โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

โรงพยาบาลอ่างทองแจงทารกเสียชีวิต ยืนยันรักษาตามมาตรฐาน พบป่วยรุนแรงตั้งแต่แรกเกิด

สยามรัฐ

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

โรงพยาบาลอ่างทองแถลงข้อเท็จจริงกรณีทารกแรกเกิดเสียชีวิต ยืนยันทีมแพทย์รักษาเต็มความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพ หลังพบมีภาวะเจ็บป่วยรุนแรงตั้งแต่แรกเกิด จากภาวะความดันเลือดในปอดสูง หายใจลำบาก และภาวะแทรกซ้อนหลายด้าน พร้อมดูแลใน NICU อย่างใกล้ชิดจนถึงวาระสุดท้าย

วันที่ 27 ก.ค.69 เวลา 11.00 น.โรงพยาบาลอ่างทองพญ.ปาริชาติ ติระวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอ่างทอง พร้อมด้วย นพ.ทวีโชค โรจนอารัมภ์กุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง พร้อมคณะผู้บริหาร ออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงเบื้องต้น กรณีการเสียชีวิตของทารกแรกเกิดที่กำลังได้รับความสนใจจากสังคม โดยระบุว่าได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์อย่างละเอียด พบว่าทารกมีภาวะเจ็บป่วยรุนแรงตั้งแต่แรกเกิด อันเป็นผลจากปัจจัยเสี่ยงของมารดาและภาวะแทรกซ้อนหลายประการ พร้อมยืนยันว่าทีมแพทย์และพยาบาลได้ให้การรักษาอย่างเต็มความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพตลอดระยะเวลาการรักษา

จากการตรวจสอบพบว่า มารดาป่วยเป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ โดยข้อมูลการฝากครรภ์ระบุว่าระดับน้ำตาลในเลือดส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูงกว่ามาตรฐาน ส่งผลให้ทารกมีน้ำหนักตัวมากกว่าเกณฑ์ตามอายุครรภ์ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ทารกคลอดก่อนกำหนดที่อายุครรภ์ 36 สัปดาห์ มีน้ำหนักแรกเกิด 4,305 กรัม จัดอยู่ในกลุ่มทารกที่มีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ตามอายุครรภ์ (Large for Gestational Age: LGA) โดยมารดามีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง รวมทั้งมีภาวะน้ำเดินก่อนกำหนด ส่งผลให้ทารกเกิดภาวะความดันเลือดในปอดสูง (PPHN) ภาวะหายใจลำบากชั่วคราวในทารกแรกเกิด (TTNB) และสงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ซึ่งล้วนเป็นภาวะที่มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง

ภายหลังคลอดประมาณ 1 ชั่วโมง ทารกมีอาการหายใจลำบากและมีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ จึงได้รับการรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพ ทั้งการให้ยา การใช้เครื่องช่วยหายใจ และการดูแลอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยวิกฤติทารกแรกเกิด (NICU) พร้อมทั้งมีการปรึกษากุมารแพทย์เฉพาะทางด้านทารกแรกเกิดของโรงพยาบาลแม่ข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อกำหนดแนวทางการรักษาที่เหมาะสม

ทีมแพทย์พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตระหว่างการเคลื่อนย้าย จึงให้การรักษาในโรงพยาบาลอ่างทองภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลแม่ข่าย

ต่อมาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.20 น. ผู้ป่วยมีอาการทรุดลงและเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น ทีมรักษาได้ช่วยฟื้นคืนชีพทันที พร้อมชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรค ความรุนแรงของอาการ และโอกาสการเสียชีวิตแก่บิดาและมารดาในช่วงวันที่ 18–19 กรกฎาคม 2569 ผู้ป่วยยังคงอยู่ในภาวะวิกฤติ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจชนิดความถี่สูงและยากระตุ้นความดันโลหิตหลายชนิด โดยทีมแพทย์ได้ปรับการรักษาให้เหมาะสมกับอาการอย่างใกล้ชิด

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ผู้ป่วยมีอาการบวมทั่วร่างกายและปริมาณปัสสาวะลดลงจากภาวะวิกฤติของโรค แม้ความดันโลหิตจะดีขึ้นจนสามารถลดขนาดยาบางชนิดได้ แต่ยังจำเป็นต้องได้รับยากระตุ้นความดันโลหิตอีกหลายชนิด ทีมแพทย์ได้ปรึกษาโรงพยาบาลแม่ข่ายอีกครั้ง ซึ่งมีความเห็นให้ดำเนินการรักษาตามแผนเดิม พร้อมติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และได้แจ้งข้อมูลดังกล่าวแก่บิดาและมารดาอย่างต่อเนื่อง

กระทั่งวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ผู้ป่วยมีระดับออกซิเจนในเลือดลดลง แพทย์ได้ปรับการรักษาและเพิ่มการช่วยหายใจ ต่อมาเวลา 09.14 น. ทีมรักษาได้โทรศัพท์แจ้งบิดาและมารดาว่าผู้ป่วยมีอาการทรุดลง ขอให้เดินทางมายังโรงพยาบาลเพื่อร่วมรับทราบสถานการณ์และตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางการรักษา เวลา 10.11 น. ผู้ป่วยไม่มีสัญญาณชีพ ทีมแพทย์ได้ดำเนินการช่วยฟื้นคืนชีพอย่างเต็มที่เป็นเวลาประมาณ 35 นาที แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ และประกาศการเสียชีวิตเมื่อเวลา 10.45 น.

โรงพยาบาลอ่างทองระบุว่า จากการทบทวนข้อเท็จจริงและข้อมูลทางการแพทย์อย่างละเอียด สรุปได้ว่าการเสียชีวิตของทารกเกิดจากภาวะเจ็บป่วยรุนแรงตั้งแต่แรกเกิด โดยเฉพาะภาวะความดันเลือดในปอดสูง (PPHN) ร่วมกับภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ซึ่งเป็นโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง แม้ว่าทีมแพทย์จะได้ให้การรักษาอย่างเต็มความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพตลอดกระบวนการรักษาแล้วก็ตาม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...