ไทย-จีนหารือยกระดับ ‘ความร่วมมืออุตสาหกรรม’ เดินหน้าเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน
กว่างโจว, 5 ก.ย. (ซินหัว) — ก่อนการประชุมสื่อมวลชนเอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific Media Forum) จะเปิดฉากอย่างเป็นทางการ ณ เมืองเซินเจิ้น มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน ในวันเสาร์ (5 ก.ย.) บรรดาผู้แทนสื่อมวลชนที่เดินทางมาจีนเพื่อเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ได้เดินทางไปเยี่ยมชมหลายเมืองของมณฑลกว่างตง ทั้งกว่างโจว โฝซาน ตงก่วน เซินเจิ้น จูไห่ และจงซาน เพื่อสัมผัสศักยภาพการพัฒนาของเขตเศรษฐกิจอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊า (GBA) และสำรวจโอกาสความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมระหว่างจีนกับไทย
หนึ่งในจุดหมายปลายทางการเยี่ยมชมครั้งนี้คือสำนักงานใหญ่ของค่ายยานยนต์จีน บีวายดี (BYD) ที่ตั้งอยู่ในเมืองเซินเจิ้น ซึ่งผู้แทนสื่อมวลชนได้มีโอกาสเยี่ยมชมการสาธิตสมรรถนะยานยนต์ในห้องจำลองอุณหภูมิ -30 องศาเซลเซียส ที่แสดงให้เห็นว่ายานยนต์สามารถชาร์จแบตเตอรี่จากร้อยละ 20 สู่ร้อยละ 97 ได้ภายในเวลาเพียง 12 นาทีภายใต้อุณหภูมิติดลบ โดยที่แบตเตอรี่ไม่ได้รับความเสียหาย
กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน และผู้แทนสื่อมวลชนไทยที่เข้าร่วมการประชุมฯ กล่าวว่าบีวายดีมีโรงงานขนาดใหญ่อีกแห่งตั้งอยู่ในไทย และยานยนต์ของบริษัทยังได้รับความนิยมจากชาวไทยจำนวนมาก โดยมองว่าเรื่องราวของบีวายดีและไทยเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงจาก “การเชื่อมโยงกัน” สู่ “ห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกัน” ระหว่างอุตสาหกรรมของจีนและไทย
บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) มียอดส่งมอบยานยนต์พลังงานใหม่ในไทย ทะลุ 1.3 แสนคัน เมื่อนับถึงวันที่ 12 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่โรงงานภายในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง เปิดดำเนินการครบรอบ 2 ปี
ไทยถือเป็นฐานการผลิตยานยนต์นั่งส่วนบุคคลในต่างประเทศแห่งแรกของบีวายดี มีกำลังการผลิต 1.5 แสนคันต่อปี และสามารถผลิตยานยนต์ในประเทศได้ 5 รุ่นแล้ว ทั้งยังสร้างงานรวมกว่า 5,000 ตำแหน่ง มีพนักงานชาวไทยคิดเป็นราวร้อยละ 93 และมีสัดส่วนการจัดซื้อชิ้นส่วนจากผู้ผลิตในท้องถิ่นร้อยละ 50 ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาแบบบูรณาการของห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ในไทยในอนาคต
เว่ยไห่กั่ง ผู้จัดการทั่วไปของจีเอซี อินเตอร์เนชันแนล (GAC International) กล่าวว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่อาจหยุดอยู่แค่ “การขายสินค้า” เพียงอย่างเดียว แต่ควรนำระบบการผลิตอัจฉริยะและห่วงโซ่อุปทานมาสู่ท้องถิ่น โดยจีเอซีได้จัดตั้งโรงงานประกอบยานยนต์จากชิ้นส่วนที่นำเข้า (KD) ในไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฯลฯ โดยทำหน้าที่เป็นผู้นำห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำและปลายน้ำออกไปยังต่างประเทศ และเดินหน้าสร้างเครือข่าย “100 เมือง 1,000 สถานีชาร์จ” ในไทย รวมถึงทำงานร่วมกับบริษัทขนส่งในท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการเดินทางสาธารณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ โรงงานของไมเดีย กรุ๊ป (Midea Group) ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทย ยังได้รับการจัดอันดับจากสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ให้เป็น “โรงงานต้นแบบด้านความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน” นับเป็นโรงงานต้นแบบในต่างประเทศแห่งแรกของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าจีน
โรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาดเทียบเท่าสนามฟุตบอลมาตรฐาน 45 สนาม สามารถประกอบเครื่องปรับอากาศได้ 1 เครื่องในทุก 6 วินาที ใช้ระบบไมโครกริดที่ผสานพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบจ่ายน้ำ และระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานต่อเครื่องได้ร้อยละ 40.2 ทั้งยังมีพนักงานจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสัดส่วนร้อยละ 97.8 และเติบโตไปพร้อมกับซัพพลายเออร์ท้องถิ่นอีก 691 ราย
ขณะเดียวกัน ไทยยังเป็นจุดหมายแรกของอีโก้-โรโบติกส์ (Ego-Robotics) ผู้ให้บริการโซลูชันโลจิสติกส์อัจฉริยะจากเมืองตงก่วน ในการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ โดยในปี 2019 อีโก้-โรโบติกส์ได้จัดตั้งสำนักงานและทีมเทคนิคในไทย มีบริษัทชิ้นส่วนยานยนต์ชั้นนำของไทยเป็นลูกค้ารายแรก ก่อนจัดตั้งสาขาในไทยอย่างเป็นทางการในปี 2025 เพื่อดูแลลูกค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปัจจุบันบริษัททำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยไทย 3 แห่ง และฝึกอบรมนักศึกษาด้านการพัฒนาแพลตฟอร์มของบริษัทราว 1,500 คนต่อปี
ชุตินธรา วัฒนกุล บรรณาธิการบริหารข่าวออนไลน์ ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) กล่าวว่าความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมระหว่างจีนและไทยกำลังเปลี่ยนจากการนำเข้าการลงทุนและศักยภาพด้านการผลิต ไปสู่การสร้างระบบอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น และแนะนำว่าการจัดตั้งห้องปฏิบัติการวิจัยและพัฒนาด้านปัญญาประดิษฐ์ร่วมกัน จะช่วยส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี ช่วยให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) สามารถบูรณาการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทจีนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ตลอดจนร่วมจัดฝึกอบรมและพัฒนาหลักสูตรเพื่อผลิตบุคลากรด้านเทคโนโลยีสำหรับโรงงานอัจฉริยะในไทย