“บลจ.กสิกรไทย” คาดสงครามรุนแรงขึ้น ดันราคา “ทองคำ” มีโอกาสทดสอบ 3,600 ดอลล์ ...ส่วน "JPMorgan" คาดกรณีเลวร้ายปิดช่องแคป "Hormuz" น้ำมันมีโอกาสทะยานแตะ 130 ดอลล์
“บลจ.กสิกรไทย” ระบุว่า หลัง “อิสราเอล” และ “สหรัฐ” โจมตีถล่มโครงสร้างนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยไม่กระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันนั้น มองเป็นผลกระทบต่อตลาดน่าจะจำกัดอยู่แค่ความผันผวนระยะสั้นเท่านั้น โดยแนวโน้มความเป็นไปได้ในระยะถัดไป
“อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” ผู้นำอิหร่าน ได้สั่งดำเนินมาตรการ “สืบทอดฉุกเฉิน” (Emergency Succession Protocol) ซึ่งสื่อว่า เตรียมพร้อมสำหรับสงครามยืดเยื้อ ไม่ใช่การยอมแพ้
การตอบโต้ของอิหร่านน่าจะจำกัดอยู่ที่ขีปนาวุธ โดรน และกองกำลังตัวแทน (Hezbollah, Houthis) โดยไม่มีสัญญาณว่าจะปิดช่องแคบ Hormuz หรือวางทุ่นระเบิด
“สหรัฐ” ยืนยันไม่ต้องการเปลี่ยนระบอบการปกครอง และเตรียมตอบโต้เพิ่มเติมหากอิหร่านยกระดับความรุนแรง ได้แก่
โจมตีสำนักงานใหญ่ IRGC, ระบบป้องกันอากาศยาน, โรงงานโดรน
เสริมกำลังลาดตระเวนทางทะเลเพื่อรักษาความปลอดภัยช่องแคบ Hormuz
ยับยั้งกองกำลังตัวแทนแบบเรียลไทม์ เช่น Hezbollah และ Houthi
“ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี ‘Trump’ เปิดการเจรจา ‘Nuclear Deal’ รอบใหม่ โดยหวังให้ราคาน้ำมันลดลง แต่เมื่อเห็นว่าสามารถโจมตีโครงสร้างนิวเคลียร์ของอิหร่านได้โดยไม่กระทบอุปทานน้ำมัน จึงตัดสินใจเดินหน้าร่วมกับอิสราเอล”
มุมมองต่อสินทรัพย์ต่างๆ (ในกรณีฐาน)
น้ำมัน: ราคาสามารถพุ่งแตะ 80-90ดอลลาร์/บาร์เรล จากเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงคราม แต่หากไม่มีการขัดข้องด้านอุปทาน ราคาจะปรับลงในเวลาต่อมา (กรณีไม่ปิดช่องแคบ Hormuz)
ตลาดหุ้นโลก: อาจย่อลงเล็กน้อยจากการทำ rotation เข้าสู่หุ้นพลังงานและอาวุธ แต่ตลาดไม่ปรับเป็นขาลง
พันธบัตร/เครดิต: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10ปี อาจลดลงใกล้ 4%จากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย
ทองคำ: อาจทดสอบระดับ 3,600ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
อย่างไรก็ตามในกรณีเลวร้าย เช่น ความขัดแย้งทางทหารเต็มรูปแบบ หรือการปิดช่องแคบ Hormuz ทาง “JPMorgan” คาดราคา “น้ำมันดิบ” (Brent) อาจพุ่งแตะระดับ 120 –130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากปีนี้ในกรณีฐานที่ระดับ 60 ดอลลาร์/บาเรล ต้นๆ - กลาง และเฉลี่ย 60 ดอลลาร์/บาเรลในปี26