ธปท. เปิด 3 กลไกใหม่ ช่วย SME เข้าถึงสินเชื่อ เริ่มปลายปี 69
ธปท. เตรียมออก 3 กลไก SME Credit Portal -กลไกค้ำประกันใหม่ และ Alternative Data Bureau แก้ปัญหา SME ถูกปฏิเสธสินเชื่อ-เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน เน้นกลุ่มมีศักยภาพ คาดเริ่มปลายปี 2569-2570
9 ก.ย. 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในหัวข้อ SMEs แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต ในงาน TNN Future Forum 2026 "Thailand Beyond Tomorrow” ว่า ธปท. มีบทบาทต่างจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เนื่องจาก ธปท. รับหน้าที่ทั้งการดูแลนโยบายการเงิน (Monetary Policy) และการกำกับดูแลสถาบันการเงินควบคู่กัน มาตรการต่างๆ ที่ออกมาจึงเป็นการใช้อำนาจกำกับสถาบันการเงินเพื่อเข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างโดยตรง
โดยเศรษฐกิจไทยเผชิญกับความผันผวนและแรงช็อกถึง 5 ครั้งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนวิกฤตปี 2540 เศรษฐกิจไทยเคยเติบโตเฉลี่ย 7–8% ต่อปี แต่หลังวิกฤตปี 40 ชะลอลงเหลือ 5.3% หลังวิกฤตการเงินโลกเหลือ 3.7% และหลังวิกฤตโควิด-19 เติบโตเฉลี่ยเพียง 2.4%
สำหรับภาพรวมปี 2569 เดิมคาดการณ์ว่าจะเติบโตเพียง 1.8–1.9% แต่ด้วยมาตรการพยุงและกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ราว 2.3% อย่างไรก็ตาม อัตราดังกล่าวถือว่ายังต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับระดับที่ควรจะเป็น ที่ 3–4% ทำให้รายได้ของภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการโตไม่ทันกับค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างสะสม ทั้งเสถียรภาพทางการเมือง สังคมสูงวัย โครงสร้างการศึกษา และปัญหาธุรกิจสีเทา
นายวิทัย กล่าวต่อว่า ธปท. ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการแก้ไขปัญหาของกลุ่ม SME เนื่องจากเป็นฟันเฟืองสำคัญที่มีการจ้างงานสูงถึง 13.6 ล้านคน คิดเป็น 70% ของการจ้างงานทั้งประเทศและมีสัดส่วนต่อ GDP ถึง 35% อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน ยอดสินเชื่อ SME กลับติดลบติดต่อกันยาวนานถึง 16 ไตรมาส สวนทางกับสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ที่เริ่มกลับมาขยายตัวเป็นบวก สะท้อนถึงภาวะการฟื้นตัวที่เป็นรูป K-Shaped ชัดเจน ขณะที่ยังพบวิกฤตเชิงโครงสร้างของ SME ไทยในหลายมิติ เช่น
- สัดส่วนต่อ GDP ลดลง ในอดีตช่วงที่ GDP โต 3.5% SME เคยมีสัดส่วนส่งเสริมการเติบโตถึง 1.9% แต่ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 1%
- อัตราการรอดชีวิตต่ำ จากข้อมูล SME ที่จัดตั้งเป็นนิติบุคคลราว 130,000 แห่ง พบว่าเมื่อผ่านไป 10 ปี จะปิดกิจการไปถึง 50% และเมื่อผ่านไป 25 ปี จะเหลือรอดเพียง 30%
- ศักยภาพการทำกำไรลดลง SME ที่จัดตั้งหลังปี 2556 เมื่อดำเนินกิจการผ่านไป 10 ปี รายได้เติบโตเพิ่มขึ้นช้ากว่า SME รุ่นเก่าอย่างมาก
- การเข้าถึงสินเชื่อยาก SME รายใหม่ ที่ไม่มีประวัติทางการเงินน มีอัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อสูงถึง 78% โดยกลุ่ม SME ที่พึ่งเปิดมาได้ 0–5 ปี สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้จริงเพียง 11% เท่านั้น ขณะที่SME ที่มีประวัติหนี้เสียเดิมถูกปฏิเสธสินเชื่ออยู่ที่ 86% และในความเป็นจริงอาจสูงถึง 90% ส่วน SME เกรดเอ หรือ กลุ่มที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% แรก กลับสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้เพียง 21% เท่านั้น เทียบกับธุรกิจรายใหญ่ระดับท็อป 30% ที่เข้าถึงได้ถึง 61%
- แบกรับดอกเบี้ยแพง SME มีต้นทุนดอกเบี้ยเฉลี่ยสูงถึง 6.9% ขณะที่ธุรกิจรายใหญ่จ่ายดอกเบี้ยเพียงประมาณ 3.9% หรือราว 3% ในปัจจุบันสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากอัตราสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ของ SME ที่พุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 9–9.5% เทียบกับรายใหญ่ที่มี NPL ต่ำกว่า 2%
- ธุรกิจซอมบี้ (Zombie Firms) พุ่งสูงผู้ประกอบการที่มีกำไรไม่พอจ่ายดอกเบี้ย (Zombie Firms) เพิ่มขึ้นจาก 2% เป็นเกือบ 6%
“เราไม่สามารถช่วย SME ให้เข้าถึงสินเชื่อได้ทุกราย โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่ไม่มีศักยภาพหรือไม่ปรับตัว กลุ่มที่เป็น Zombie Firms จำเป็นต้องปล่อยไปตาม ขณะที่ภาคจริง หรือ Real Sector โดยธปท. จะมุ่งเน้นสนับสนุนกลุ่ม SME ที่มีกำไรและยังขยายตัวได้ ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ราว 38% ให้เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักในการได้รับสินเชื่อ เพื่อประคองให้ธุรกิจสามารถเติบโตและเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป”
นายวิทัย กล่าวว่า เพื่อลดอุปสรรคสำคัญด้านต้นทุนความเสี่ยง หรือ Credit Cost ของ ธปท. ได้วางโครงสร้างระบบนิเวศใหม่ผ่าน 3 โครงการหลัก ที่จะเริ่มเห็นผลตั้งแต่ปลายปี 2569 ถึงปี 2570 ได้แก่
- SME Credit Portal แพลตฟอร์มกลางจับคู่ระหว่าง SME ที่มีศักยภาพกับสถาบันการเงิน ทั้งธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินของรัฐ และ Non-Bank เพื่อแก้ปัญหาความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล โดยบูรณาการความร่วมมือกับหอการค้าไทย สมาพันธ์ SME และสถาบันการเงิน คาดว่าจะเปิดตัวในเดือน ธ.ค. 2569
- กลไกการค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ ดำเนินการขนานไปกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยไม่ใช้วบประมาณแผ่นดินแต่ใช้เงินส่งเข้ากองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF) ประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งทดสอบกลไกแล้วสามารถปล่อยสินเชื่อได้ 70,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าไว้ที่ 80,000 ล้านบาท ขณะที่ตั้งเป้าหมายระยะยาวจะช่วยปล่อยสินเชื่อได้ปีละ 100,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับ บสย. อีก 100,000 ล้านบาท จะทำให้มีวงเงินค้ำประกันรวม 200,000 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นครึ่งหนึ่งของความต้องการสินเชื่อ SME ทั้งปีที่ราว 400,000 ล้านบาท โดยเตรียมเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในอีก 3–4 เดือนข้างหน้า และหวังว่าจะเกิดขึ้นได้ในปี 2570
- Alternative Data Bureau โครงการร่วมมือที่มีกระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพ โดยการนำข้อมูลทางเลือก เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ การเสียภาษี E-statement ข้อมูล Payment Gateway และข้อมูลโทรศัพท์มือถือ มารวบรวมเพื่อวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ โดยมี 2 วัตถุประสงค์หลัก คือ (1) ช่วยกลุ่มอาชีพอิสระและ SME เข้าถึงสินเชื่อในระบบง่ายขึ้น และ (2) คัดกรองและสแกนกลุ่มธุรกิจสีเทาหรือการธุรกรรมที่ผิดปกติ เช่น ทองคำ เงินตราต่างประเทศ คริปโทเคอร์เรนซี ออกจากระบบการเงิน ทั้งนี้คาดว่าโครงการนี้จะเกิดขึ้นในปี 2570
"ทั้ง 3 เรื่อง ทั้ง SME Credit Portal กลไกค้ำประกันใหม่ และ Alternative Data Bureau จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับเปลี่ยนระบบนิเวศทางการเงิน ช่วยเหลือ SME ที่มีศักยภาพให้เดินหน้าต่อได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจของธปท. ในการเข้ามาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ"