เมื่อนิยาย ‘ชายรักชาย’ กลายเป็นภัยความมั่นคงของชาติ
Reporter Journey
อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 18.43 น. • เผยแพร่ 11 ก.ค. 2568 เวลา 05.08 น. • Reporter Journey“ฉันเคยเป็นเด็กดีในสายตาพ่อแม่มาโดยตลอด
แต่ในวันนั้นครอบครัวฉันอับอาย จนไม่อาจเงยหน้าขึ้นมาได้อีกแล้ว”
เมื่อนิยายวายกลายเป็นภัยของชาติ
โพสต์สุดท้ายก่อนที่จะถูกลบโดยรัฐบาลจีนของ ‘ผิงผิง อันอัน หยงฝู’ นักเขียนนิยายวายจีนที่ออกมาเล่าเรื่องราวที่เธอถูกจับกุมจากการเขียนนิยายวายหรือชายรักชาย
เรื่องราวเริ่มจากสำนักข่าว BBC รายงานข่าวที่ครึกโครมในคอมมูฯ นิยายวายว่าตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีนักเขียนนิยายวายทั่วประเทศจีนถูกจับกุมไปแล้วกว่า 30 คน ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นผู้หญิงในช่วงอายุ 20 ปี นี่เป็นสัญญาณของการกวาดล้างของรัฐบาลจีนต่อนิยายวายที่ขัดต่อกฎหมาย แต่นอกเหนือไปกว่านั้นบทความนี้จะชวนหาเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลจีนต้องใช้มาตรการที่เข้มงวดขนาดนี้ เพราะเรื่องราวนี้เป็นมากกว่าแค่ที่นิยาย ชาย-ชาย มันขัดต่อตัวกฎหมาย
เรื่องราวนี้เริ่มจากผู้ใช้บัญชี “ผิงผิง อันอัน หยงฝู” (Pingping Anan Yongfu) ออกมาเล่าเรื่องราวของตนผ่านโซเชียลจีน Weibo ว่าตนถูกจับกุมจากการเผยแพร่ “นิยายอีโรติกชายรักชาย” Movement นี้ของเธอทำให้มีผู้เขียนหลายเข้ามาแบ่งปันประสบการณ์อันเลวร้ายจากการจับกุม บางคนเล่าว่าถูกเปลื้องผ้าขณะสอบสวน บางคนถูกจับกุมขณะที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย
การเคลื่อนไหวของ “ผิงผิง อันอัน หยงฝู” และนักเขียนอีกหลายคนทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมจีนจนเกิดแฮชแท็ก #HaitangAuthorsArrested มีผู้เข้าชมมากกว่า 30 ล้านครั้งใน Weibo ก่อนจะถูกรัฐบาลจีนลบออกไป ทั้งบทสนทนาเกี่ยวกับเรื่องนี้และโพสต์ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย บทความของสื่อจีนชื่อดังก็ถูกลบ รวมทั้งบัญชีนักเขียนบางรายและชื่อบัญชี “ผิงผิง อันอัน หยงฝู” ก็ถูกลบเช่นกัน
นักเขียนนิยายวายเหล่านี้เผยแพร่งานเขียนบนแพลตฟอร์มไต้หวันที่ชื่อว่า Haitang Literature City เป็นแหล่งรวมนิยายแนว “ตันเหมย” (danmei) หรือ “ชายรักชาย” ที่มีเนื้อหาอีโรติก ปัญหาคือรัฐบาลจีนไม่สามารถจัดการแพลตฟอร์มของประเทศไต้หวันได้ เลยเลือกที่จะจัดการนักเขียนจีนที่เป็นประชาชนของตนและเป็นการ
”เชือดไก่ให้ลิงดู“ เพื่อเตือนนักเขียนนิยายรวมทั้งผู้อ่านคนอื่น ๆ ในจีนว่า หากไม่หยุดคุณอาจจะเป็นรายถัดไป
อะไรเป็นสิ่งกระตุ้นที่ทำให้รัฐบาลจีนเคลื่อนไหว?
ประชากรจีนหดตัวลง
VOA Thai ได้รายงานว่า จำนวนประชากรสุทธิในจีนเริ่มลดลงเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษมาตั้งแต่ปี 2023 และในสิ้นปี 2024 จำนวนประชากรลดลงถึง 1.39 ล้านคน ซ้ำคนเกิดใหม่ยังน้อย ทำให้จีนเผชิญปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ร่วมด้วยปัจจัยอื่น ๆ ทั้งการขาดแคลนแรงงาน ตลาดผู้บริโภคที่หดตัว รวมถึงยอดผู้อพยพจากภายนอกน้อยลง ล้วนแล้วแต่เป็นโจทย์ที่หนักหนาสำหรับรัฐบาลและระบบสวัสดิการสังคมของจีน
เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว จีนเคยเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะที่สุดในโลกด้วยวัฒนธรรมครอบครัวแบบขยาย แต่ประชากรจีนลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ
นโยบายลูกคนเดียว
ในปีค.ศ. 1979 รัฐบาลของเติ้ง เสี่ยวผิง (Deng Xiaoping) ประชากรจีนมีจำนวนเยอะที่สุดในโลก ทำให้รัฐบาลได้ออกนโยบายที่เข้มงวดเพื่อควบคุมประชากรไม่ให้เพิ่มขึ้นมากเกินไป เรียกว่า นโยบายลูกคนเดียว (One-Child Policy) คือ บังคับให้แต่ละครอบครัวมีลูกเพียงคนเดียว หากฝ่าฝืนจะมีโทษ จึงเกิดปัญหาทำแท้งหรือทอดทิ้งลูกผู้หญิง เนื่องจากสังคมจีนเชิดชูผู้ชาย แต่ระยะหลังประชากรจีนเกิดใหม่น้อยลง ทำให้จีนนับถอยหลังสู่สังคมผู้สูงอายุ รัฐบาลของสี จิ้นผิงเลยเปลี่ยนนโยบายให้สามารถมีลูก 2-3 เพื่อแก้ไขปัญหา แต่ก็ล้มเหลว เพราะต้นเหตุไม่ใช่แค่มีลูกได้หรือไม่
ค่านิยมทางสังคมเปลี่ยนไป
นโยบายลูกคนเดียวของจีนส่งผลกระทบลากยาวมาจนถึงปัจุบัน Statista รายงานว่าในปี 2024 ประชากรชายจีนมีมากกว่าประชากรหญิงถึง 30 ล้านคน จากความต่างของประชากรชายและหญิง ร่วมกับค่านิยมทางสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้สังคมของจีนพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ
(1) ผู้หญิงไม่ใช่ผู้ถูกเลือกอีกต่อไป
ตามทฤษฎีของชาร์ล ดาร์วินเกี่ยวกับ “ธรรมชาติคัดสรร“ ถ้าหากไม่ปรับตัวก็จะไม่สามารถอยู่รอดได้ ในสังคมจีนก็เช่นกัน จากเดิมที่ผู้หญิงเป็นฝ่ายรอให้ถูกเลือกในระบบแบบสังคมดั้งเดิม กลับกลายเป็นว่าผู้ชายต่างหากที่ต้องแข่งขันและปรับตัวเพื่อไม่ให้ถูก ‘คัดออก’ ในตลาดการแต่งงาน
(2) มีแนวคิด ’ถ่าง ผิง‘ หรือเรียกว่าการนอนราบ
จีนมีแนวคิดที่เรียกกันว่า ‘ถ่าง ผิง’ คือ ไม่แต่งงาน ไม่มีลูก มีสาเหตุมาจากค่าครองชีพ การแข่งขันที่สูง การกดทับทางสังคมจากการเป็นพ่อแม่ และปัญหาการทำงานที่มักกีดกันการเลื่อนตำแหน่งของพนักงานหญิงที่มีลูก เป็นค่านิยมที่คนสนใจอิสระมากกว่าภาระทางสังคม ไม่ต้องดิ้นรน ปลดปล่อยความเครียดจากการทำงานและความกดดันจากสังคม ใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ แนวคิดนี้เป็นภัยร้ายเพราะหากไม่เกิดการแข่งขันก็ส่งผลต่อเศรษฐกิจจีน
การที่รัฐบาลจีนพยายามแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับประชากรด้วยนโยบายต่างๆ แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จนั้น อาจทำให้รัฐบาลของสี จิ้นผิง หันมาใช้มาตรการที่เข้มงวดต่อนักเขียนนิยายวาย โดยอ้างถึงข้อหาผลิตและเผยแพร่สื่อลามกอนาจาร ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี หากพิจารณาจากเกณฑ์ที่กฎหมายนี้เน้นย้ำถึง "เนื้อหาที่อธิบายการมีเพศสัมพันธ์ของคนเพศเดียวกัน หรือพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศอื่นๆ อย่างโจ่งแจ้ง" มากกว่าการบรรยายของ ชาย-หญิง ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไป อย่างในงานเขียนของนักเขียนชื่อดังอย่างโม่เหยียน จึงคาดเดาได้ว่าการที่รัฐบาลจีนมุ่งเป้าไปที่นักเขียนนิยายวาย มีแรงจูงใจเบื้องหลังมากกว่าแค่การบังคับใช้กฎหมาย อาจเป็นความพยายามที่จะควบคุมเนื้อหาที่ขัดต่อค่านิยมดั้งเดิมและพวกเขา(รัฐบาลจีน)คิดว่ามีผลต่ออัตราการเกิดของประชากร ส่งเสริมให้คนรักเพศเดียวกันและปลูกฝังค่านิยมที่ขัดต่อรัฐบาลฯ
แม้ Movement นี้ของรัฐบาลสี จิ้นผิงจะสร้างแรงกดดันแก่สังคมนิยายวายจีน แต่ก็ยังมีนักเขียนจำนวนหนึ่งที่ยังยึดมั่นที่จะเขียนนิยายวายต่อไป เพราะโลกของนิยายวายเป็นพื้นที่ที่พวกเธอสามารถหลุดพ้นจากความเป็นจริงที่ผู้หญิงมักถูกผูกติดจากการเป็นแม่และภรรยา
เราจะไม่ปล่อยให้ ”ใครชี้นิ้ว“ กำหนดว่าตัวเราควรเป็นใคร ควรหรือไม่ควรรักใคร หนังสือเล่มไหนที่อ่านได้ ไม่ควรมีใครต้องถูกค่านิยมบังคับให้ต้องเป็น ‘แม่พันธุ์’ เพื่อเป็นเครื่องมือของรัฐในการควบคุมประเทศ