Nasdaq ยังห่างจุดสูงสุด 4% เงินไหลออกธีม AI-ชิป นักลงทุนหันเลือกหุ้นรายตัว
Nasdaq 100 ยังตามหลัง S&P 500 และต่ำกว่าสถิติสูงสุดเดือนมิถุนายนราว 4% หลังหุ้นชิปที่เคยนำตลาดร่วงหนัก ขณะที่เม็ดเงินไม่ได้ออกจากตลาด แต่หมุนไปยังหุ้นนอกธีม AI มากขึ้น
วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 13.24 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนี S&P 500 สามารถฟื้นตัวจากแรงเทขายในช่วงฤดูร้อนและกลับไปทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ตั้งแต่ประมาณหนึ่งเดือนก่อน แต่ Nasdaq 100 ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยียังคงตามหลัง โดยปิดสัปดาห์ล่าสุดต่ำกว่าสถิติสูงสุดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนอยู่ประมาณ 4% และเป็นดัชนีหุ้นหลักของสหรัฐฯ รายสุดท้ายที่ยังไม่สามารถกลับไปแตะจุดสูงสุดเดิมได้
ความล่าช้าของ Nasdaq ไม่ได้เกิดจากแรงกดดันในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเท่านั้น แต่สะท้อนความแตกต่างของทิศทางระหว่าง Nasdaq และ S&P 500 ที่สะสมมานานประมาณ 10 เดือน และกำลังเปลี่ยนโครงสร้างของหุ้นที่เป็นผู้นำและหุ้นที่ตามหลังตลาด
Nasdaq เริ่มหลุดจากทิศทางของตลาดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ก่อนเข้าสู่ภาวะปรับฐาน ขณะที่ S&P 500 กลับไปทำสถิติสูงสุดได้ภายในกลางเดือนธันวาคม ส่วน Nasdaq พลาดการทำสถิติใหม่ไปเพียงเล็กน้อยในช่วงปลายเดือนมกราคม
หลังจากนั้นแรงเทขายในฤดูใบไม้ผลิทำให้ดัชนีทั้งสองกลับมาเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันชั่วคราว แต่การทรุดตัวของหุ้นชิปในเดือนมิถุนายนกลายเป็นจุดที่ทั้งสองดัชนีเริ่มแยกออกจากกันอย่างชัดเจน โดย S&P 500 สามารถรับแรงกดดันได้ ขณะที่ Nasdaq ร่วงลงหนักกว่า
นับตั้งแต่ตลาดขาขึ้นรอบปัจจุบันเริ่มต้นเมื่อเดือนธันวาคม 2565 มีทั้งหมด 173 วันทำการที่ดัชนีหนึ่งอยู่ในช่วงปรับฐาน แต่อีกดัชนีไม่อยู่ในภาวะดังกล่าว และเกือบครึ่งหนึ่ง หรือ 84 วัน เกิดขึ้นในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนว่าความแตกต่างระหว่างสองดัชนีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
Nasdaq ร่วงลึกกว่า และใช้เวลาฟื้นนานกว่า
แรงขายช่วงฤดูร้อนครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในช่วงที่ Nasdaq และ S&P 500 เคลื่อนไหวแตกต่างกันมากที่สุด โดย Nasdaq ทำจุดต่ำสุดช้ากว่า S&P 500 ถึง 33 วันทำการ และมีขนาดการปรับตัวลงมากกว่า 2 เท่า
ข้อมูลย้อนหลัง 40 ปีพบว่า หากตลาดเผชิญการปรับฐานครั้งใหญ่และดัชนีทั้งสองร่วงอย่างน้อย 10% Nasdaq มักเป็นฝ่ายฟื้นก่อน โดยเกิดขึ้นถึง 14 จาก 16 ครั้งนับตั้งแต่ปี 1985
แต่หาก S&P 500 ปรับตัวลงเพียงเล็กน้อย ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีได้รับความเสียหายหนักกว่า รูปแบบจะกลับกัน โดย Nasdaq มักฟื้นช้ากว่า S&P 500 ซึ่งเคยเกิดขึ้นในปี 1992, 2005, 2012 และ 2024 โดยช่วงเหล่านั้นมีลักษณะเป็นการพักฐานหลังตลาดพุ่งแรง มากกว่าจะเป็นวิกฤต
ในอดีต Nasdaq ยังสามารถไล่ตามได้ในท้ายที่สุด แต่ต้องใช้เวลาประมาณ 2-4 เดือน หลัง S&P 500 ฟื้นกลับสู่ระดับเดิมแล้ว
เงินไม่ได้ออกจากตลาด แต่ย้ายออกจากธีม AI-ชิป
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าเงินทุนกำลังไหลออกจากตลาดหุ้นสหรัฐโดยรวม แต่เป็นการโยกเงินออกจากธีมที่เคยเป็นผู้นำตลาด
นับจากจุดสูงสุดของ Nasdaq เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ดัชนี S&P 500 ที่ไม่นับหุ้น AI ปรับตัวขึ้นประมาณ 8% ขณะที่ S&P 500 แบบให้น้ำหนักหุ้นเท่ากันเพิ่มขึ้นราว 5% แต่ Nasdaq ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดเดิม
ภายในกลุ่มเทคโนโลยีเอง หุ้นที่เคยผลักดันตลาดขึ้นในฤดูใบไม้ผลิกลับกลายเป็นตัวฉุดในช่วงฤดูร้อน โดยหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งเคยเป็นหัวหอกของตลาดถูกแทนที่ด้วยหุ้นซอฟต์แวร์ เฮลธ์แคร์ และท่องเที่ยว
แม้แต่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ก็เคลื่อนไหวแตกต่างกัน โดย Microsoft มีส่วนสร้างประมาณ หนึ่งในสี่ของการฟื้นตัวของ Nasdaq นับจากจุดต่ำสุดในเดือนกรกฎาคม ขณะที่ Apple เป็นหนึ่งในหุ้นที่ฉุดการฟื้นตัวมากที่สุด
หุ้นชิปร่วงเกือบ 30% หลังเคยเป็นเครื่องยนต์ตลาด
ความอ่อนแอของหุ้นชิปถือเป็นปัจจัยสำคัญ โดยแม้ Nasdaq จะทำจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายน แต่ Philadelphia Semiconductor Index ยังคงปรับขึ้นต่ออีกประมาณ 3 สัปดาห์ ก่อนจะทรุดตัวลงเกือบ 30% จนถึงจุดต่ำสุดของตลาดในเดือนกรกฎาคม นั่นหมายความว่าเกิดภาวะตลาดหมีขึ้นภายในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ แม้ดัชนี Nasdaq โดยรวมจะใกล้ฟื้นตัวเต็มที่แล้วก็ตาม
อย่างไรก็ตาม หากมองผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี ช่องว่างไม่ได้กว้างมากนัก โดย S&P 500 แบบให้น้ำหนักเท่ากันเพิ่มขึ้นประมาณ 15% ขณะที่ Nasdaq 100 เพิ่มขึ้นราว 17%
เฮดจ์ฟันด์ลดน้ำหนักหุ้นเทคฯ
พฤติกรรมของนักลงทุนสถาบันยังสะท้อนความระมัดระวัง โดย ข้อมูลจาก Prime Services ของ Goldman Sachs ระบุว่า เฮดจ์ฟันด์เข้าซื้อหุ้นช่วงตลาดปรับลงต่อเนื่อง 3 สัปดาห์จนถึงกลางเดือนสิงหาคม ก่อนพลิกกลับมาเทขายในอัตรารวดเร็วที่สุดในรอบ 2 เดือน
กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นภาคธุรกิจที่ถูกขายมากที่สุด และเผชิญการลดสถานะลงทุนรวม หรือ de-grossing รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 2 ปี ขณะที่ระดับ Net Leverage ของกลยุทธ์ลงทุนพื้นฐานอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งปี
อีกหนึ่งความกังวล คือ เงินลงทุนมหาศาลใน AI ยังไม่ได้สร้างผลตอบแทนที่ชัดเจน โดยบทวิเคราะห์ของ Morgan Stanley ระบุถึงภาระผูกพันนอกงบดุลมากกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่กลุ่ม Hyperscalers มีสัดส่วนต่อการออกหุ้นกู้ Investment Grade ของบริษัทนอกภาคการเงินสหรัฐเพิ่มจากเพียง 2% ในปี 2025 เป็น 19% ในปีนี้
งบ Nvidia แกร่ง แต่ตลาดตอบรับข่าว AI สั้นลง
แม้ Nvidia รายงานผลประกอบการแข็งแกร่งและช่วยยืนยันว่าความต้องการ AI ยังอยู่ในระดับสูง แต่แรงหนุนจากข่าวเชิงบวกเกี่ยวกับ AI กลับมีอายุสั้นลงในช่วงฤดูร้อน ขณะเดียวกันต้นทุนหน่วยความจำที่เพิ่มสูงขึ้นกำลังกดดันอัตรากำไรของหุ้นบางบริษัท
อีกปัจจัยสำคัญคือทิศทางอัตราดอกเบี้ย หลัง Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ระบุในการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งแรกนับจากเข้ารับตำแหน่งว่า เงินเฟ้อยังไม่ได้ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมส่งสัญญาณว่า หากผู้กำหนดนโยบายยังไม่มั่นใจว่าเงินเฟ้อกำลังลดลง เฟดยังมีงานที่ต้องทำ
ภาพรวมจึงยังมีทั้งปัจจัยบวกและแรงเสียดทานสำหรับ Nasdaq 100 แม้ดัชนีสามารถฟื้นจากการปรับฐานทุกครั้งในตลาดขาขึ้นรอบนี้ แต่การฟื้นตัวล่าสุดพึ่งพาหุ้นซอฟต์แวร์เพียงไม่กี่ตัว ขณะที่เครื่องยนต์สำคัญอย่างหุ้นชิปยังอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดมาก
Bloomberg ระบุว่า Nasdaq สามารถกลับไปทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ทุกครั้ง หรือ 12 จาก 12 ครั้ง หลังแรงขายในตลาดขาขึ้นรอบนี้สิ้นสุดลง และข้อมูลปัจจุบันยังไม่มีสิ่งบ่งชี้ว่าครั้งนี้จะต้องแตกต่างออกไป
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ นักลงทุนไม่ได้ซื้อ Nasdaq เพียงเพราะต้องการเดิมพันกับธีมเทคโนโลยีหรือ AI อีกต่อไป แต่กำลังเลือกซื้อหุ้นเป็นรายบริษัทมากขึ้น ซึ่งทำให้หุ้นที่จะสามารถผลักดันดัชนีขึ้นสู่สถิติใหม่มีจำนวนจำกัดกว่าเดิม
อ้างอิง : www.bloomberg.com