Kalguroo ปั้นแอปนับแคลฯ สัญชาติไทย Health Coach คู่หูดูแลสุขภาพการกิน
Text: Wipawan In.
Photo : Kritthapol Wichwongwai
การดูแลสุขภาพไม่ได้จบแค่การออกกำลังกาย แต่อาหารกลายเป็นอีกหนึ่งข้อมูลสำคัญที่หลายคนอยากรู้มากขึ้นว่าในหนึ่งมื้อได้รับแคลอรี่ โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต หรือโซเดียมไปเท่าไร แต่เมื่อเมนูที่อยู่ตรงหน้าคืออาหารไทย เรื่องกลับไม่ง่าย เพราะทุกเมนูล้วนมีรายละเอียดของวัตถุดิบ ปริมาณ และวิธีปรุงที่แตกต่างกัน นี่คือ Pain Point ที่ทำให้ Kalguroo แอปพลิเคชันนับแคลอรี่สัญชาติไทยถูกพัฒนาขึ้น ช่วยให้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นคู่หูด้านสุขภาพที่ใช้งานง่ายและเข้ากับชีวิตประจำวันมากกว่าการเป็นแค่แอปบันทึกอาหาร
Pain Point ของคนเข้ายิม ต่อยอดเป็นแอปฯที่เข้าใจอาหารไทย
ชายฟ้า วิญญูวณิชกุล Head of Performance Marketingและ แม๊กกี้ กิตติรัท ปวรชินะชัย Head of Growth เล่าว่า จุดเริ่มต้นของ Kalguroo มาจากประสบการณ์จริงของทีมผู้ก่อตั้งที่เคยทำงานในสายเทคโนโลยีและต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สร้าง Impact ประกอบกับการมองเห็นเทรนด์สุขภาพและ Longevity ที่เติบโตขึ้น จึงเกิดคำถามว่า หากคนต้องการดูแลสุขภาพมากขึ้น จะมีเครื่องมืออะไรช่วยให้การติดตามอาหารและสารอาหารทำได้ง่ายขึ้นบ้าง โดยเฉพาะ Pain Point ที่พบจากคนออกกำลังกายและเทรนเนอร์ ซึ่งต้องคอยถ่ายรูปอาหารและติดตามสิ่งที่กินในแต่ละวัน
“เมื่อเราลองสำรวจตลาดจึงพบว่าแอปต่างประเทศมีข้อจำกัดสำคัญ คือแม้จะมีฐานข้อมูลอาหารจำนวนมาก แต่เมื่อเจอกับอาหารไทยกลับไม่สามารถระบุเมนูและคุณค่าทางโภชนาการได้แม่นยำมากนัก เพราะไม่รู้จักความแตกต่างของเมนูที่ชื่อคล้ายกัน หรืออาหารที่มีสูตรและวิธีปรุงหลากหลาย เช่น กะเพราหมูสับกับกะเพราหมูชิ้น หรือแกงแต่ละประเภท”
Kalguroo จึงเลือกแก้โจทย์ด้วยการนำ AI และฐานข้อมูลโภชนาการมาผสานกัน โดยใช้ทั้งข้อมูลจากผู้ใช้งานและข้อมูลด้านโภชนาการจากกรมอนามัย เพื่อช่วยให้ระบบประมวลผลได้ง่ายและแม่นยำขึ้น ที่สำคัญคือทีมไม่ได้เริ่มต้นด้วยการสร้างแอปทันที แต่ทดลองจาก Prototype และรับ Feedback จากผู้ใช้ก่อน โดยเริ่มจากการให้บริการผ่าน LINE
“เมื่อเห็นว่าผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์และมีฐานข้อมูลมากพอ เราจึงพัฒนาต่อยอดเป็นแอปพลิเคชันเต็มรูปแบบ กระบวนการดังกล่าวใช้เวลาราว 1-2 ปี และทำให้ Kalguroo เติบโตไปพร้อมกับผู้ใช้งาน ซึ่ง Feedback จากผู้ใช้เองก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยพัฒนาความแม่นยำของระบบ”
ไม่ได้อยากให้ “เลิกกิน” แต่อยากให้รู้ว่า “กินอะไรอยู่”
Kalguroo ไม่ได้นิยามตัวเองเป็นแอปฯสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลรูปร่าง แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ทุกคนเข้าใจพฤติกรรมการกินของตัวเองมากขึ้น
“ผู้ใช้สามารถบันทึกอาหารและติดตามข้อมูลสำคัญอย่างแคลอรี่ โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตได้ฟรี ขณะที่สมาชิก Premium จะเข้าถึงข้อมูลเพิ่มเติม เช่น โซเดียม น้ำตาล คอเลสเตอรอล รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุได้ โดยเวอร์ชันฟรีสามารถใช้งานฟีเจอร์หลักได้ทุกวัน และรองรับการสแกนอาหารด้วยภาพ 3 ครั้งต่อวัน ส่วนผู้ที่สมัครสมาชิกสามารถสแกนได้แบบไม่จำกัด เหมาะกับคนที่ต้องการติดตามอาหารและของกินระหว่างวันอย่างละเอียด
“อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ประสบการณ์ใช้งานแตกต่างคือ การให้ผู้ใช้งานมีส่วนร่วมในการพัฒนา โดยผู้ใช้สามารถปรับข้อมูลให้ตรงกับสิ่งที่กินจริงได้ ข้อมูลที่ถูกแก้ไขยังช่วยให้ระบบเรียนรู้ต่อไปด้วย นี่คือแนวคิดที่ทำให้ AI ของ Kalguroo ไม่ได้ทำงานแบบทางเดียว แต่เรียนรู้จากผู้ใช้งานผ่าน Feedback ว่าผลลัพธ์ที่ประเมินมานั้นแม่นหรือควรปรับตรงไหนหรืออยากให้มีฟีเจอร์อะไรเพิ่มขึ้นอีกบ้าง”
หัวใจสำคัญคือ Kalguroo ไม่ได้ต้องการบอกว่าถ้าอยากสุขภาพดีต้องเลิกกินอาหารประเภทใดประเภทหนึ่ง แต่อยากให้ผู้ใช้ Enjoy Eating ได้เหมือนเดิม เพียงแค่รู้จักอาหารที่ตัวเองกินมากขึ้น เพราะเมื่อรู้ว่ามื้อกลางวันได้รับคาร์โบไฮเดรตไปมากแล้ว มื้อเย็นก็สามารถเลือกเพิ่มโปรตีนหรือปรับสัดส่วนอาหารให้เหมาะสมได้ ข้อมูลจึงกลายเป็นตัวช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น โดยไม่ต้องรู้สึกว่าการดูแลสุขภาพคือการตัดความสุขจากการกินออกไป
ความก้าวหน้าที่รองรับการเติบโตของเทรนด์สุขภาพ
จุดแข็งที่ Kalguroo มองว่าเป็น Competitive Advantage คือการมี ฐานข้อมูลอาหารไทย ที่ถูกสะสมและพัฒนาขึ้นจากการใช้งานจริง เพราะอาหารไทยมีความซับซ้อนทั้งวัตถุดิบ สูตรอาหาร และวิธีการปรุงมากกว่าเมนูประเทศอื่นๆ
“เรามีข้อมูลการบันทึกของผู้ใช้งานสะสมกว่า 17 ล้านครั้ง จึงกลายเป็นอีกหนึ่งฐานข้อมูลสำคัญที่สามารถนำมาใช้ฝึกและพัฒนา AI ให้เข้าใจอาหารไทยได้ละเอียดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างของเมนู และการคำนวณที่แม่นยำขึ้น การเติบโตของ Kalguroo ยังสะท้อนเทรนด์ Health & Wellness ที่กำลังขยายตัวในไทย โดยเราดูจากจำนวนผู้ดาวน์โหลดที่เติบโตแบบก้าวกระโดด และจากเดือนกรกฎาคมปีก่อนถึงตอนนี้ มีผู้ดาวน์โหลดแล้วเกือบ 1.4 ล้านคนภายในประมาณ 1 ปี ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ใช้งานก็ไม่ได้มีเพียงกลุ่มที่ต้องการลดน้ำหนัก แต่รวมถึงกลุ่มที่ต้องการเพิ่มน้ำหนัก เพิ่มกล้ามเนื้อ ตลอดจนกลุ่มที่ต้องการควบคุมอาหารจากปัจจัยด้านสุขภาพและโรค NCDs อีกด้วย”
ยิ่งไปกว่านั้น Kalguroo กำลังมองไกลกว่าแอปนับแคลอรี่โดยวางเป้าหมายให้เทคโนโลยีเป็นผู้ช่วยด้านสุขภาพที่เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ทั้งการพัฒนา Kalguroo AI ให้ทำหน้าที่เป็น Health Coach วิเคราะห์แลแนะนำข้อมูลการกินและการออกกำลังกายในแต่ละวัน เพื่อช่วยให้ผู้ใช้เดินไปถึงเป้าหมาย นอกจากนี้ยังมีแผนเสริมความแข็งแกร่งผ่านการขยายพันธมิตรในหลากหลายกลุ่มทั้งแพลตฟอร์ม Food Delivery เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเห็นข้อมูลโภชนาการก่อนตัดสินใจสั่งอาหาร ฟิตเนส และโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งมีสมาคมการค้าเฮลท์เทคไทย และหน่วยงานต่างๆ ให้การสนับสนุน พร้อมทั้งวางแผนขยายสู่ ตลาดต่างประเทศ
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี