โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ” ลงชิงผู้ว่าธปท. รอบ 2 ชูปฏิรูปภาคการเงิน ยึดประชาชนเป็นหลัก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 08 มิ.ย. 2568 เวลา 17.13 น. • เผยแพร่ 08 มิ.ย. 2568 เวลา 10.13 น.

ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าธปท. ครั้งที่ 2 เผยอยากปฏิรูปภาคการเงิน นโยบายการเงิน และปรับเปลี่ยน ธปท. ให้ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางมากขึ้น ชี้ผู้ว่าธปท. คนใหม่ ควรสละเงินเดือนบางส่วนช่วยสังคม

8 มิ.ย. 2568 ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า นโยบายการเงิน นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน การกำกับดูแลสถาบันการเงิน และระบบการชำระเงิน ต้องมีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับพลวัตทางเศรษฐกิจการเงินโลก สามารถรับมือความท้าทายของสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ภายใต้สงครามการค้า การบริหารนโยบายการเงิน และมาตรการเงินนอกจากต้องดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและระบบการเงินแล้ว ต้องสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนด้วย

โดยมาตรการทางการเงิน ต้องสนับสนุนการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม บทบาทของธนาคารกลางต้องถูกปรับเปลี่ยนให้ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางมากยิ่งขึ้น การมีนโยบายการเงิน และนโยบายการคลังที่สอดประสานกัน จะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยสูงขึ้น โดยที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมาย ไม่ทำให้อัตราเงินเฟ้อหลุดกรอบเป้าหมายเช่นที่เกิดขึ้นในขณะนี้

ล่าสุด อัตราเงินเฟ้อเดือน พ.ค. ปรับตัวลดลงติดลบ -0.57% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีที่แล้ว เป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงเป็นบวกอยู่ เงินเฟ้อไทยต่ำที่สุดในอาเซียน โดยอยู่ในอันดับต่ำสุดอันดับ 7 ของโลก โดยคาดการณ์ว่าทั้งปี อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยน่าจะอยู่ต่ำกว่า 1% ภาวะดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยเข้าใกล้ภาวะเงินฝืดมากขึ้นตามลำดับ จึงมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินเพื่อลดความเสี่ยงภาวะเงินฝืดในอนาคต

*ดร. อนุสรณ์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยต้องการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ เพื่อแก้ปัญหาในมิติต่าง ๆ และเตรียมรับมือความท้าทายในอนาคต การปฏิรูปภาคการเงินเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการปฏิรูปเศรษฐกิจ และปฏิรูปประเทศ ภาคการเงินต้องรับใช้ประชาชน ต้องทำให้คุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ต้องทำให้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมดีขึ้น แข่งขันได้ ขยายตัวได้ โดยที่ระบบสถาบันการเงินมีความมั่นคง มีเสถียรภาพ และมีผลกำไรที่เหมาะสม*

นโยบายการเงินต้องสอดประสานกับนโยบายการคลัง การบริหารหนี้สาธารณะและนโยบายเศรษฐกิจอื่น ๆ เพื่อให้ประเทศบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง สนับสนุนการแก้ปัญหาหนี้ และส่งเสริมให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคเอกชน และภาคประชาชน นโยบายการเงินผ่านกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น (Flexible Inflation Targeting) โดยกรอบเป้าหมายควรมีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับพลวัตเศรษฐกิจภายใน และเศรษฐกิจโลกอย่างเท่าทัน โดยไม่ยึดมั่นถือมั่นต่อเป้าหมายหรือหลักเกณฑ์มากเกินไปจนขาดความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ดำเนินนโยบายการเงินให้เกิดความสมดุลมากขึ้น ระหว่างการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบยั่งยืน ใช้นโยบายดอกเบี้ยควบคู่มาตรการเงินอื่น ๆ ในการส่งเสริมให้เศรษฐกิจเติบโตเพิ่มขึ้น ลดภาระหนี้ให้ประชาชนและภาคเอกชน โดยมีเป้าหมายให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลงมาอยู่ที่ระดับ 70% ในปี พ.ศ. 2572 และทำให้โครงสร้างทางการเงินของภาคธุรกิจไทยเข้มแข็งขึ้น

บริหารนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนให้มีเสถียรภาพ และส่งเสริมภาคส่งออก ภาคท่องเที่ยวและการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพของการสื่อสารนโยบายการเงิน เพื่อให้เกิดประสิทธิผลต่อเป้าหมายระยะสั้น ระยะปานกลางและระยะยาวของนโยบายการเงิน โดยไม่ให้เกิดภาพความขัดแย้งกับหน่วยงานทางเศรษฐกิจอื่น ๆ และไม่ให้ลดทอนความเชื่อมั่นต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย

เปลี่ยนแปลงการบริหารทุนสำรองระหว่างประเทศ ด้วยการกระจายความเสี่ยงของการถือครอง หรือการลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆเพิ่มมากขึ้น จากความผันผวนของดอลลาร์ และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีความเสี่ยงทางด้านมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ส่งเสริมให้ "เงินบาท" เป็นทางเลือกในการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มบทบาท "เงินบาท" ในตลาดการเงินภูมิภาค

ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า นโยบายผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก เป็นเรื่องท้าทายและมีความสำคัญ ถือเป็นการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อุตสาหกรรมบริการการเงิน การลงทุนที่มีมูลค่าสูง เป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจส่วนหนึ่งที่จะทำให้ศักยภาพในการเติบโตของไทยสูงขึ้นในอนาคต และหากต้องการเป็นศูนย์กลางการเงินระดับโลกระดับต้น ๆ ควรต้องมีสินทรัพย์ของสถาบันการเงินไม่น้อยกว่า 200% ของจีดีพี

สำหรับความท้าทายของไทย ในการนำพา "กรุงเทพฯ" สู่ความเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลก มีดังนี้

  • ประการที่ 1 สภาพแวดล้อมทางธุรกิจเอื้อต่อการประกอบธุรกิจการเงินและการลงทุนหรือไม่
  • ประการที่ 2 ระดับการเปิดเสรีทางการเงินและการลงทุนอยู่ที่ระดับไหน
  • ประการที่ 3 ความพร้อมของบุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานของภาคการเงิน
  • ประการที่ 4 ความเชื่อมั่นและการยอมรับในการเป็นศูนย์กลางทางการเงิน เกี่ยวข้องกับวางระบบกฎหมาย
  • ประการที่ 5 ระบบความมั่นคงปลอดภัยในการให้บริการ และระบบความมั่นคงปลอดภับทางไซเบอร์ และธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศ
  • ประการที่ 6 การกำกับดูแล ความมีธรรมาภิบาลที่เป็นมาตรฐานสากล

ดร.อนุสรณ์ กล่าวว่า ธปท. ต้องดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบการผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบาย (Integrated Policy Framework: IPF) อย่างสมดุล ภายใต้เศรษฐกิจโลกที่มีแบ่งแยกขั้ว (Geoeconomic Fragmentation) กรอบนโยบายการเงินอย่างสมดุลนี้ ต้องครอบคลุมมิติเสถียรภาพด้านราคา มิติการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และมิติเสถียรภาพระบบการเงิน ต้องมีการผสมผสานนโยบายเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางที่ฟื้นตัวช้า ต้องยกระดับศักยภาพขององค์กรและบุคลากรของ ธปท. ปรับพันธกิจ โครงสร้างองค์กรให้สอดคล้องกับระบบการเงินแบบดิจิทัล ระบบการเงินแบบกระจายศูนย์ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี จะทำให้บทบาทหน้าที่ของ ธปท. เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

"จำเป็นต้องทบทวนระบบธนาคารกลางทั้งระบบ และปรับโครงสร้างองค์กร การพัฒนาให้ ธปท. ได้รับความน่าเชื่อถือสูงสุดและเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย ก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วในอีก 10-15 ปีข้างหน้าโดยมี "ประชาชน" เป็นศูนย์กลางเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ และประชาชน"

ดร. อนุสรณ์ ยังกล่าวในฐานะผู้สมัครเข้ารับการสรรหาตำแหน่งผู้ว่า ธปท. ด้วยว่า การอาสา สมัครเข้ารับการสรรหาการเป็นผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ครั้งนี้ของเป็นครั้งที่ 2 การอาสาครั้งนี้ เพื่อทำงานให้กับประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของระบบเศรษฐกิจการค้าเสรี ระบบการเงินโลก นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายทางด้านเศรษฐกิจ และแรงกดดันทางด้านการเงินการคลังเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้มีความมุ่งมั่นต้องการปฏิรูปภาคการเงิน นโยบายการเงิน และปรับเปลี่ยน ธปท. ให้ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางมากยิ่งขึ้น ผู้ว่าฯ ธปท คนใหม่ ควรสละเงินเดือนบางส่วนช่วยสังคมผ่านองค์กรต่าง ๆ รวมทั้งจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว จัดตั้งกองทุนเพื่อการปฏิรูปภาคการเงิน จัดตั้งกองทุนรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ เพื่อความเป็นธรรมและประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ

"จากเงินเดือน 1.1 ล้านบาทต่อเดือน เบี้ยประชุม 4.72 ล้านบาทต่อปี เมื่อพิจารณาถึงฐานะทางการเงินการคลังของประเทศ พิจารณาระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศ เงินเดือน และค่าตอบแทนของผู้ว่าธนาคารกลางของไทย สูงกว่าผู้ว่าธนาคารกลางของประเทศร่ำรวยหลายประเทศทีเดียว สมควรนำค่าตอบแทนบางส่วน มาช่วยเหลือกิจการสาธารณประโยชน์"

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ วงการธนาคาร ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...