โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บันทึกหน้า 4

ไทยโพสต์

อัพเดต 8 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด การเมืองไทยในช่วงเวลานี้กำลังร้อนระอุและเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญจากสองประเด็นใหญ่ที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด ทั้งกรณีการเปิดสำนวนคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ที่มีข้อมูลมหาศาลและความเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในการกดดันองค์กรอิสระ

สำหรับประเด็นร้อนเรื่องคดีฮั้วเลือก สว.นั้น มีการตีความจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 ซึ่ง แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ออกมาย้ำถึงองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ที่ทำให้ กกต. มีหน้าที่ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาเพิกถอนสิทธิผู้เลือกหลังประกาศผลไปแล้ว

โดยประการแรกจะต้องเป็นการกระทำของผู้สมัครรับเลือกโดยตรงหรือผู้สมัครรู้เห็นเป็นใจ ประการที่สองต้องเป็นการกระทำที่เข้าข่ายทุจริต เช่น การจ้างลงสมัคร จ้างลงคะแนน การสมยอม หรือแลกเปลี่ยนคะแนน และประการที่สาม ต้องมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หากครบถ้วนทั้งสามองค์ประกอบนี้ กกต.จะต้องดำเนินการตามกฎหมายทันที ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

สถานการณ์กลับตึงเครียดมากขึ้น เมื่อไอลอว์ (iLaw) โดย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลจากสำนวนกว่า 9 หมื่นหน้า พร้อมทั้งขู่จะนำข้อมูลทั้งหมดเปิดเผยต่อสาธารณชน หาก กกต. มีคำสั่งไม่ฟ้องหรือไม่ดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยทั้งหมด

โดยหนึ่งในประเด็นที่มีการหยิบยกขึ้นมาโจมตีคือบันทึกการโทรศัพท์ของผู้สมัคร สว. จังหวัดอ่างทอง ที่ติดต่อหาบุคคลสำคัญในแวดวงการเมือง เช่น “ภราดร ปริศนานันทกุล” “กรวีร์ ปริศนานันทกุล” 2 สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในช่วงเวลาที่ผู้สมัครควรจะถูกยึดโทรศัพท์มือถือในการเลือกระดับประเทศ ซึ่งการพาดพิงดังกล่าวได้สร้างแรงกระเพื่อมและทำให้เกิดกระแสกดดันจากสังคมอย่างหนักหน่วงต่อตัวผู้ถูกกล่าวหาและองค์กรผู้จัดการเลือก

ภราดร ปริศนานันทกุล ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มองว่าการนำชื่อไปโยงกับตารางเบอร์โทรศัพท์เป็นเรื่องที่ตรวจสอบยากและอาจเป็นการสร้างชุดข้อมูลเพื่อโจมตีทางการเมือง พร้อมกับย้ำว่า กกต.จะต้องวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตามกฎหมาย ไม่ใช่วินิจฉัยตามกระแสสังคม พาดหัวข่าว หรือแรงกดดันจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

สุดท้ายต้องจับตาว่าด้วยแรงกดดันจากสังคม กกต.จะวินิจฉัยอย่างไร ให้ชอบด้วยกฎหมาย ควบคู่การยอมรับจากสังคมหายกังขา

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่มีผลสะเทือนต่อภูมิทัศน์การเมืองไทยอย่างยิ่งคือ การประกาศใช้พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เพื่อมุ่งนิรโทษกรรมแก่ผู้ร่วมชุมนุมและผู้แสดงออกทางการเมืองที่มีมูลเหตุจากความขัดแย้งตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 กฎหมายฉบับนี้ส่งผลให้ประชาชนทั่วไปและผู้ชุมนุมจากทุกขั้วความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเสื้อแดง กลุ่มพันธมิตรฯ หรือกลุ่ม กปปส. รวมถึงแกนนำและนักการเมืองบางส่วนที่มีคดีความจากการชุมนุม ได้รับการปลดล็อกและล้างมลทินพ้นจากความผิดทางการเมือง เพื่อเปิดทางให้ประเทศสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งที่เรื้อรังมานานได้

กระนั้นก็ตาม พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ได้กำหนดข้อยกเว้นไว้อย่างชัดเจนว่า จะไม่รวมถึงผู้กระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 รวมถึงผู้กระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายสาหัส และคดีความที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว

ทำให้เสียงสะท้อนจากสังคมแตกออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน ฝ่ายที่สนับสนุนมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการล้างกระดานและคืนความยุติธรรมให้กับประชาชนระดับรากหญ้าที่ต้องเผชิญวิบากกรรมทางคดีความมาอย่างยาวนาน

ในขณะที่ฝ่ายคัดค้าน โดยเฉพาะศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนและกลุ่มเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ ได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นการทิ้งผู้ต้องหาและเยาวชนในคดีมาตรา 112 ไว้ข้างหลัง รวมถึงเกิดข้อกังขาเรื่องความซ้ำซ้อนและมาตรฐานที่ไม่เท่าเทียมกันในกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากคดีความรุนแรงในอดีตบางคดีกลับได้รับการนิรโทษกรรมทั้งหมด

ท้ายที่สุดแล้ว บทบาทของคณะกรรมการฯ จะต้องพิจารณาวินิจฉัยคดีความภายใต้ พ.ร.บ.สันติสุข ว่าจะสามารถสร้างความปรองดองที่ยอมรับได้ทุกฝ่ายอย่างแท้จริง หรือจะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งและคาใจสังคมรอบใหม่.

เสือดำ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...