โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

สินค้าเกษตร ราคาตกต่ำ ซ้ำเจอพิษ " เงินบาทแข็งค่า "

The Better

อัพเดต 23 พ.ค. 2568 เวลา 10.33 น. • เผยแพร่ 23 พ.ค. 2568 เวลา 03.49 น. • THE BETTER
สินค้าเกษตรดิ่ง บาทแข็งทุบซํ้า “ข้าว มัน ยาง ปาล์ม ทุเรียน” ทิศทางราคาวูบต่อเนื่อง

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ในภาพรวมเวลานี้ราคาข้าวสารส่งออก และราคาข้าวเปลือกในประเทศปรับตัวลดลง โดยราคาข้าวขาว 5% ส่งออกของไทยล่าสุด (22 พ.ค.68) เฉลี่ยที่ 400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เทียบกับปีที่แล้วราคาเฉลี่ยที่ 500 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และเคยขึ้นไปถึง 600 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในบางช่วง ขณะที่ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรขายได้เวลานี้ ข้าวเปลือกเจ้า (รอบนาปรัง) เฉลี่ยที่ 6,000-7,200 บาทต่อตัน (ขึ้นกับค่าความชื้น) เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้วเกษตรขายได้เฉลี่ย 12,000 บาทต่อตัน

ราคาข้าวขาวส่งออกของไทยที่ปรับตัวลดลงในเวลานี้ มีปัจจัยสำคัญจากที่อินเดียได้กลับมาส่งออกข้าวในกลุ่มข้าวขาว จากปีที่แล้วเขาแบนการส่งออกเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวในประเทศ แต่ปีนี้อินเดียได้ประกาศกลับมาส่งออกข้าวขาวเต็มตัว และตั้งเป้าหมายจะส่งออกข้าวที่ 24 ล้านตัน จากปีที่แล้วส่งออก 17 ล้านตัน ขณะด้านดีมานด์ อินโดนีเซียที่นำเข้าข้าวปีที่แล้วกว่า 4 ล้านตัน ในจำนวนนี้นำเข้าจากไทยประมาณ 1.4 ล้านตัน ปีนี้เขาประกาศไม่นำเข้า เพราะปีนี้มีผลผลิตข้าวที่ดีในประเทศ และคาดจะเพียงพอต่อความต้องการ

ทั้งนี้หากผลการเจรจาภาษีตอบโต้ออกมาแล้ว ไทยถูกเก็บในอัตราสูง หรือในอัตราที่เสียเปรียบเวียดนาม จะทำให้ไทยส่งออกข้าวไปสหรัฐในปีนี้ได้ลดลง จากผู้บริโภคจะหันไปรับประทานข้าวหอมเวียดนามที่มีราคาถูกกว่าแทน และอาจจะส่งผลกระทบต่อราคาข้าวเปลือกหอมมะลิของไทยที่จะมีผลผลิต (ฤดูนาปี) ออกมาในช่วงปลายปีนี้ รวมถึงข้าวเปลือกชนิดอื่น ๆ ของไทยปรับตัวลดลง ซึ่งต้องจับตาต่อไป

ด้าน นายหลักชัย กิตติพล นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมยางพาราไทย กล่าวว่า ราคายางพาราของไทยในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ที่สหรัฐประกาศจะเก็บภาษีพื้นฐาน และภาษีตอบโต้ ส่งผลให้ราคายางพาราของไทยในทุกรายการปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าเกือบ 30% อย่างไรก็ดีหลังสหรัฐประกาศชะลอการขึ้นภาษีตอบโต้ไทยออกไป 90 วัน และประกาศปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าจีนลงเหลือ 30% ทำให้เวลานี้การค้ายางของไทยและของโลกมีความเชื่อมั่นมากขึ้น ส่งผลให้ราคายางที่เคยลดลง 30% เวลานี้ปรับขึ้นมาแล้วประมาณ 20%

โดยราคาน้ำยางสดเวลานี้ เฉลี่ยที่กว่า 60 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ยางก้อนถ้วย กว่า 50 บาทต่อ กก. ยางแผ่นดิบ 66 บาทต่อ กก. ยางแผ่นรมควัน 69 บาทต่อ กก. ซึ่งเทียบกับราคาช่วงเดียวกันของปีที่แล้วราคาถือว่าปรับตัวลดลง ทิศทางราคายางพาราไทยนับจากนี้ยังไม่แน่นอนว่าจะปรับตัวดีขึ้นหรือลดลง ซึ่งปัจจัยสำคัญคงต้องรอดูผลการเจรจาไทย-สหรัฐเรื่องภาษีตอบโต้ ที่จะครบกำหนด 90 วันที่สหรัฐได้ชะลอออกไปถึงวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 และการลดภาษีสินค้าจีนลงเหลือ 30% ที่จะครบ 90 วันในวันที่ 9 สิงหาคม 2568 ว่าสุดท้ายแล้วนโยบายของสหรัฐจะเป็นอย่างไร

หากครบ 90 วันที่สหรัฐลดภาษีให้จีนเหลือ 30% และยังทำสงครามการค้า หรือขึ้นภาษีกันต่อ อาจมีผลต่อราคายางพาราในประเทศและราคายางส่งออกของไทย เพราะทั้งสหรัฐและจีนเป็นตลาดส่งออกหลักยางพาราของไทย (ปี 2567 ไทยส่งออกยางพารามูลค่า 175,209 ล้านบาท ในจำนวนนี้ส่งออกไปจีนสัดส่วน 30% ไปสหรัฐ 11%) ซึ่งโดยส่วนใหญ่นำไปผลิตยางล้อรถยนต์ และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง

นายประกิต ประสิทธิ์ศุภผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้ผลผลิตปาล์มน้ำมันในเดือนพฤษภาคมได้ออกมาจำนวนมาก โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดว่าปี 2568 ผลผลิตปาล์มน้ำมันเดือนพฤษภาคมจะมีประมาณ 2.302 ล้านตัน คิดเป็นน้ำมันปาล์มดิบ 0.414 ล้านตัน เพิ่มขึ้นเดือนเมษายน แต่หลังจากนี้ไปอีกประมาณเดือนกว่าผลผลิตจะเริ่มลดน้อยลง

ส่วนทางด้าน นายสัญชัย ปุรณะชัยคีรี นายกสมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทยกล่าวว่า ขณะนี้ราคาทุเรียนเกรดส่งออกปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับ 105–115 บาทต่อ กก. แม้ยังถือว่าเป็นราคาที่เกษตรกรยังมีกำไรเมื่อเทียบกับต้นทุนที่เฉลี่ยอยู่ราว 30 บาทต่อ กก. ทั้งนี้หากสภาพอากาศยังคงมีฝนตกหนักต่อเนื่องในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงเก็บเกี่ยวที่เหลืออยู่กว่า 50% ก็อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพและราคาตลาดมากยิ่งขึ้น เวลานี้ราคาทุเรียนก็ลงไปเยอะ เพราะว่าฝนตกหนักทำให้ทุเรียนไม่ได้คุณภาพ ผู้ส่งออกเริ่มกังวลมีความเสี่ยงสูงขึ้น ราคาซื้อหน้าล้งก็ขยับลงเพราะกลัวขาดทุน แต่ราคาก็ยังถือว่าไม่ต่ำมาก อีกทั้งต้องรอดูสภาพอากาศซึ่งไม่มีความแน่นอน หากฝนตกเยอะขึ้นคุณภาพของทุเรียนก็น่าจะแย่ลง เพราะว่าปีนี้ผลผลิตมาก ด้านมังคุด เจอประสบปัญหาเนื้อแก้วไหลทําให้คุณภาพมังคุดแย่เหมือนกัน

ด้านสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่าในปี 2568 ภาคเกษตรจะมีความเสี่ยงจากความผันผวนทั้งผลผลิตและราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญ ๆ แม้ว่าในปี 2568 ผลผลิตเกษตรมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากปี 2567 เนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยมากขึ้น อย่างไรก็ดี ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ระดับราคาสินค้าเกษตรมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลดลง

สะท้อนจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรในไตรมาสแรกลดลง 1.0% เทียบกับการขยายตัว 7.2% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยเฉพาะราคาข้าวเปลือกที่ลดลง 8.2% ต่อเนื่องจาก 4.7% ในไตรมาสก่อน นับเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 3

สศช. คาดว่าราคาข้าวในปี 2568 มีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลงตามแนวโน้มราคาข้าวในตลาดโลก ซึ่งเป็นผลเนื่องจากสถานการณ์ผลผลิตข้าวจากผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลกทั้งอินเดียและเวียดนามที่เริ่มปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น ส่งผลให้สต๊อกข้าวมีแนวโน้มสูงขึ้น เช่นเดียวกับราคามันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อยที่ลดลง 41.2% 2.4% และ 21.8% ตามลำดับ

สำหรับมันสำปะหลังที่ราคาลดลงเนื่องจากปริมาณผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้น ขณะที่ความต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศเพื่อผลิตอาหารสัตว์ลดลงจนส่งผลให้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปรับตัวลดลง ส่วนราคาอ้อยปรับตัวลดลงตามราคาน้ำตาลในตลาดโลก

ขณะที่ ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร ช่วงไตรมาสแรกปี 2568 (ม.ค.-มี.ค.) การส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของไทยในภาพรวมปรับตัวลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยข้าวส่งออกมูลค่า 38,586 ล้านบาท ลดลง 33%, ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 27,384 ล้านบาท ลดลง 17%, ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง 23,077 ล้านบาท ลดลง 5% ขณะที่ยางพาราส่งออก 8,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...