จำคุกแก๊งม้าฟอกคริปโต! คดีหลอกแม่ “อัยการดาว” 7 แสน ทนายเตรียมอุทธรณ์สู้ต่อ
เมื่อวันที่ 18 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดธัญบุรีอ่านคำพิพากษาในคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์สวมรอยเป็นนักธุรกิจต่างชาติ หลอกลวงนางบุญครอง นิปวณิชย์ มารดาของ น.ส.สุภาภรณ์ นิปวณิชย์ หรือ “อัยการดาว” อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานคดีอาญา อดีตพนักงานอัยการผู้ทำคดีการเสียชีวิตของนักแสดงสาว “แตงโม นิดา” โดยขบวนการดังกล่าวใช้วิธีสวมรอยเป็นนายแฮร์รี่ ชาร์ด นักธุรกิจชาวเวียดนาม ติดต่อผ่านสื่อสังคมออนไลน์ สร้างความสนิทสนม ก่อนหลอกลวงให้โอนเงินหลายสิบครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 700,000 บาท
สำหรับคดีนี้เป็นคดีนอกราชอาณาจักร ซึ่งอัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องคดีเอง โดยพนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรีเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.อัญชลี, น.ส.เวียงสวรรค์ (ชาวลาว), บริษัท เอ็น.เอ็น.ทีฯ จำกัด (บริษัทปุ๋ย), นายสุพงษ์, นายธนกร และนายธนพนธ์ จำเลยที่ 1-6 ซึ่งถูกดำเนินคดีในฐานะบัญชีม้าและผู้รับโอนเงิน โดยพบว่าหนึ่งในจำเลยเป็นผู้บริหารโรงงานปุ๋ยใน จ.บุรีรัมย์ และมีเส้นทางการเงินหมุนเวียนในบัญชีหลักหลายร้อยล้านบาท รวมถึงมีการซื้อขายเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี
จำเลยถูกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันเป็นซ่องโจร ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นโดยทุจริตและโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมหรือข้อมูลอันเป็นเท็จในลักษณะที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน
มูลคดีเกิดขึ้นจากกลุ่มคนร้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์สร้างโปรไฟล์ปลอมในชื่อ “แฮร์รี่ ชาร์ด” อ้างตัวเป็นนักธุรกิจชาวเวียดนาม ติดต่อผ่านสื่อสังคมออนไลน์ทั้ง Facebook และ WhatsApp เข้าหานางบุญครอง โดยใช้กลอุบายสร้างความสนิทสนมเชิงชู้สาว ก่อนหลอกว่าสั่งส่งพัสดุจากต่างประเทศมาให้ แต่พัสดุติดค้างอยู่ที่สนามบินเนื่องจากน้ำหนักเกิน จากนั้นหลอกให้โอนเงินเป็นค่าธรรมเนียมและค่าดำเนินการต่าง ๆ หลายสิบครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 700,000 บาท
จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่า เงินที่ถูกหลอกลวงถูกโอนกระจายเข้าสู่กลุ่มจำเลยผ่านเส้นทางการเงินและการแปรสภาพสินทรัพย์ โดยจำเลยแต่ละคนมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกัน
ในชั้นพิจารณา โจทก์ร่วม ได้แก่ นางบุญครอง พร้อมด้วย น.ส.สุภาภรณ์ (อัยการดาว) และนายภัทรพงศ์ ไชยปุรณะ บุตรชายในฐานะทนายความ ได้เข้าร่วมดำเนินคดีอย่างใกล้ชิด
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของคู่ความแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 น.ส.อัญชลี จำเลยที่ 2 น.ส.เวียงสวรรค์ และจำเลยที่ 5 นายธนกร มีพยานหลักฐานและเส้นทางการเงินของโจทก์มัดแน่น โดยจำเลยที่ 1, 2 และ 5 เปิดบัญชีธนาคารจำนวนมากเพื่อรับโอนเงินที่มีลักษณะผิดปกติ และมีบัญชีที่ใช้ในการกระทำความผิด โดยจำเลยกลุ่มนี้เป็นปลายทางรับโอนเงินที่ได้จากการฉ้อโกงโจทก์ร่วม
โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์ชัดเจนในการนำเงินดังกล่าวไปซื้อขายเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี (USDT) บนแพลตฟอร์ม Binance เพื่อแปรสภาพและซุกซ่อนแหล่งที่มาที่แท้จริงของเงิน ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1, 2 และ 5
ส่วนข้อหาฉ้อโกงประชาชน ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ อั้งยี่ ซ่องโจร และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ศาลยกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่า พยานหลักฐานของโจทก์สืบไปได้เพียงถึง “เส้นทางการเงินและการแปรสภาพเงิน” แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่า จำเลยที่ 1, 2 หรือ 5 เป็นผู้สร้างโปรไฟล์ปลอม “Harry Chad” หรือเป็นผู้พิมพ์ข้อความและนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อหลอกลวงโจทก์ร่วมโดยตรง
นอกจากนี้ โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงการรวมตัว วางโครงสร้างองค์กร หรือมีสายการบังคับบัญชาเป็นขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติอย่างชัดเจน เมื่อพยานหลักฐานในข้อหาเหล่านี้ยังมีความสงสัยตามสมควร ศาลจึงอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย
สำหรับจำเลยที่ 3 บริษัท เอ็น.เอ็ม.ที. 1999 จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานปุ๋ย จำเลยที่ 4 นายสุพงษ์ ผู้บริหารโรงงานปุ๋ย และจำเลยที่ 6 นายธนพนธ์ ศาลเห็นว่า แม้จะมีเส้นทางการเงินโอนผ่านเข้าบัญชี แต่พยานหลักฐานของโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า จำเลยกลุ่มนี้มีส่วนรู้เห็นหรือมีเจตนาร่วมทุจริตกับกลุ่มคนร้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์มาตั้งแต่ต้น จึงยังรับฟังไม่ได้ว่ามีเจตนาฟอกเงิน
ในส่วนของจำเลยที่ 3 และ 4 ซึ่งเป็นธุรกิจโรงงานปุ๋ยและมีเงินหมุนเวียนหลักร้อยล้านบาท พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า การรับโอนเงินดังกล่าวเป็นการตั้งใจร่วมมือฟอกเงินกับกลุ่มคนร้าย เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่สามารถพิสูจน์เจตนาทุจริตได้อย่างสิ้นสงสัย ศาลจึงพิพากษายกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง และพิพากษายกฟ้องจำเลยกลุ่มนี้ทั้งหมด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับจำเลยที่ศาลจังหวัดธัญบุรีพิพากษายกฟ้องทุกข้อหา ได้แก่ จำเลยที่ 3 และ 4 ซึ่งเป็นบริษัทและผู้บริหารโรงงานปุ๋ยใน จ.บุรีรัมย์ โดยผู้เสียหายได้รับการชดใช้ค่าเสียหายแล้วบางส่วน รวม 400,000 บาท และจำเลยที่ 6 ซึ่งรับเงินโอนจากผู้เสียหาย และมีการเบิกถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มในช่วงเกิดเหตุที่ประเทศกัมพูชา
ภายหลังมีคำพิพากษา นายภัทรพงศ์ ไชยปุรณะ ทนายความและหลานชายนางบุญครอง กล่าวว่า สำหรับคดีนี้ตนเคารพคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่คดีคงไม่ได้ยุติที่ศาลชั้นต้นอย่างแน่นอน โดยโจทก์ร่วมสามารถอุทธรณ์ได้เฉพาะความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนฯ
ส่วนความผิดฐานองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ อั้งยี่ ซ่องโจร ฟอกเงิน และสมคบฟอกเงิน เป็นอำนาจของอัยการสูงสุด เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีนอกราชอาณาจักร
นายภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมองว่าไม่ใช่คดีนอกราชอาณาจักร ทั้งที่มีการสืบได้ว่ามีการเปิดบัญชีทั้งที่สหราชอาณาจักร สหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย และผู้สั่งการมีการพูดคุยกับ น.ส.อัญชลี ขณะอยู่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน แต่ต้องมีความชัดเจนถึงขนาดเห็นบุคคลผู้ลงมือกี่คน ขณะกระทำความผิดอยู่ในรัฐใด และมีพิกัดอยู่ที่ใด จึงจะคลายข้อสงสัยและทำให้ศาลสามารถลงโทษได้
“ก็ถือเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้น ซึ่งตนอยากให้คดีนี้ได้ขึ้นถึงชั้นศาลฎีกา เพราะจากการศึกษาแนวคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีนี้ หลายข้อหายังแตกต่างจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมา และเชื่อว่าฝ่ายจำเลยที่ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกก็คงอุทธรณ์เช่นกัน เชื่อว่าคดียังไม่ถึงที่สุด ตนยังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และมีความหวังว่าอัยการสูงสุดจะนำคดีนี้เสนอต่อศาลอุทธรณ์ต่อไป” นายภัทรพงศ์ กล่าว
นายภัทรพงศ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของตนได้รับมอบหมายให้อุทธรณ์คดีในความผิดฐานฉ้อโกงฯ เนื่องจาก น.ส.อัญชลีและนายธนพนธ์ ซึ่งรับเงินโดยตรงจากคุณยาย ไม่ถูกลงโทษในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ทำให้คุณยายไม่สามารถได้รับการชดใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนจากจำเลยได้ตามกฎหมาย
“ตนมองว่าหากเป็นกรณีอื่น นอกจากผู้เสียหายจะสูญเสียเงินแล้ว ยังต้องมีค่าใช้จ่ายในชั้นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาอีก คดีประเภทนี้จึงเป็นคดีที่น่าสงสารมาก สุดท้ายขอให้กำลังใจผู้เสียหายรายอื่น ๆ เพราะเข้าใจดีว่าความสูญเสียทางทรัพย์สินนั้นเลวร้ายและน่าสงสารเพียงใด”