Merkle Capital ชี้ 3 ปัจจัยพลิกเกมตลาดลงทุนครึ่งปีหลัง ส่องโอกาสตลาดคริปโทฯ
Merkle Capital มองเดือนกันยายนคือจุดเปลี่ยนสำคัญหลังเฟดจ่อลดดอกเบี้ยครั้งแรก ชี้ 3 ปัจจัยหนุน ทั้งสัญญาณเฟด, ความขัดแย้งอิสราเอล-อิหร่านที่ผ่อนคลาย, และสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่คลี่คลายลง หากทุกอย่างเป็นใจ ตลาดลงทุนครึ่งปีหลังสดใส พร้อมเห็นโอกาสตลาดคริปโทฯ ไทยหลังรัฐเว้นภาษี
19 มิถุนายน 2568 นายวรเมธ จันทร์เสน Investment Consultant บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด ผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวในสัมมนาในหัวข้อ “FED คงดอกเบี้ยตลอดครึ่งปีแรก เมื่อไหร่ถึงคิวเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อ?” ว่า ในช่วงครึ่งปีแรกแม้เฟดยังไม่ลดดอกเบี้ย แต่เดือนกันยายนคือจุดเปลี่ยนที่ต้องจับตา เพราะเป็นช่วงที่เฟดมีโอกาสลดดอกเบี้ยครั้งแรก ซึ่งอาจส่งผลต่อสินทรัพย์ทั่วโลก จาก 3 ปัจจัย ดังนี้
1. เฟดยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมล่าสุด พร้อมส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ (เดือนกันยายนและธันวาคม) แต่การลดดอกเบี้ยในรอบนี้เกิดขึ้น “ช้ากว่าที่คาด” เนื่องจากเฟดยังกังวลว่าเงินเฟ้ออาจกลับมาจากปัจจัยด้านสงครามการค้าของทรัมป์
ทั้งนี้ จาก Dot Plot ล่าสุด พบว่า เฟดคาดว่าจะลดดอกเบี้ยแค่ 2-4 ครั้งจากนี้จนถึงปลายปี 2027 ซึ่งหมายความว่าโลกอาจกำลังเข้าสู่ “โซนดอกเบี้ยต่ำสุด” ซึ่งเป็นจุดที่ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงมักเริ่มฟื้นตัว
2. ด้านกรณีความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน แรงกดดันต่อตลาดการลงทุนเริ่มลดลงแล้ว หากไม่มีประเทศที่สามเข้ามาแทรกแซง สถานการณ์ก็จะไม่ลุกลาม และจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน
3. สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของเฟด โดย สัญญาณจากทั้งสองฝ่ายเริ่มผ่อนคลายลงชัดเจน
ทั้งนี้แม้สหรัฐฯ จะยังคงประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าจากจีนสูงถึง 55% แต่จีนเองก็ไม่ได้ตอบโต้เต็มรูปแบบ และมีแนวโน้มใช้ “ดีลอื่น” เข้ามาคานน้ำหนักในทางปฏิบัติ
นายวรเมธ กล่าวว่า ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งจะครบกำหนด 90 วัน ของการ “พัก” มาตรการภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ ใช้เป็นระยะเวลาผ่อนคลายกับประเทศอื่นๆ โดยหากสามารถขยายเวลานี้ออกไปได้ อาจจะเป็นการเปิดทางให้เฟดลดดอกเบี้ย และลดแรงกดดันจากฝั่งเงินเฟ้อได้
อย่างไรก็ตาม หากการเจรจาล้มเหลว และสหรัฐฯ กลับมาเดินหน้าใช้มาตรการภาษีเต็มรูปแบบอีกครั้ง จะส่งผลโดยตรงต่อเงินเฟ้อ ทำให้แนวโน้มการลดดอกเบี้ยต้องชะลอลง
“จากทั้งสามปัจจัยอย่าง ดอกเบี้ยเฟด ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้า ในไตรมาส 3 คือช่วงที่น่าจับตามองที่สุด โดยเฉพาะเดือนสิงหาคม-กันยายนที่อาจกำหนดทิศทางนโยบายการเงินและตลาดการลงทุนตลอดครึ่งปีหลัง และหากเฟดลดดอกเบี้ยได้ตามแผน และภาษีไม่กลับมากดดันเพิ่ม ก็อาจช่วยคลายแรงกดดันต่อตลาดได้” นายวรเมธ กล่าว
สำหรับด้านตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับกำไรส่วนทุน (Capital Gains) จากการขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 ในระยะเวลา 5 ปี มองว่าเป็นการเพิ่มการตระหนักรู้ได้มากขึ้นอย่างแน่นอน และหากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ปรับเปลี่ยนกฎหมายเพื่อคุ้มครองนักลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลก็จะยิ่งทำให้ดีมานด์ไหลเข้ามาเพิ่มในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล
อย่างไรก็ตามปริมาณการซื้อขายในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของไทยยังน้อย แม้ว่าจะมีการปรับขึ้นมาบ้าง เพราะผลตอบแทน Altcoin หรือสินทรัพยดิจิทัลทางเลือกนอกเหนือจากบิทคอยน์ ยังไม่ค่อยดี ประกอบกับปัจจัยภายนอกและเศรษฐกิจไทยกดดัน ทำให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนยังไม่กลับมา แต่หากปัจจัยภายนอกคลี่คลาย กฎหมายไทยเอื้อต่อการลงทุน รวมทั้งเศรษฐกิจไทยกลับมาโตได้บ้าง จะทำให้ปริมาณการซื้อขายกลับมาแน่นอน