โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ศบ.ทก. ย้ำ ไม่ยอมให้ใครมาบั่นทอนศักดิ์ศรีไทย พร้อมหาแรงงานประเทศอื่นทดแทน ยืนยันไม่มีนโยบายงดขายน้ำมันให้กัมพูชา

THE STANDARD

อัพเดต 23 มิ.ย. 2568 เวลา 12.28 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 12.28 น. • thestandard.co
ศบ.ทก. ย้ำ ไม่ยอมให้ใครมาบั่นทอนศักดิ์ศรีไทย พร้อมหาแรงงานประเทศอื่นทดแทน ยืนยันไม่มีนโยบายงดขายน้ำมันให้กัมพูชา

วันนี้ (23 มิถุนายน) พล.ร.ต. สุรสันต์ คงสิริ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย และ นิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมแถลงผลการประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ประจำวันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน 2568

นิกรเดชกล่าวว่า รัฐบาลยังคงยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีการปิดด่าน หรือที่เรียกว่าจุดผ่านแดนถาวร ซึ่งทุกด่านยังเปิดทำการปกติ แต่จะมีการจำกัดการผ่านแดนให้บุคคลที่มีเหตุจำเป็น และจำกัดวันเวลาในการเข้า-ออก ซึ่งรัฐบาลมอบหมายอำนาจในการควบคุมทุกประเภทให้แก่หน่วยทหารในพื้นที่

นิกรเดชกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมารัฐบาลไทยจริงจังกับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงทางออนไลน์หรือออนไลน์สแกม โดยประชุม 3 ฝ่ายระหว่างไทย-เมียนมา-จีน ในการปราบปราม ทำให้พบการกระทำผิดน้อยลง และเหยื่อจำนวนมากได้รับความช่วยเหลือ แต่ปรากฏว่าปัญหาออนไลน์สแกมได้เปลี่ยนพื้นที่มาเป็นฝั่งตะวันออกของประเทศมากขึ้นอย่างนัยสำคัญ

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงติดตามและร่วมมือกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) รวมทั้งผ่านการจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

นิกรเดชยืนยันว่า ไทยไม่มีนโยบายผลักดันแรงงานกัมพูชาออกนอกราชอาณาจักร แต่จะให้เป็นไปตามความสมัครใจของแรงงาน โดยไทยเตรียมแผนรองรับสำหรับภาคเอกชนไว้แล้ว ด้วยการสำรองแรงงานจากประเทศอื่นเข้ามาทดแทน เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ขอย้ำว่าแรงงานกัมพูชายังสามารถทำงานในไทยได้ตามปกติ

นิกรเดชกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาไทยปฏิบัติตาม MOU 2543 อย่างเคร่งครัด และมุ่งมั่นดำเนินการเพื่อลดความตึงเครียดของสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านกลไกทวิภาคี ฝ่ายไทยจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากัมพูชาจะยังคงให้ความร่วมมือในการต่อสู้กับภัยคุกคามนี้ เพื่อแสดงความรับผิดชอบร่วมกันต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

ด้าน พล.ร.ต. สุรสันต์ กล่าวว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากวิกฤตการณ์ล่าสุดของกำลังทหารกัมพูชาและการกระทำของคนบางกลุ่มในพื้นที่ชายแดน ซึ่งล่วงล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของประเทศไทย ทั้งในลักษณะการเดินลาดตระเวน ติดอาวุธ การดัดแปลงที่มั่นทางทหาร และการกระทำที่สื่อถึงความพยายามยั่วยุ โดยเฉพาะในบริเวณปราสาทตาควาย รวมถึงการปิดจุดผ่านแดนฝ่ายเดียวโดยไม่มีการหารือล่วงหน้า

ประเทศไทยตระหนักถึงความละเอียดอ่อนของสถานการณ์ และยืนยันอย่างหนักแน่นว่าฝ่ายไทยยึดมั่นในหลักสันติวิธีมาโดยตลอด

“เราเข้าใจและแยกแยะได้อย่างชัดเจนว่า พฤติกรรมที่สร้างความตึงเครียดในขณะนี้เป็นผลจากนโยบายหรือคำสั่งของผู้นำระดับสูงบางคน มิได้สะท้อนเจตจำนงของประชาชนโดยรวม”

พล.ร.ต. สุรสันต์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลไทยรับทราบว่ารัฐบาลกัมพูชามีการประกาศงดซื้อน้ำมันจากประเทศไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนชาวกัมพูชาในหลายพื้นที่ ขอเรียนว่าประเทศไทยไม่ได้มีนโยบายห้ามขายน้ำมันให้แก่กัมพูชาแต่อย่างใด ประเด็นดังกล่าวที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ และจากบางสื่อมวลชนเท่านั้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริง หรือนโยบายของรัฐบาลไทย

“จึงขอเรียนชี้แจงผ่านไปยังพี่น้องประชาชนชาวกัมพูชาด้วยว่า ความเดือดร้อนที่ท่านประสบอยู่ในขณะนี้ มิได้เกิดจากมาตรการของฝ่ายไทย แต่เป็นผลจากการตัดสินใจของรัฐบาลกัมพูชาเอง ขอเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาดูแลความปลอดภัย รวมถึงการปกป้องคุ้มครองชุมชนภายในกัมพูชา ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในหลักไมตรี มองประชาชนกัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านที่มีสายสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมกัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความจริงใจของฝ่ายไทยจะนำไปสู่การเจรจา และการคืนความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนโดยเร็ว”

พล.ร.ต. สุรสันต์กล่าวด้วยว่า ขอขอบพระคุณพี่น้องประชาชนชาวไทยที่ติดตามสถานการณ์ด้วยความห่วงใย และขอความร่วมมือทุกภาคส่วนในการร่วมกันรักษาความสงบ รัฐบาลยืนหยัดเคียงข้างประชาชน และจะไม่ยอมให้สถานการณ์ใดๆ บั่นทอนความมั่นคงและศักดิ์ศรีของแผ่นดินไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...