เกาะประเด็นการเมือง จับตา นายกฯ แบะท่า ‘ถอยแลนด์บริดจ์’
ระหว่างวันที่ 17-20 ก.ค. “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วยคณะผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลไทย เดินทางปฏิบัติภารกิจอย่างเป็นทางการ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน วันที่ 18 ก.ค. นายกฯ นำคณะเดินทางจากนครเซี่ยงไฮ้มุ่งสู่นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ โดยได้เข้าร่วมกิจกรรม “Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้แทนภาคเอกชนไทย 153 ราย และรับฟังข้อเสนอแนะในการบุกตลาดจีน
นายกฯ กล่าวในงานตอนหนึ่งว่า เราจะทำโครงการแลนด์บริดจ์ ก็มีเสียงทักท้วงว่าอย่าเพิ่งทำ เอาเงินที่ไหนมาทำ เราก็ปวดหัวอยู่ วันนั้นประชุมกับประธานสภาอุตสาหกรรม ประธานหอการค้า ประธานสมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านบอกว่าไม่ต้องทำแลนด์บริดจ์ก็ได้ แต่ขอให้มีจุดเชื่อมต่อการขนส่ง ขอให้เชื่อมต่อทางรถไฟในช่วงตะวันตกและตะวันออกของประเทศไทย ให้ครบเพื่อเชื่อมกับทางรถไฟสายหลักจากเหนือมาใต้ แค่นี้แล้วไปปรับปรุงท่าเรือสองฝั่งในภาคใต้ของประเทศไทยก็น่าจะเพียงพอสำหรับบริบทการลงทุนในประเทศไทยขณะนี้
รัฐบาลก็รับฟัง และเป็นทางออก ในช่วง 5-10 ปีนี้ เพราะหากดันโครงการแลนด์บริดจ์ต่อไป แม้จะไม่มีใครต่อต้าน แต่ก็ต้องใช้เวลา 3 ปี 5 ปี แต่ถ้าไปปรับปรุงท่าเรือเพื่อไปเชื่อมต่อการขนส่งทางบก ถนนที่ขาดก็สามารถทำได้เลย จากการไปพูดคุยกับประเทศต่างๆ ได้รับความชื่นชมว่าตอนนี้ประเทศไทยมีความพร้อมทุกด้าน หน้าที่ของรัฐบาลชุดนี้ต้องเร่งเจรจา FTA ถ้าเจรจาเสร็จ มูลค่าการค้าก็จะเพิ่มมากขึ้น เป็นไปอัตโนมัติ
“ตอนนี้ก็เจอนอมินีมากมาย มีพ่อทิพย์เกิดขึ้น เด็กเกิดมาปุ๊บก็มีสัญชาติไทย พอ 5 ขวบ ก็โอนหุ้นให้ ผมจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องเหล่านี้ในประเทศไทยอีก ผมทำหน้าที่เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันให้เต็มที่ ตอนที่ขยายกิจการ สร้างรายได้ให้ประเทศ ท่านต้องเป็นกองหน้า ก็ขอให้ท่านทำให้เต็มที่ เราต้องทำงานร่วมกัน ไม่ต้องมียั้ง 2 พลังขับเคลื่อนกันไป ภาครัฐและเอกชน ผลลัพธ์ก็ต้องเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนต้องการเห็น และความมั่งคั่งของประเทศไทยก็จะเกิดขึ้น” นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายกฯ ทำพิธีเปิดฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู (สำนักงาน BOI เฉิงตู) เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนล้ำสมัยเข้าสู่ประเทศไทย และเข้าพบหารือรูปแบบตัวต่อตัว (One-on-One) ระหว่างนายกฯ และผู้นำบริษัทชั้นนำของจีนรวม 6 ราย เพื่อผลักดันความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม สำหรับการหารือในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและยานยนต์ (สนับสนุนโดย BOI) ประกอบด้วยการพบปะกับ Xiaomi Corporation ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและสมาร์ตโฟนระดับโลก, ChangAn Automobile ผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ของจีนที่มีฐานการผลิตในไทย, InnoLight Technology ผู้นำด้านนวัตกรรมอุปกรณ์ออปโตอิเล็กทรอนิกส์ และ Eoptolink Technology ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบส่งสัญญาณแสงและความเร็วสูง
ในส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ นายกฯ หารือกับ China Sichuan Airlines เกี่ยวกับการเพิ่มเที่ยวบินและเส้นทางบินตรงเชื่อมเมืองรองและเมืองหลักของไทย รวมถึงพบกับ Meituan แพลตฟอร์มบริการไลฟ์สไตล์และอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนคุณภาพสูงให้เดินทางมายังประเทศไทยมากขึ้น
นายอนุทิน ย้ำว่า การเดินทางมาเยือนอย่างเป็นทางการของรัฐบาลในครั้งนี้ มีเป้าหมายที่ชัดเจนและหนักแน่น โดยเฉพาะเรื่อง การส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกันในอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งในการพบหากับสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เมื่อวันที่ 17 ก.ค. ก็รับการยืนยันจากประธานาธิบดีจีน ว่า “ไทย-จีน ครอบครัวเดียวกัน” และจะหารือกับนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ของจีน ในวันที่ 19 ก.ค. จะฝากให้ท่านทั้งสองช่วยดูแลผู้ประกอบการชาวไทยในประเทศจีนด้วย
“โครงการแลนด์บริดจ์ ยังคงเป็นแนวทางนโยบายของรัฐบาลที่จะศึกษาโครงการต่อไป แต่สิ่งสำคัญตอนนี้คือต้องเร่งดำเนินการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานทางบกที่เป็นจุดที่ยังไม่เชื่อมต่อ (Missing Link) รวมทั้งระบบราง เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางอาเซียน และเป็นประเทศเดียวที่สามารถลิงก์กับประเทศอื่นๆ ได้ทั้งทางบกและทางน้ำ เราเริ่มจากการปรับปรุงท่าเรือน้ำลึกฝั่งตะวันตกที่จังหวัดระนองก่อน เพื่อให้เชื่อมโยงกับจังหวัดชุมพร และระบบโลจิสติกส์ทางบก เชื่อมโยงกับประเทศอื่นๆได้ กระทรวงคมนาคมกำลังดำเนินการศึกษาโครงการนี้อย่างต่อเนื่องแบบคู่ขนาน”
จากกรณีคณะกรรมการสรรหาประธานสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติให้ “หมอไห่” นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติในการรับการสรรหาเป็น กสทช. น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า นพ.สรณ เป็น กสทช. ในสัดส่วนด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดช่วงที่ผ่านมา กสทช. ภายใต้การนำของประธาน กสทช. คนนี้ มีการพิจารณาเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในวงกว้าง โดยเฉพาะการรวมธุรกิจทรู-ดีแทค และเอไอเอส-3BB ซึ่งสภาผู้บริโภคคัดค้านทั้งสองกรณี เพราะอาจทำให้การแข่งขันในตลาดลดลง และผู้บริโภคมีทางเลือกน้อยลง แต่ปัจจุบันกลับยังไม่เห็นมาตรการกำกับดูแลด้านราคา คุณภาพบริการ และการคุ้มครองผู้บริโภคที่มีประสิทธิผลเพียงพอ
นายปริญญา เทวานฤมิตกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า กรณีของ นพ.สรณ นั้น แม้จะลาออกจากมหาวิทยาลัยมหิดลแล้ว แต่ยังเป็น "นายแพทย์ได้ค่าตอบแทนรายชั่วโมง" ทำให้ยังคงมีสถานะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ และดังนั้นจึงขาดคุณสมบัติ กสทช. เท่ากับ “สละสิทธิ” ที่จะได้รับการโปรดเกล้าให้เป็น กสทช.
มีมาตรา 20 บัญญัติไว้ว่า ถ้า กสทช. ที่โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งไปแล้ว คนใดขาดคุณสมบัติก็ให้ดำเนินการตามมาตรา 20 วรรคสอง คือให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง คนทูลเกล้าฯ คือนายกฯ ซึ่งเป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.กสทช. (มาตรา 5) เมื่อถือว่าพ้นตำแหน่ง กสทช. มาตั้งแต่ยังไม่ได้เป็น ก็คงต้องคืนค่าตอบแทนตั้งแต่เดือนแรกที่ดำรงตำแหน่ง แต่การทำหน้าที่ต่างๆ อาทิ การลงมติ การเซ็นคำสั่งต่างๆ ยังไม่เป็นโมฆะ
ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ได้บัญญัติเอาไว้ที่มาตรา 19 คือ มาตรา 19 ถ้าปรากฏภายหลังว่าเจ้าหน้าที่หรือกรรมการในคณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครองใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม หรือการแต่งตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นเหตุให้ผู้นั้นต้องพ้นจากตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่งเช่นว่านี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่
“เรื่องนี้คาราคาซังมาหลายปี นายอนุทินจึงควรรีบทูลเกล้าฯ ให้พ้นตำแหน่ง ภารกิจ กสทช. เรื่องกิจการกระจายเสียงโทรทัศน์ทั้งหลายที่หยุดอยู่กับที่มาหลายปี จะได้เดินหน้าต่อเพื่อประโยชน์ประชาชนเสียที” นายปริญญา โพสต์
“สส.แด๊ก” นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า เชื่อว่ารัฐบาลไม่มีเสถียรภาพอยู่ได้ไม่นาน ว่า ไม่แน่ใจว่านายณัฐพงษ์ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนว่ารัฐบาลนี้ไม่มีเสถียรภาพ ตรงกันข้าม ตนกลับมองว่าหากทุกกระทรวงยังร่วมมือกันทำงานอย่างต่อเนื่อง ผลักดันนโยบายต่างๆ ที่เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง
เมื่อถามว่า นายณัฐพงษ์ ระบุด้วยว่า กำลังรอจังหวะที่เหมาะสมเพื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายธนกร กล่าวว่า ไม่อยากให้ฝ่ายค้านมองแค่ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเรื่องปกติที่ต้องทำทุกปี แม้ไม่มีเรื่องทุจริตอะไรก็ต้องอภิปราย เพื่อหวังจะได้คะแนนเสียงจากประชาชนเท่านั้น ถ้าไม่มีประเด็นจริงๆ ก็ควรปล่อยให้รัฐบาลได้บริหารประเทศ หากฝ่ายค้านข้องใจก็สามารถใช้ช่องทางตรวจสอบอื่นๆ ที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ได้อยู่แล้ว ถ้าฝ่ายค้านมั่นใจว่าเสียงฝ่ายค้านจะล้มรัฐบาลได้ ตนก็มั่นใจเหมือนกันว่าเสียงรัฐบาลยังเหนียวแน่น ล้มรัฐบาลไม่ลงแน่นอน
ปิดท้ายกันที่ “อดีต สส.เงาะ” วรชัย เหมะ อดีต สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันที่ 26 ก.ค. นี้ เป็นวันคล้ายวันเกิด “อดีตนายกฯ แม้ว” ทักษิณ ชินวัตร ปีที่ 77 เพื่อเป็นการให้กำลังใจนายทักษิณ คนเสื้อแดงที่ยังรักนายทักษิณ จะรวมตัวกันจัดงานวันคล้ายวันเกิดให้กับนายทักษิณ ที่ร้านจุ่มดาด กม.6 ซอยรามอินทรา 40 ตั้งแต่เวลา 11.00 น. ใครอยากมาร่วมส่งกำลังใจให้นายทักษิณ ก็ขอให้มาร่วมตัวกันได้อย่างเป็นกันเอง
"ทีมข่าวการเมือง"