โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

Nasdaq ยังห่างจุดสูงสุด 4% เงินไหลออกธีม AI-ชิป นักลงทุนหันเลือกหุ้นรายตัว

การเงินธนาคาร

อัพเดต 31 ส.ค. เวลา 14.48 น. • เผยแพร่ 31 ส.ค. เวลา 07.48 น.

Nasdaq 100 ยังตามหลัง S&P 500 และต่ำกว่าสถิติสูงสุดเดือนมิถุนายนราว 4% หลังหุ้นชิปที่เคยนำตลาดร่วงหนัก ขณะที่เม็ดเงินไม่ได้ออกจากตลาด แต่หมุนไปยังหุ้นนอกธีม AI มากขึ้น

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 13.24 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนี S&P 500 สามารถฟื้นตัวจากแรงเทขายในช่วงฤดูร้อนและกลับไปทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ตั้งแต่ประมาณหนึ่งเดือนก่อน แต่ Nasdaq 100 ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยียังคงตามหลัง โดยปิดสัปดาห์ล่าสุดต่ำกว่าสถิติสูงสุดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนอยู่ประมาณ 4% และเป็นดัชนีหุ้นหลักของสหรัฐฯ รายสุดท้ายที่ยังไม่สามารถกลับไปแตะจุดสูงสุดเดิมได้

ความล่าช้าของ Nasdaq ไม่ได้เกิดจากแรงกดดันในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเท่านั้น แต่สะท้อนความแตกต่างของทิศทางระหว่าง Nasdaq และ S&P 500 ที่สะสมมานานประมาณ 10 เดือน และกำลังเปลี่ยนโครงสร้างของหุ้นที่เป็นผู้นำและหุ้นที่ตามหลังตลาด

Nasdaq เริ่มหลุดจากทิศทางของตลาดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ก่อนเข้าสู่ภาวะปรับฐาน ขณะที่ S&P 500 กลับไปทำสถิติสูงสุดได้ภายในกลางเดือนธันวาคม ส่วน Nasdaq พลาดการทำสถิติใหม่ไปเพียงเล็กน้อยในช่วงปลายเดือนมกราคม

หลังจากนั้นแรงเทขายในฤดูใบไม้ผลิทำให้ดัชนีทั้งสองกลับมาเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันชั่วคราว แต่การทรุดตัวของหุ้นชิปในเดือนมิถุนายนกลายเป็นจุดที่ทั้งสองดัชนีเริ่มแยกออกจากกันอย่างชัดเจน โดย S&P 500 สามารถรับแรงกดดันได้ ขณะที่ Nasdaq ร่วงลงหนักกว่า

นับตั้งแต่ตลาดขาขึ้นรอบปัจจุบันเริ่มต้นเมื่อเดือนธันวาคม 2565 มีทั้งหมด 173 วันทำการที่ดัชนีหนึ่งอยู่ในช่วงปรับฐาน แต่อีกดัชนีไม่อยู่ในภาวะดังกล่าว และเกือบครึ่งหนึ่ง หรือ 84 วัน เกิดขึ้นในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนว่าความแตกต่างระหว่างสองดัชนีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

Nasdaq ร่วงลึกกว่า และใช้เวลาฟื้นนานกว่า

แรงขายช่วงฤดูร้อนครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในช่วงที่ Nasdaq และ S&P 500 เคลื่อนไหวแตกต่างกันมากที่สุด โดย Nasdaq ทำจุดต่ำสุดช้ากว่า S&P 500 ถึง 33 วันทำการ และมีขนาดการปรับตัวลงมากกว่า 2 เท่า

ข้อมูลย้อนหลัง 40 ปีพบว่า หากตลาดเผชิญการปรับฐานครั้งใหญ่และดัชนีทั้งสองร่วงอย่างน้อย 10% Nasdaq มักเป็นฝ่ายฟื้นก่อน โดยเกิดขึ้นถึง 14 จาก 16 ครั้งนับตั้งแต่ปี 1985

แต่หาก S&P 500 ปรับตัวลงเพียงเล็กน้อย ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีได้รับความเสียหายหนักกว่า รูปแบบจะกลับกัน โดย Nasdaq มักฟื้นช้ากว่า S&P 500 ซึ่งเคยเกิดขึ้นในปี 1992, 2005, 2012 และ 2024 โดยช่วงเหล่านั้นมีลักษณะเป็นการพักฐานหลังตลาดพุ่งแรง มากกว่าจะเป็นวิกฤต

ในอดีต Nasdaq ยังสามารถไล่ตามได้ในท้ายที่สุด แต่ต้องใช้เวลาประมาณ 2-4 เดือน หลัง S&P 500 ฟื้นกลับสู่ระดับเดิมแล้ว

เงินไม่ได้ออกจากตลาด แต่ย้ายออกจากธีม AI-ชิป

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าเงินทุนกำลังไหลออกจากตลาดหุ้นสหรัฐโดยรวม แต่เป็นการโยกเงินออกจากธีมที่เคยเป็นผู้นำตลาด

นับจากจุดสูงสุดของ Nasdaq เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ดัชนี S&P 500 ที่ไม่นับหุ้น AI ปรับตัวขึ้นประมาณ 8% ขณะที่ S&P 500 แบบให้น้ำหนักหุ้นเท่ากันเพิ่มขึ้นราว 5% แต่ Nasdaq ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดเดิม

ภายในกลุ่มเทคโนโลยีเอง หุ้นที่เคยผลักดันตลาดขึ้นในฤดูใบไม้ผลิกลับกลายเป็นตัวฉุดในช่วงฤดูร้อน โดยหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งเคยเป็นหัวหอกของตลาดถูกแทนที่ด้วยหุ้นซอฟต์แวร์ เฮลธ์แคร์ และท่องเที่ยว

แม้แต่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ก็เคลื่อนไหวแตกต่างกัน โดย Microsoft มีส่วนสร้างประมาณ หนึ่งในสี่ของการฟื้นตัวของ Nasdaq นับจากจุดต่ำสุดในเดือนกรกฎาคม ขณะที่ Apple เป็นหนึ่งในหุ้นที่ฉุดการฟื้นตัวมากที่สุด

หุ้นชิปร่วงเกือบ 30% หลังเคยเป็นเครื่องยนต์ตลาด

ความอ่อนแอของหุ้นชิปถือเป็นปัจจัยสำคัญ โดยแม้ Nasdaq จะทำจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายน แต่ Philadelphia Semiconductor Index ยังคงปรับขึ้นต่ออีกประมาณ 3 สัปดาห์ ก่อนจะทรุดตัวลงเกือบ 30% จนถึงจุดต่ำสุดของตลาดในเดือนกรกฎาคม นั่นหมายความว่าเกิดภาวะตลาดหมีขึ้นภายในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ แม้ดัชนี Nasdaq โดยรวมจะใกล้ฟื้นตัวเต็มที่แล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม หากมองผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี ช่องว่างไม่ได้กว้างมากนัก โดย S&P 500 แบบให้น้ำหนักเท่ากันเพิ่มขึ้นประมาณ 15% ขณะที่ Nasdaq 100 เพิ่มขึ้นราว 17%

เฮดจ์ฟันด์ลดน้ำหนักหุ้นเทคฯ

พฤติกรรมของนักลงทุนสถาบันยังสะท้อนความระมัดระวัง โดย ข้อมูลจาก Prime Services ของ Goldman Sachs ระบุว่า เฮดจ์ฟันด์เข้าซื้อหุ้นช่วงตลาดปรับลงต่อเนื่อง 3 สัปดาห์จนถึงกลางเดือนสิงหาคม ก่อนพลิกกลับมาเทขายในอัตรารวดเร็วที่สุดในรอบ 2 เดือน

กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นภาคธุรกิจที่ถูกขายมากที่สุด และเผชิญการลดสถานะลงทุนรวม หรือ de-grossing รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 2 ปี ขณะที่ระดับ Net Leverage ของกลยุทธ์ลงทุนพื้นฐานอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งปี

อีกหนึ่งความกังวล คือ เงินลงทุนมหาศาลใน AI ยังไม่ได้สร้างผลตอบแทนที่ชัดเจน โดยบทวิเคราะห์ของ Morgan Stanley ระบุถึงภาระผูกพันนอกงบดุลมากกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่กลุ่ม Hyperscalers มีสัดส่วนต่อการออกหุ้นกู้ Investment Grade ของบริษัทนอกภาคการเงินสหรัฐเพิ่มจากเพียง 2% ในปี 2025 เป็น 19% ในปีนี้

งบ Nvidia แกร่ง แต่ตลาดตอบรับข่าว AI สั้นลง

แม้ Nvidia รายงานผลประกอบการแข็งแกร่งและช่วยยืนยันว่าความต้องการ AI ยังอยู่ในระดับสูง แต่แรงหนุนจากข่าวเชิงบวกเกี่ยวกับ AI กลับมีอายุสั้นลงในช่วงฤดูร้อน ขณะเดียวกันต้นทุนหน่วยความจำที่เพิ่มสูงขึ้นกำลังกดดันอัตรากำไรของหุ้นบางบริษัท

อีกปัจจัยสำคัญคือทิศทางอัตราดอกเบี้ย หลัง Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ระบุในการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งแรกนับจากเข้ารับตำแหน่งว่า เงินเฟ้อยังไม่ได้ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมส่งสัญญาณว่า หากผู้กำหนดนโยบายยังไม่มั่นใจว่าเงินเฟ้อกำลังลดลง เฟดยังมีงานที่ต้องทำ

ภาพรวมจึงยังมีทั้งปัจจัยบวกและแรงเสียดทานสำหรับ Nasdaq 100 แม้ดัชนีสามารถฟื้นจากการปรับฐานทุกครั้งในตลาดขาขึ้นรอบนี้ แต่การฟื้นตัวล่าสุดพึ่งพาหุ้นซอฟต์แวร์เพียงไม่กี่ตัว ขณะที่เครื่องยนต์สำคัญอย่างหุ้นชิปยังอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดมาก

Bloomberg ระบุว่า Nasdaq สามารถกลับไปทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ทุกครั้ง หรือ 12 จาก 12 ครั้ง หลังแรงขายในตลาดขาขึ้นรอบนี้สิ้นสุดลง และข้อมูลปัจจุบันยังไม่มีสิ่งบ่งชี้ว่าครั้งนี้จะต้องแตกต่างออกไป

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ นักลงทุนไม่ได้ซื้อ Nasdaq เพียงเพราะต้องการเดิมพันกับธีมเทคโนโลยีหรือ AI อีกต่อไป แต่กำลังเลือกซื้อหุ้นเป็นรายบริษัทมากขึ้น ซึ่งทำให้หุ้นที่จะสามารถผลักดันดัชนีขึ้นสู่สถิติใหม่มีจำนวนจำกัดกว่าเดิม

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ ตลาดหุ้นทั้งไทยและต่างประเทศ ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...