‘เผ่าภูมิ’ โวปี 69 ตัวเลขขาดดุลลดลงเหลือ 4.3 เปอร์เซ็นต์ อีก 2 ปีจะเหลือ 3.1 ‘เท้ง’ ลุกโต้ไม่ตรงความเป็นจริง
‘เผ่าภูมิ’ โวปี 69 ตัวเลขขาดดุลลดลงเหลือ 4.3 เปอร์เซ็นต์ แต่ปี 72 จะเหลือเพียง 3.1 ลั่นปีนี้งบท้องถิ่นได้รับจัดสรรสูงสุดในประวัติศาสตร์ ‘เท้ง’ ลุกโต้ไม่ตรงความเป็นจริง เผยไม่ต่างจากปี 68
จากนั้นเวลา 20.30 น.วันที่ 28 พ.ค.68 นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้เปรยเรื่องการใช้งบประมาณในหลายมิติ ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เราจะได้มาดูว่างบประมาณปีนี้หน้าตา ทิศทางและสัดส่วนเป็นอย่างไร แต่การเปรยที่ดีอาจจะนำไปสู่บทสรุปที่ไม่ถูกต้องหากใช้สมมติฐานและข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ฉะนั้น ตนจึงขอชี้แจงเพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงภาพรวมงบประมาณว่าเหมือนที่ นายณัฐพงษ์ กล่าวหรือไม่
นายเผ่าภูมิ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ นายณัฐพงษ์ พูดถึงเรื่องการขาดดุลงบประมาณ แน่นอนว่าตรงกัน ประเทศไทยอยู่ในช่วงที่เรากำลังจะเจอกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ เรากำลังจะเจอกับความไม่แน่นอน การใช้งบประมาณในการบริหารเป็นเรื่องที่สำคัญ การขาดดุลงบประมาณเป็นเรื่องที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การที่บอกว่าการขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นสูงมากๆ จนน่าตกใจนั้น
นายเผ่าภูมิ กล่าวต่อว่า ตนอยากให้ย้อนกลับไปดูการคลังระยะปานกลางหรือเอ็นทีเอฟเอฟ ที่เป็นเหมือนพันธสัญญาที่รัฐบาลสัญญาไว้กับประชาชนว่าหน้าตาเป็นอย่างไร โดยในปี 2568 เราขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ 4.5 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ แต่ในปี 2569 เราขาดดุลลดลงเหลือในเชิงสัดส่วนอยู่ที่ 4.3 และจะลงเหลือ 3.6 ในปีหน้า และจะลงเหลือ 3.1 ในอีกสองปีต่อจากนั้น
“ท่านเห็นตัวงบประมาณหรือไม่ว่ารัฐบาลบริหารด้วยความถูกต้อง เราขาดดุลงบประมาณลดลงเรื่อยๆ นอกจากนี้ รัฐบาลยังตั้งงบประมาณสำหรับใช้หนี้เงินต้นสูงที่สุดเท่าที่กฎหมายกำหนดให้ในขณะนี้ เราใช้งบในการใช้หนี้เงินต้นถึง 4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแสดงถึงความรับผิดชอบและวินัยการเงินการคลังที่รัฐบาลพยายามปฏิบัติตาม รวมถึงมีการแก้กฎเกณฑ์การใช้หนี้เงินต้นที่ขณะนี้อยู่ที่ 4 เปอร์เซ็นต์ แต่เราเห็นว่าไม่พอ จึงได้แก้เป็น 5 เปอร์เซ็นต์ และปีหน้าท่านก็จะได้เห็นการตั้งงบที่มีการใช้หนี้เยอะกว่านี้ นี่คือความรับผิดชอบของรัฐบาลในการตั้งงบประมาณ” นายเผ่าภูมิ กล่าว
นายเผ่าภูมิ กล่าวต่อว่า ส่วนอีกประเด็นที่ นายณัฐพงษ์ พูดถึงคือเรื่องของการบริหารงบประมาณที่สามารถบริหารจัดการได้แค่ 1 ใน 4 ในส่วนนี้จริงและถูกต้อง เพราะเรามีสัดส่วนงบประมาณที่เป็นงบประจำค่อนข้างเยอะ แต่ตนอยากให้ไปดูตัวเลขเพราะรัฐบาลนี้ การจัดงบประมาณในปีนี้ได้ลดงบประมาณที่เป็นงบประจำถึง 1.05 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำสุดในรอบ 18 ปี อยู่ที่ 70 กว่าเปอร์เซ็นต์เพื่อทำให้เกิดช่องว่างในการลงทุน เพื่อสร้างโครงสร้างที่ดีในอนาคต
สำหรับประเด็นเรื่องการกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่นนั้น ที่บอกว่ามีการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เพียงพอและไม่กระจายไปสู่ท้องถิ่น ปีนี้เราจัดงบรายได้ให้กับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อยู่ที่ 29.43 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปีนี้สูงสุดในประวัติศาสตร์ เงินอุดหนุนในเงินงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้ อปท.นั้น ปีนี้โต 2.95 เปอร์เซ็นต์ หมายความถึงเจตจำนงของรัฐบาลที่ต้องการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น
นายเผ่าภูมิ กล่าวด้วยว่า ขณะที่เรื่องภาคการบริโภคนั้น ภาพรวมของการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเราโตติดกัน 15 เดือน และการเก็บภาษีในประเทศโต 28 เดือนติด ถือเป็นการบริหารของรัฐบาลที่พยายามทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งท่านจะเถียงตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ เพราะนี่คือการบอกถึงตัวเลขทางธุรกรรม และเห็นด้วยที่ภาคการผลิตมีปัญหา ซึ่งเราก็ได้เข้าไปดูภาคยานยนต์และอสังหาริมทรัพย์ โดยเราเห็นความหวังของภาคยานยนต์ ที่เดือนเมษายนเป็นเดือนแรกในรอบ 17 เราเห็นสัญญาณบวกจากการขายยานยนต์และภาคการผลิต ส่วนเอ็มพีไอที่กำลังจะมีการประกาศนั้นจะเป็นบวกในรอบ 9 เดือน
นายเผ่าภูมิ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องการค้ำประกันสินเชื่อที่มองไม่เห็นในการตั้งงบประมาณในปีนี้ เพราะเราจะไม่ตั้งไว้ในงบประมาณ การขาดความยืดหยุ่นในการใช้งบประมาณคือการตั้งงบประมาณที่สูญเปล่า โดยเรามีช่องทางอื่นๆ ที่จะใช้งบประมาณ เช่น การใช้มาตรา 28 หรือใช้ในส่วนอื่นๆ เพื่อมาใช้ในเรื่องของการค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งตนดูแลเรื่องนี้่โดยตรง การที่ นายณัฐพงษ์ บอกว่า 7 เปอร์เซ็นต์นั้นถือว่าผิด เพราะจริงๆ มันแค่ 4 เปอร์เซ็นต์
“ที่ผมพูดมานั้นเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันก่อนที่จะมีการอภิปรายใน 3-4 วันนี้ เราต้องทำให้มีก้าวแรกที่ตรงกันก่อนว่า การที่ท่านเปรยมานั้นผิด รัฐบาลใช้ความพยายามอย่างหนักในการทำงบประมาณปีนี้ และทำด้วยความรับผิดชอบ ด้วยเจตจำนงเพื่อประชาชน ด้วยเจตจำนงเพื่อแก้เศรษฐกิจ รวมถึงเรื่องความท้าทายของประเทศที่เรากำลังจะเจอในอนาคต” นายเผ่าภูมิ กล่าว
ทำให้นายณัฐพงษ์ ใช้สิทธิ์พาดพิงว่า ตนเชื่อว่า นายเผ่าภูมิ น่าจะเห็นตรงกับตนว่าตัวเลขประมาณการนั้นอาจจะมีการคลาดเคลื่อน และอาจจะเห็นไม่ตรงกันเล็กๆ น้อยๆ ได้ เช่น สัดส่วนรายได้ท้องถิ่นต่อรัฐส่วนกลางที่ท่านบอกว่างบประมาณปี 2569 นั้นถูกจัดสรรในสัดส่วนที่มากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่าน แต่ในปี 2566 สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการจัดสรรงบประมาณให้ท้องถิ่นอยู่ที่ 29.81 เปอร์เซ็นต์ แต่ในปี 2569 กลับอยู่ที่ 29.43 เปอร์เซ็นต์
ฉะนั้น หากจะยึดหลักตัวเลขเล็กๆ น้อยๆ ตัวเลขรายได้ที่ท่านกล่าวมานั้นก็ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ซึ่งสิ่งที่ตนอภิปรายไปในช่วงแรกนั้นแค่ต้องการชี้ให้เห็นว่าการจัดงบประมาณในปี 2569 นั้นแทบไม่ได้เปลี่ยนไปจากปี 2568 เลย มีเพียงการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘เผ่าภูมิ’ โวปี 69 ตัวเลขขาดดุลลดลงเหลือ 4.3 เปอร์เซ็นต์ อีก 2 ปีจะเหลือ 3.1 ‘เท้ง’ ลุกโต้ไม่ตรงความเป็นจริง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th