โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปิดช่องแคบฮอร์มุซเสียหายเท่าไหร่? ประเทศไหนเดือดร้อน? ไทยพร้อมแค่ไหน?

Amarin TV

เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 08.38 น.
ปิดช่องแคบฮอร์มุซจ่อเสียหายเท่าไหร่? ประเทศไหนเดือดร้อนที่สุด? ไทยพร้อมรับมือแค่ไหน?

ในเช้าวันที่ 22 มิถุนายน 2025 สหรัฐอเมริกาได้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในเวทีภูมิรัฐศาสตร์และตลาดพลังงานโลก เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีคำสั่งเปิดฉากโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านสามแห่ง ได้แก่ Fordow, Natanz และ Isfahan โดยอ้างว่าเป็นการทำลายภัยคุกคามจาก "ประเทศผู้สนับสนุนการก่อการร้ายอันดับหนึ่งของโลก"

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังเหตุการณ์ที่อิสราเอลโจมตีกรุงเตหะรานเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ซึ่งได้ยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาคอย่างรวดเร็ว จนส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะยานขึ้นทันที สู่ระดับ 78.89 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนจุดยืนอย่างชัดเจนของทรัมป์ จากเดิมที่เคยปฏิเสธการแทรกแซงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กลับกลายเป็นการเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดอยู่เพียงการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ยังจุดชนวนความวิตกกังวลที่กำลังขยายตัว ว่าความขัดแย้งอาจยกระดับจนถึงขั้นที่อิหร่านตัดสินใจปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ผลลัพธ์ของการปิดช่องแคบดังกล่าวจะส่งแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจที่ไกลเกินกว่าภูมิภาคตะวันออกกลาง และอาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานในระดับโลกอย่างรุนแรง

แม้ว่าในปัจจุบันรัฐสภาอิหร่านจะลงมติสนับสนุนแผนการปิดช่องแคบฮอร์มุซแล้ว แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางของวิกฤตการณ์ที่โลกกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด

ความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซ: เส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก

ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) คือหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลก เส้นทางนี้ตั้งอยู่ระหว่างโอมานและอิหร่าน เชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมานและทะเลอาหรับ ซึ่งที่จุดแคบที่สุดของช่องแคบ มีระยะทางเพียง 21 ไมล์ หรือราว 33 กิโลเมตรเท่านั้น นี่จึงกลายเป็น "จุดคอขวด" ที่เปราะบางที่สุดของระบบขนส่งพลังงานโลก

ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ชี้ว่า มากกว่า 20% ของน้ำมันที่บริโภคทั่วโลก หรือประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงปี 2024 จนถึงต้นปี 2025 มีการคำนวณว่า กว่าหนึ่งในสี่ของการค้าน้ำมันทางเรือทั่วโลกเดินทางผ่านเส้นทางนี้ และในปริมาณดังกล่าว เกือบ 40% เป็นน้ำมันที่ส่งออกจากซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลก

ไม่เพียงแต่น้ำมัน ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นเส้นทางหลักของการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของโลกด้วย โดยประมาณ 20% ของการค้าก๊าซ LNG ทั่วโลกในปี 2024 ต้องผ่านช่องแคบนี้ โดยเฉพาะสินค้าที่ส่งออกจากกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

แม้บางประเทศในภูมิภาคจะพยายามสร้างเส้นทางสำรอง เช่น ท่อส่งน้ำมันในซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่ในความเป็นจริง เส้นทางเหล่านั้นยังมีขีดความสามารถจำกัด ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำมันทั้งหมดที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ หากเกิดวิกฤติที่ทำให้เส้นทางหลักนี้ไม่สามารถใช้งานได้

จุดที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซมีความเสี่ยงสูง คือการที่แต่ละประเทศรอบช่องแคบมีผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ที่ไม่เหมือนกัน อิหร่านควบคุมฝั่งเหนือของช่องแคบ ส่วนโอมานและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ดูแลฝั่งใต้ โครงสร้างเช่นนี้ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นพื้นที่ที่มักตกอยู่ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองและภัยคุกคามด้านความมั่นคง

ที่ผ่านมา อิหร่านเคยข่มขู่ที่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ชาติตะวันตกออกมาตรการคว่ำบาตรหรือเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน ช่องแคบแห่งนี้จึงเป็นมากกว่าทางผ่านของสินค้า แต่คือกลไกต่อรองสำคัญที่อิหร่านหยิบยกมาใช้ในเกมการเมืองระหว่างประเทศ

EIA ยังย้ำอีกว่า ช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งใน "จุดคอขวด" ด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ช่องแคบนี้ถูกปิดกั้นหรือมีอุปสรรคในการขนส่ง ผลกระทบจะเกิดขึ้นทันทีในระบบพลังงานโลก ทั้งในรูปแบบของต้นทุนขนส่งที่พุ่งสูงขึ้นและความล่าช้าในการส่งมอบพลังงาน ซึ่งสุดท้ายอาจสะเทือนไปถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม

ถ้าช่องแคบฮอร์มุซปิดจริง ใครจะเจ็บสุด? เศรษฐกิจโลกจะสั่นสะเทือนแค่ไหน?

หากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ต้องหยุดชะงักหรือถูกปิดจริง ผลกระทบจะไม่ใช่แค่เรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเท่านั้น แต่จะลุกลามไปถึงเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง เพราะตลาดพลังงานโลกจะเผชิญภาวะปั่นป่วนในทันที ราคาน้ำมันและก๊าซจะพุ่งขึ้นรวดเร็ว ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานในหลายประเทศเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน ซึ่งจะลามไปถึงราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ต้นทุนขนส่ง การผลิต และอาจเร่งภาวะเงินเฟ้อในหลายประเทศให้รุนแรงยิ่งขึ้น

โดยจากรายงานของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ประเทศที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ คือ

  • จีน: ผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก พึ่งพาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นสัดส่วนสูง โดยข้อมูลจากบริษัทติดตามเรือ Vortexa ระบุว่า เดือนที่ผ่านมา จีนมีการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านเฉลี่ย 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ดังนั้น หากอิหร่านทำจริงอาจทำให้จีน ซึ่งพันธมิตรที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน ไม่พอใจอย่างรุนแรง หากการเดินเรือได้รับผลกระทบโดยตรง
  • อินเดีย: ผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ในเอเชียที่แทบไม่มีทางเลือกในการจัดหาน้ำมันจากเส้นทางอื่น
  • ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้: ทั้งสองประเทศพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซ LNG ผ่านช่องแคบฮอร์มุซในปริมาณมหาศาล
  • สิงคโปร์และประเทศในอาเซียน: สิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางการกลั่นและการค้าพลังงานในภูมิภาคก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะความผันผวนของต้นทุนพลังงาน

สำหรับสหรัฐฯ ผลกระทบถือว่าน้อยกว่าประเทศในเอเชียอย่างมาก เพราะการนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซคิดเป็นเพียง 7% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดของสหรัฐฯ และแค่ 2% ของการบริโภคน้ำมันภายในประเทศ เท่านั้น

สหรัฐฯ เตือน: ปิดช่องแคบฮอร์มุซคือ "การฆ่าตัวตายทางเศรษฐกิจ"

จากผลกระทบที่จะมีต่อจีนนี้ สหรัฐฯ จึงประเมินว่า อิหร่านไม่น่าจะกล้าปิดช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากผลกระทบที่รุนแรงโดยตรงต่อจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ใช้น้ำมันผ่านเส้นทางนี้มากที่สุด มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Face the Nation เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า หากอิหร่านตัดสินใจปิดช่องแคบฮอร์มุซจริง จะถือเป็น "การฆ่าตัวตายทางเศรษฐกิจ" ที่จะกระตุ้นให้ประเทศมหาอำนาจทั่วโลก โดยเฉพาะจีน ออกมาต่อต้านอย่างแข็งกร้าวทันที

"ถ้าอิหร่านทำเช่นนั้น คนกลุ่มแรกที่ควรจะโกรธที่สุดคือรัฐบาลจีน เพราะน้ำมันจำนวนมากของจีนขนส่งผ่านช่องแคบนี้" รูบิโอกล่าว พร้อมเตือนว่า อิหร่านอาจใช้ยุทธวิธีวางทุ่นระเบิดเพื่อสกัดเส้นทางเดินเรือ ซึ่งจะสร้างผลกระทบในวงกว้างต่อทุกประเทศ ไม่เว้นแม้แต่สหรัฐฯ และจีน

รูบิโอเน้นว่า "ผลกระทบจะเกิดขึ้นกับสหรัฐฯ ในบางส่วน แต่ประเทศอื่น ๆ ในโลกจะเจ็บหนักกว่ามาก" พร้อมย้ำว่าหากอิหร่านเลือกเดินในเส้นทางนี้ ประชาคมโลกจะรวมพลังตอบโต้โดยทันทีและไม่ยอมให้เสรีภาพในการเดินเรือถูกคุกคาม

"นี่จะเป็นการฆ่าตัวตายทางเศรษฐกิจสำหรับอิหร่าน" รูบิโอสรุป

สหรัฐฯ ยืนยันความพร้อมในการปกป้องเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะผ่านบทบาทของกองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งประจำการอยู่ในบาห์เรน และถือเป็นกองกำลังหลักในการดูแลความมั่นคงในพื้นที่

โกลด์แมน แซคส์เตือน: วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซอาจดันราคาน้ำมันแตะ 110 ดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ แม้ขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่าอิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่ โกลด์แมน แซคส์ ได้ออกบทวิเคราะห์เตือนถึงความเสี่ยงด้านเสถียรภาพพลังงานโลก หากเกิดความปั่นป่วนในช่องแคบฮอร์มุซว่า หากการขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางนี้ลดลงครึ่งหนึ่งเป็นเวลา 1 เดือน และยังคงลดลงต่อเนื่อง 10% อีก 11 เดือน ราคาน้ำมันเบรนท์อาจพุ่งแตะ 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในระยะสั้น

สำหรับความเป็นไปได้ ข้อมูลจาก Polymarket ซึ่งเป็นตลาดคาดการณ์ (Prediction Markets) ที่โกลด์แมน แซคส์อ้างอิง ระบุว่าขณะนี้นักลงทุนให้น้ำหนักถึง 52% ต่อความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซภายในปี 2568 แม้ว่าตลาดดังกล่าวจะมีสภาพคล่องที่ยังคงจำกัด โดยโกลด์แมน แซคส์วิเคราะห์ผลกระทบภายใต้ 2 กรณีสำคัญ คือ

  • กรณีชะลอตัวชั่วคราว: หากอิหร่านลดการส่งออกน้ำมันลง 1.75 ล้านบาร์เรลต่อวันเป็นเวลา 6 เดือน ก่อนจะฟื้นตัวในระยะต่อมา ราคาน้ำมันเบรนท์อาจพุ่งแตะ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงวิกฤติ ก่อนจะทยอยลดลงมาอยู่ที่ระดับ 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลภายในปี 2026
  • กรณีชะลอตัวถาวร: หากการผลิตน้ำมันของอิหร่านยังคงอยู่ในระดับต่ำโดยไม่มีการฟื้นตัว ราคาน้ำมันเบรนท์อาจทรงตัวในช่วง 70-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2026 สะท้อนแรงกดดันจากปริมาณน้ำมันสำรองโลกที่ลดลงและกำลังการผลิตส่วนเกินที่หดตัว

นอกจากนี้ ในกรณีที่อุปทานน้ำมันของอิหร่านหายไปทันที 1.75 ล้านบาร์เรลต่อวัน โกลด์แมน แซคส์ประเมินว่าราคาน้ำมันเบรนท์อาจแตะระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในเวลาอันสั้น

ทั้งนี้ โกลด์แมน แซคส์เน้นว่า แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่สหรัฐฯ และจีนยังคงมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจร่วมกันที่จะหลีกเลี่ยงวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ขณะเดียวกัน สื่อทางการของอิหร่าน Press TV รายงานว่า การตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับการปิดช่องแคบจะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด แม้ว่ารัฐสภาอิหร่านจะแสดงการสนับสนุนไปแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ โกลด์แมน แซคส์ยังเตือนว่า ตลาดก๊าซธรรมชาติยุโรป โดยเฉพาะดัชนี TTF อาจเผชิญแรงกดดันด้านราคา หากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซทวีความรุนแรง โดยประเมินว่าราคาก๊าซในยุโรปอาจขยับขึ้นแตะ 74 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (ประมาณ 25 ดอลลาร์สหรัฐต่อ MMBtu)

อย่างไรก็ตาม ราคาก๊าซในสหรัฐฯ น่าจะได้รับผลกระทบในระดับจำกัด เนื่องจากสหรัฐฯ มีโครงสร้างตลาดที่แข็งแรง ขีดความสามารถในการส่งออกสูง และความต้องการนำเข้า LNG ภายในประเทศอยู่ในระดับต่ำมาก

ผลกระทบต่อประเทศไทยจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ: ภาคส่วนไหนได้รับผลกระทบบ้าง?

ในกรณีที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดหรือเกิดความขัดแย้งรุนแรง มาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ระบุว่า ในภาคขนส่งและโลจิสติกส์ สายการบินจะเผชิญกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น 20-35% ซึ่งจะส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรลดลง และอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์ในพอร์ตสินเชื่อของธนาคารที่ให้สินเชื่อแก่ภาคการบิน นอกจากนี้ บริษัทขนส่งทั้งทางบกและทางน้ำก็จะเผชิญกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นซึ่งจะลดอัตรากำไรขั้นต้น โดยมีข้อจำกัดในการปรับราคาบริการตามต้นทุนที่สูงขึ้น เนื่องจากการแข่งขันในตลาดและกำลังซื้อที่ลดลง

อีกอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนัก คืออุตสาหกรรมส่งออกไทยโดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก เนื่องจากต้นทุนการผลิตและขนส่งที่สูงขึ้น ขณะที่ภาคอาหารและเครื่องดื่มจะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการขนส่งและบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ยอดขายและกำไรลดลง

ในทางตรงกันข้าม อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและโรงกลั่นน้ำมันในประเทศจะได้รับประโยชน์จากราคาผลิตภัณฑ์ปลายน้ำที่สูงขึ้น ทำให้สามารถเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นและความสามารถในการทำกำไรได้ ขณะเดียวกันบริษัทพลังงานทดแทนก็จะได้รับความสนใจมากขึ้นจากการที่ภาครัฐและเอกชนมุ่งหวังลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า

ด้านตลาดหุ้นไทยคาดว่าจะมีการปรับตัวแบ่งตามสาขาอย่างชัดเจน กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น ในขณะที่กลุ่มการบิน ขนส่ง และค้าปลีกจะได้รับแรงกดดันรุนแรงและอาจปรับตัวลง ดัชนี SET อาจปรับตัวลงในระยะสั้นจากความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลางและวิกฤตการเมืองในประเทศ

สำหรับตลาดตราสารหนี้ คาดว่าจะมีการไหลเข้าของเงินลงทุนจากนักลงทุนที่ต้องการหลบภัยจากความไม่แน่นอน โดยเฉพาะตราสารหนี้รัฐบาลไทยระยะสั้นและกลาง ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในภูมิภาค คาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอาจลดลง 10-15 จุดพื้นฐาน

ด้านอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จะเผชิญกับแรงกดดันจากการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ โดยเฉพาะหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น คาดว่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงสู่ 35.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงไตรมาส 4 จากปัจจุบันที่ 32.8 บาท

ด้านเสถียรภาพการเงิน ระบบธนาคารไทยจะเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ โดยเฉพาะในภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ที่คาดว่าอัตราหนี้สูญ (NPL) จะเพิ่มขึ้น ขณะที่สินเชื่อรถยนต์และจักรยานยนต์ก็จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นซึ่งกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค

นอกจากนี้ ความต้องการเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องรองรับต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันเงินฝากในระบบธนาคารอาจเพิ่มขึ้นจากการสะสมเงินสดเพื่อป้องกันความเสี่ยงในอนาคต

ในภาพรวม ไทยอาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากวิกฤตนี้ได้ทั้งหมด แต่การเตรียมความพร้อมทั้งในด้านการวางแผนทางเศรษฐกิจและการปรับตัวให้ทันสถานการณ์เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ไทยเตรียมพร้อมอย่างไรบ้างในการรับมือกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซ?

สำหรับการรับมือและการเตรียมการจากรัฐบาลไทย ล่าสุด นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เรียกประชุมด่วนในวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ หลังจากอิหร่านออกมาเตือนว่าอาจตัดสินใจปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง อาจทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเตรียมความพร้อมในทุกมิติ ทั้งการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการจัดทำแผนรับมือในกรณีฉุกเฉิน โดยย้ำว่าการตัดสินใจสุดท้ายเกี่ยวกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้นจะขึ้นอยู่กับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจสูงสุดในเรื่องนี้

ทั้งนี้ การขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านสามแห่งเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ

นายประเสริฐกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของอิหร่านได้ แต่กระทรวงพลังงานได้เตรียมการในทุกกรณี ทั้งการจัดทำแผนฉุกเฉินและการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน พร้อมกันนี้ยังเตรียมมาตรการส่งเสริมการประหยัดพลังงานและการพัฒนาพลังงานทดแทนเพื่อรองรับสถานการณ์หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น

ในส่วนของสต็อกน้ำมัน นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีน้ำมันดิบสำรองอยู่ประมาณ 3,104 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศประมาณ 23 วัน และมีน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างการขนส่งอีก 2,597 ล้านลิตร เพียงพอสำหรับ 20 วัน รวมถึงน้ำมันสำเร็จรูประดับ 1,886 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้ประมาณ 17 วัน เมื่อรวมทั้งหมด ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองที่สามารถรองรับการบริโภคในประเทศได้ราว 60 วัน

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และพร้อมปรับแผนการบริหารจัดการพลังงานให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างรอบคอบและทันท่วงที

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...