม่ได้ให้การรักษาอาการดังกล่าว และสามารถกลับไปอยู่ที่เรือนจำได้

โดยเมื่อไต่สวนเสร็จในวันนี้ ศาลมีคำสั่งให้ไต่สวนพยานบุคคลต่อไปในวันที่ 30 ก.ค. เวลา 09.30 น. โดยจะเป็นการไต่สวน ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า วันนี้แพทยสภาเป็นพยานไต่สวนการรักษาตัวนายทักษิณ โดยเปิดโอกาสให้ทนายความจำเลยซักถามได้เต็มที่ ทำให้ปรากฏความจริงชัดเจนขึ้นทั้งข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง และกระบวนการยุติธรรมได้ปรากฏให้ประชาชนเรียนรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นความถูกต้องอยู่ตรงไหน

“วันนี้คำวิจฉัยของแพทยสภาที่ออกมานั้นชอบแล้ว ไม่ได้ลงโทษสุ่มสี่สุ่มห้า มองว่ายังเบาไปด้วย เพราะพฤติกรรมไปช่วยคนคนหนึ่งทำให้กระบวนการแพทย์เสียหาย รวมทั้งความเสียหายของประเทศด้วย”

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่สงสัยกันว่านักโทษรายนี้ป่วยหนักจนต้องนอนโรงพยาบาลกว่า 180 วัน ถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็เรียกว่าตอกฝาโลงแล้ว ทุกอย่างสิ้นสงสัยแล้วว่าไม่ได้เป็นโรคร้ายแรง แม้เคยมีประวัติมาก่อน แต่ก็ไม่ใช่ฉุกเฉิน และแพทย์เจ้าของไข้ที่รับตัวไว้ก็ไม่ตรงกับโรคที่ป่วย และไม่ได้ตรวจโรคเฉพาะทางที่อ้างว่าป่วย

ด้านนายวิญญัติกล่าวว่า การให้ความเห็นของแพทย์ทั้ง 3 ราย ให้ความเห็นเกี่ยวกับโรคที่ไม่ร้ายแรง แต่ไม่ได้พูดถึงโรคร้ายแรง นอกจากนี้การที่มาให้การและศาลเรียกไต่สวนพยานหลายปาก อยากให้ลองนึกดูว่าถ้าญาติใกล้ชิดป่วยบ้างจะทำอย่างไร จะต้องส่งตัวออกไปรักษาไหม ไม่ได้เรียกร้องว่าจะต้องมาเห็นใจนายทักษิณ แต่พูดถึงกรณีทั่วไปที่ถ้าไม่เจอกับตัวเองก็คงไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร

นายวิญญัติกล่าวต่อว่า ครั้งหน้าจะเป็นครั้งสุดท้ายซึ่งเป็นพยานฝ่ายจำเลย คิดว่าไม่น่าจะข้ามไปถึงเดือน ส.ค. โดย ศ.ดร.วิษณุจะเข้ามาเป็นพยานเป็นที่ประจักษ์ข้อเท็จจริงและรู้ถึงการกลับมาประเทศไทย การรับตัว และข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ปรากฏอาการป่วยของนายทักษิณเป็นอาการป่วยของบุคคลสำคัญของประเทศ เนื่องจากเคยเป็นนายกฯ และเป็นการป่วยที่ต้องสืบค้นสาเหตุให้ได้ว่าเป็นจริงหรือไม่ ซึ่งในการไต่สวนครั้งสุดท้ายเชื่อว่าการให้ข้อเท็จจริงของ ศ.ดร.วิษณุ จะเป็นประโยชน์ในความเห็นของการวินิจฉัยต่อไป.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...