ปิดช่องแคบฮอร์มุซเสียหายเท่าไหร่? ประเทศไหนเดือดร้อน? ไทยพร้อมแค่ไหน?
ในเช้าวันที่ 22 มิถุนายน 2025 สหรัฐอเมริกาได้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในเวทีภูมิรัฐศาสตร์และตลาดพลังงานโลก เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีคำสั่งเปิดฉากโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านสามแห่ง ได้แก่ Fordow, Natanz และ Isfahan โดยอ้างว่าเป็นการทำลายภัยคุกคามจาก "ประเทศผู้สนับสนุนการก่อการร้ายอันดับหนึ่งของโลก"
การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังเหตุการณ์ที่อิสราเอลโจมตีกรุงเตหะรานเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ซึ่งได้ยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาคอย่างรวดเร็ว จนส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะยานขึ้นทันที สู่ระดับ 78.89 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนจุดยืนอย่างชัดเจนของทรัมป์ จากเดิมที่เคยปฏิเสธการแทรกแซงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กลับกลายเป็นการเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดอยู่เพียงการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ยังจุดชนวนความวิตกกังวลที่กำลังขยายตัว ว่าความขัดแย้งอาจยกระดับจนถึงขั้นที่อิหร่านตัดสินใจปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ผลลัพธ์ของการปิดช่องแคบดังกล่าวจะส่งแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจที่ไกลเกินกว่าภูมิภาคตะวันออกกลาง และอาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานในระดับโลกอย่างรุนแรง
แม้ว่าในปัจจุบันรัฐสภาอิหร่านจะลงมติสนับสนุนแผนการปิดช่องแคบฮอร์มุซแล้ว แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางของวิกฤตการณ์ที่โลกกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด
ความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซ: เส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก
ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) คือหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลก เส้นทางนี้ตั้งอยู่ระหว่างโอมานและอิหร่าน เชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมานและทะเลอาหรับ ซึ่งที่จุดแคบที่สุดของช่องแคบ มีระยะทางเพียง 21 ไมล์ หรือราว 33 กิโลเมตรเท่านั้น นี่จึงกลายเป็น "จุดคอขวด" ที่เปราะบางที่สุดของระบบขนส่งพลังงานโลก
ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ชี้ว่า มากกว่า 20% ของน้ำมันที่บริโภคทั่วโลก หรือประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงปี 2024 จนถึงต้นปี 2025 มีการคำนวณว่า กว่าหนึ่งในสี่ของการค้าน้ำมันทางเรือทั่วโลกเดินทางผ่านเส้นทางนี้ และในปริมาณดังกล่าว เกือบ 40% เป็นน้ำมันที่ส่งออกจากซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลก
ไม่เพียงแต่น้ำมัน ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นเส้นทางหลักของการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของโลกด้วย โดยประมาณ 20% ของการค้าก๊าซ LNG ทั่วโลกในปี 2024 ต้องผ่านช่องแคบนี้ โดยเฉพาะสินค้าที่ส่งออกจากกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
แม้บางประเทศในภูมิภาคจะพยายามสร้างเส้นทางสำรอง เช่น ท่อส่งน้ำมันในซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่ในความเป็นจริง เส้นทางเหล่านั้นยังมีขีดความสามารถจำกัด ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำมันทั้งหมดที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ หากเกิดวิกฤติที่ทำให้เส้นทางหลักนี้ไม่สามารถใช้งานได้
จุดที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซมีความเสี่ยงสูง คือการที่แต่ละประเทศรอบช่องแคบมีผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ที่ไม่เหมือนกัน อิหร่านควบคุมฝั่งเหนือของช่องแคบ ส่วนโอมานและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ดูแลฝั่งใต้ โครงสร้างเช่นนี้ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นพื้นที่ที่มักตกอยู่ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองและภัยคุกคามด้านความมั่นคง
ที่ผ่านมา อิหร่านเคยข่มขู่ที่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ชาติตะวันตกออกมาตรการคว่ำบาตรหรือเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน ช่องแคบแห่งนี้จึงเป็นมากกว่าทางผ่านของสินค้า แต่คือกลไกต่อรองสำคัญที่อิหร่านหยิบยกมาใช้ในเกมการเมืองระหว่างประเทศ
EIA ยังย้ำอีกว่า ช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งใน "จุดคอขวด" ด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ช่องแคบนี้ถูกปิดกั้นหรือมีอุปสรรคในการขนส่ง ผลกระทบจะเกิดขึ้นทันทีในระบบพลังงานโลก ทั้งในรูปแบบของต้นทุนขนส่งที่พุ่งสูงขึ้นและความล่าช้าในการส่งมอบพลังงาน ซึ่งสุดท้ายอาจสะเทือนไปถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม
ถ้าช่องแคบฮอร์มุซปิดจริง ใครจะเจ็บสุด? เศรษฐกิจโลกจะสั่นสะเทือนแค่ไหน?
หากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ต้องหยุดชะงักหรือถูกปิดจริง ผลกระทบจะไม่ใช่แค่เรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเท่านั้น แต่จะลุกลามไปถึงเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง เพราะตลาดพลังงานโลกจะเผชิญภาวะปั่นป่วนในทันที ราคาน้ำมันและก๊าซจะพุ่งขึ้นรวดเร็ว ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานในหลายประเทศเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน ซึ่งจะลามไปถึงราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ต้นทุนขนส่ง การผลิต และอาจเร่งภาวะเงินเฟ้อในหลายประเทศให้รุนแรงยิ่งขึ้น
โดยจากรายงานของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ประเทศที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ คือ
- จีน: ผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก พึ่งพาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นสัดส่วนสูง โดยข้อมูลจากบริษัทติดตามเรือ Vortexa ระบุว่า เดือนที่ผ่านมา จีนมีการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านเฉลี่ย 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ดังนั้น หากอิหร่านทำจริงอาจทำให้จีน ซึ่งพันธมิตรที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน ไม่พอใจอย่างรุนแรง หากการเดินเรือได้รับผลกระทบโดยตรง
- อินเดีย: ผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ในเอเชียที่แทบไม่มีทางเลือกในการจัดหาน้ำมันจากเส้นทางอื่น
- ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้: ทั้งสองประเทศพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซ LNG ผ่านช่องแคบฮอร์มุซในปริมาณมหาศาล
- สิงคโปร์และประเทศในอาเซียน: สิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางการกลั่นและการค้าพลังงานในภูมิภาคก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะความผันผวนของต้นทุนพลังงาน
สำหรับสหรัฐฯ ผลกระทบถือว่าน้อยกว่าประเทศในเอเชียอย่างมาก เพราะการนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซคิดเป็นเพียง 7% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดของสหรัฐฯ และแค่ 2% ของการบริโภคน้ำมันภายในประเทศ เท่านั้น
สหรัฐฯ เตือน: ปิดช่องแคบฮอร์มุซคือ "การฆ่าตัวตายทางเศรษฐกิจ"
จากผลกระทบที่จะมีต่อจีนนี้ สหรัฐฯ จึงประเมินว่า อิหร่านไม่น่าจะกล้าปิดช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากผลกระทบที่รุนแรงโดยตรงต่อจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ใช้น้ำมันผ่านเส้นทางนี้มากที่สุด มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Face the Nation เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า หากอิหร่านตัดสินใจปิดช่องแคบฮอร์มุซจริง จะถือเป็น "การฆ่าตัวตายทางเศรษฐกิจ" ที่จะกระตุ้นให้ประเทศมหาอำนาจทั่วโลก โดยเฉพาะจีน ออกมาต่อต้านอย่างแข็งกร้าวทันที
"ถ้าอิหร่านทำเช่นนั้น คนกลุ่มแรกที่ควรจะโกรธที่สุดคือรัฐบาลจีน เพราะน้ำมันจำนวนมากของจีนขนส่งผ่านช่องแคบนี้" รูบิโอกล่าว พร้อมเตือนว่า อิหร่านอาจใช้ยุทธวิธีวางทุ่นระเบิดเพื่อสกัดเส้นทางเดินเรือ ซึ่งจะสร้างผลกระทบในวงกว้างต่อทุกประเทศ ไม่เว้นแม้แต่สหรัฐฯ และจีน
รูบิโอเน้นว่า "ผลกระทบจะเกิดขึ้นกับสหรัฐฯ ในบางส่วน แต่ประเทศอื่น ๆ ในโลกจะเจ็บหนักกว่ามาก" พร้อมย้ำว่าหากอิหร่านเลือกเดินในเส้นทางนี้ ประชาคมโลกจะรวมพลังตอบโต้โดยทันทีและไม่ยอมให้เสรีภาพในการเดินเรือถูกคุกคาม
"นี่จะเป็นการฆ่าตัวตายทางเศรษฐกิจสำหรับอิหร่าน" รูบิโอสรุป
สหรัฐฯ ยืนยันความพร้อมในการปกป้องเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะผ่านบทบาทของกองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งประจำการอยู่ในบาห์เรน และถือเป็นกองกำลังหลักในการดูแลความมั่นคงในพื้นที่
โกลด์แมน แซคส์เตือน: วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซอาจดันราคาน้ำมันแตะ 110 ดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ แม้ขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่าอิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่ โกลด์แมน แซคส์ ได้ออกบทวิเคราะห์เตือนถึงความเสี่ยงด้านเสถียรภาพพลังงานโลก หากเกิดความปั่นป่วนในช่องแคบฮอร์มุซว่า หากการขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางนี้ลดลงครึ่งหนึ่งเป็นเวลา 1 เดือน และยังคงลดลงต่อเนื่อง 10% อีก 11 เดือน ราคาน้ำมันเบรนท์อาจพุ่งแตะ 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในระยะสั้น
สำหรับความเป็นไปได้ ข้อมูลจาก Polymarket ซึ่งเป็นตลาดคาดการณ์ (Prediction Markets) ที่โกลด์แมน แซคส์อ้างอิง ระบุว่าขณะนี้นักลงทุนให้น้ำหนักถึง 52% ต่อความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซภายในปี 2568 แม้ว่าตลาดดังกล่าวจะมีสภาพคล่องที่ยังคงจำกัด โดยโกลด์แมน แซคส์วิเคราะห์ผลกระทบภายใต้ 2 กรณีสำคัญ คือ
- กรณีชะลอตัวชั่วคราว: หากอิหร่านลดการส่งออกน้ำมันลง 1.75 ล้านบาร์เรลต่อวันเป็นเวลา 6 เดือน ก่อนจะฟื้นตัวในระยะต่อมา ราคาน้ำมันเบรนท์อาจพุ่งแตะ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงวิกฤติ ก่อนจะทยอยลดลงมาอยู่ที่ระดับ 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลภายในปี 2026
- กรณีชะลอตัวถาวร: หากการผลิตน้ำมันของอิหร่านยังคงอยู่ในระดับต่ำโดยไม่มีการฟื้นตัว ราคาน้ำมันเบรนท์อาจทรงตัวในช่วง 70-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2026 สะท้อนแรงกดดันจากปริมาณน้ำมันสำรองโลกที่ลดลงและกำลังการผลิตส่วนเกินที่หดตัว
นอกจากนี้ ในกรณีที่อุปทานน้ำมันของอิหร่านหายไปทันที 1.75 ล้านบาร์เรลต่อวัน โกลด์แมน แซคส์ประเมินว่าราคาน้ำมันเบรนท์อาจแตะระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในเวลาอันสั้น
ทั้งนี้ โกลด์แมน แซคส์เน้นว่า แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่สหรัฐฯ และจีนยังคงมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจร่วมกันที่จะหลีกเลี่ยงวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ขณะเดียวกัน สื่อทางการของอิหร่าน Press TV รายงานว่า การตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับการปิดช่องแคบจะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด แม้ว่ารัฐสภาอิหร่านจะแสดงการสนับสนุนไปแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ โกลด์แมน แซคส์ยังเตือนว่า ตลาดก๊าซธรรมชาติยุโรป โดยเฉพาะดัชนี TTF อาจเผชิญแรงกดดันด้านราคา หากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซทวีความรุนแรง โดยประเมินว่าราคาก๊าซในยุโรปอาจขยับขึ้นแตะ 74 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (ประมาณ 25 ดอลลาร์สหรัฐต่อ MMBtu)
อย่างไรก็ตาม ราคาก๊าซในสหรัฐฯ น่าจะได้รับผลกระทบในระดับจำกัด เนื่องจากสหรัฐฯ มีโครงสร้างตลาดที่แข็งแรง ขีดความสามารถในการส่งออกสูง และความต้องการนำเข้า LNG ภายในประเทศอยู่ในระดับต่ำมาก
ผลกระทบต่อประเทศไทยจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ: ภาคส่วนไหนได้รับผลกระทบบ้าง?
ในกรณีที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดหรือเกิดความขัดแย้งรุนแรง มาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ระบุว่า ในภาคขนส่งและโลจิสติกส์ สายการบินจะเผชิญกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น 20-35% ซึ่งจะส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรลดลง และอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์ในพอร์ตสินเชื่อของธนาคารที่ให้สินเชื่อแก่ภาคการบิน นอกจากนี้ บริษัทขนส่งทั้งทางบกและทางน้ำก็จะเผชิญกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นซึ่งจะลดอัตรากำไรขั้นต้น โดยมีข้อจำกัดในการปรับราคาบริการตามต้นทุนที่สูงขึ้น เนื่องจากการแข่งขันในตลาดและกำลังซื้อที่ลดลง
อีกอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนัก คืออุตสาหกรรมส่งออกไทยโดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก เนื่องจากต้นทุนการผลิตและขนส่งที่สูงขึ้น ขณะที่ภาคอาหารและเครื่องดื่มจะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการขนส่งและบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ยอดขายและกำไรลดลง
ในทางตรงกันข้าม อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและโรงกลั่นน้ำมันในประเทศจะได้รับประโยชน์จากราคาผลิตภัณฑ์ปลายน้ำที่สูงขึ้น ทำให้สามารถเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นและความสามารถในการทำกำไรได้ ขณะเดียวกันบริษัทพลังงานทดแทนก็จะได้รับความสนใจมากขึ้นจากการที่ภาครัฐและเอกชนมุ่งหวังลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า
ด้านตลาดหุ้นไทยคาดว่าจะมีการปรับตัวแบ่งตามสาขาอย่างชัดเจน กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น ในขณะที่กลุ่มการบิน ขนส่ง และค้าปลีกจะได้รับแรงกดดันรุนแรงและอาจปรับตัวลง ดัชนี SET อาจปรับตัวลงในระยะสั้นจากความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลางและวิกฤตการเมืองในประเทศ
สำหรับตลาดตราสารหนี้ คาดว่าจะมีการไหลเข้าของเงินลงทุนจากนักลงทุนที่ต้องการหลบภัยจากความไม่แน่นอน โดยเฉพาะตราสารหนี้รัฐบาลไทยระยะสั้นและกลาง ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในภูมิภาค คาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอาจลดลง 10-15 จุดพื้นฐาน
ด้านอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จะเผชิญกับแรงกดดันจากการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ โดยเฉพาะหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น คาดว่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงสู่ 35.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงไตรมาส 4 จากปัจจุบันที่ 32.8 บาท
ด้านเสถียรภาพการเงิน ระบบธนาคารไทยจะเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ โดยเฉพาะในภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ที่คาดว่าอัตราหนี้สูญ (NPL) จะเพิ่มขึ้น ขณะที่สินเชื่อรถยนต์และจักรยานยนต์ก็จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นซึ่งกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
นอกจากนี้ ความต้องการเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องรองรับต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันเงินฝากในระบบธนาคารอาจเพิ่มขึ้นจากการสะสมเงินสดเพื่อป้องกันความเสี่ยงในอนาคต
ในภาพรวม ไทยอาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากวิกฤตนี้ได้ทั้งหมด แต่การเตรียมความพร้อมทั้งในด้านการวางแผนทางเศรษฐกิจและการปรับตัวให้ทันสถานการณ์เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
ไทยเตรียมพร้อมอย่างไรบ้างในการรับมือกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซ?
สำหรับการรับมือและการเตรียมการจากรัฐบาลไทย ล่าสุด นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เรียกประชุมด่วนในวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ หลังจากอิหร่านออกมาเตือนว่าอาจตัดสินใจปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง อาจทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเตรียมความพร้อมในทุกมิติ ทั้งการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการจัดทำแผนรับมือในกรณีฉุกเฉิน โดยย้ำว่าการตัดสินใจสุดท้ายเกี่ยวกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้นจะขึ้นอยู่กับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจสูงสุดในเรื่องนี้
ทั้งนี้ การขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านสามแห่งเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ
นายประเสริฐกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของอิหร่านได้ แต่กระทรวงพลังงานได้เตรียมการในทุกกรณี ทั้งการจัดทำแผนฉุกเฉินและการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน พร้อมกันนี้ยังเตรียมมาตรการส่งเสริมการประหยัดพลังงานและการพัฒนาพลังงานทดแทนเพื่อรองรับสถานการณ์หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น
ในส่วนของสต็อกน้ำมัน นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีน้ำมันดิบสำรองอยู่ประมาณ 3,104 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศประมาณ 23 วัน และมีน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างการขนส่งอีก 2,597 ล้านลิตร เพียงพอสำหรับ 20 วัน รวมถึงน้ำมันสำเร็จรูประดับ 1,886 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้ประมาณ 17 วัน เมื่อรวมทั้งหมด ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองที่สามารถรองรับการบริโภคในประเทศได้ราว 60 วัน
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และพร้อมปรับแผนการบริหารจัดการพลังงานให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างรอบคอบและทันท่วงที