“แรงงานอังกฤษ” วัย 65+ ทำงานทะลุ 1.7 ล้านคน สวนทางคนรุ่นใหม่กว่า 1 ล้านคน หางานยาก
อังกฤษเผชิญช่องว่างตลาดแรงงานระหว่างวัย คนอายุ 65 ปีขึ้นไปทำงานสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่วัย 16-24 ปีเกือบ 1 ล้านคนไม่มีงานทำหรือหลุดจากระบบการศึกษา
วันที่ 14 กันยายน 2569 เวลา 13.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าตลาดแรงงานอังกฤษกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงระหว่างคนต่างรุ่นอย่างชัดเจน หลังจำนวนผู้มีงานทำอายุ 65 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่คนหนุ่มสาวกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ยากขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เติบโตอ่อนแอ การจ้างงานที่ซบเซา และการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกำลังกระทบตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น
ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 อังกฤษเคยมีแรงงานหนุ่มสาวมากถึง 10 คน ต่อผู้มีงานทำอายุ 65 ปีขึ้นไป 1 คน แต่ปัจจุบันอัตราส่วนดังกล่าวลดลงเหลือเพียง 2 ต่อ 1 สะท้อนทั้งการที่คนสูงวัยทำงานนานขึ้นและความยากลำบากของคนรุ่นใหม่ในการหางานแรก
ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) ระบุว่า จำนวนชาวอังกฤษอายุ 65 ปีขึ้นไปที่ยังทำงานอยู่เพิ่มขึ้นเกิน 1.7 ล้านคน ในช่วงต้นปีนี้ ขณะที่อัตราการมีงานทำของคนกลุ่มนี้ ซึ่งหลายคนมีอายุเกินเกณฑ์รับบำนาญจากรัฐแล้ว เพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุด
ปัจจัยสำคัญมาจากอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น สุขภาพที่ดีขึ้น และรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ทำให้คนสูงวัยสามารถอยู่ในตลาดแรงงานได้นานกว่าเดิม ขณะเดียวกันแรงกดดันจากค่าครองชีพยังทำให้คนรุ่น Baby Boomer จำนวนหนึ่งเลือกทำงานต่อหรือกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานเพื่อเพิ่มรายได้
อย่างไรก็ตาม การที่แรงงานสูงวัยอยู่ในตลาดแรงงานนานขึ้นเกิดขึ้นในช่วงที่อังกฤษเผชิญภาวะตลาดแรงงานแบบที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เรียกว่า “Low Hire, Low Fire” หรือภาวะที่บริษัททั้งรับพนักงานใหม่และเลิกจ้างในระดับต่ำ ส่งผลให้ตำแหน่งงานว่างใหม่มีจำกัด และคนหนุ่มสาวจำนวนมากยังติดอยู่นอกตลาดแรงงาน
อัตราว่างงานของคนหนุ่มสาวอังกฤษขณะนี้อยู่ใกล้ระดับสูงสุดในรอบกว่าทศวรรษ ขณะที่ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นลดลงอย่างมาก โดยมีคนอายุ 16-24 ปี เกือบ 1 ล้านคน ที่ไม่ได้ทำงาน ไม่ได้ศึกษา และไม่ได้อยู่ระหว่างการฝึกอบรม หรือกลุ่ม NEET
Ben Harrison ผู้อำนวยการ Work Foundation แห่ง Lancaster University ระบุว่า เศรษฐกิจที่เติบโตอ่อนแอและความผันผวนของเศรษฐกิจโลกทำให้นายจ้างระมัดระวังการรับพนักงานเพิ่ม เมื่อมีตำแหน่งงานใหม่เกิดขึ้นน้อยลง การที่แรงงานสูงวัยเลื่อนการเกษียณออกไปจึงอาจส่งผลต่อจำนวนตำแหน่งที่เปิดให้คนรุ่นใหม่
รัฐบาลพรรค Labour ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี Andy Burnham กำหนดให้ปัญหาว่างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาวเป็นหนึ่งในวาระสำคัญ โดยขยายโครงการอุดหนุนตำแหน่งงานค่าแรงขั้นต่ำสำหรับคนรุ่นใหม่ และเตรียมปรับปรุงเส้นทางการฝึกอาชีพเพื่อช่วยให้เข้าสู่ตลาดแรงงานได้ง่ายขึ้น
ข้อมูลจาก Institute for Fiscal Studies ระบุว่า แม้อัตราการจ้างงานโดยรวมของอังกฤษค่อนข้างทรงตัว แต่ปัจจุบันมีคนอายุ 16–24 ปีเพียงประมาณ ครึ่งหนึ่ง ที่มีงานทำ ลดลงมากกว่า 4 จุดเปอร์เซ็นต์จากปี 2565 ซึ่งเป็นการลดลงในระดับใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตโควิด-19 และวิกฤตการเงินโลกปี 2551
สถานการณ์ดังกล่าวแตกต่างจากช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งอังกฤษเคยกังวลกับการที่แรงงานรุ่น Baby Boomer เกษียณก่อนกำหนดจำนวนมาก แต่ค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้ดึงคนบางส่วนกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยผลสำรวจของ Standard Life ในปี 2569 พบว่า ผู้เกษียณประมาณ 1 ใน 6 กลับมาทำงานหรือกำลังพิจารณากลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน
Bruna Skarica หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์อังกฤษของ Morgan Stanley ระบุว่า ผู้สูงวัยบางส่วนอาจกลับมาทำงานพาร์ตไทม์เพื่อเสริมรายได้ โดยเฉพาะในงานทักษะต่ำหรือค่าจ้างไม่สูง ซึ่งในอดีตตำแหน่งเหล่านี้อาจเป็นงานสำหรับคนหนุ่มสาว
ขณะเดียวกัน บริษัทอังกฤษหลายแห่งกำลังหันมาให้ความสำคัญกับแรงงานสูงวัยมากขึ้น ทั้งการรับสมัครพนักงานอายุ 50 ปีขึ้นไปและปรับสวัสดิการเพื่อรักษาพนักงานที่ใกล้เกษียณ เช่น Veolia ที่มีหน้าเว็บไซต์รับสมัครงานสำหรับผู้มีอายุเกิน 50 ปีโดยเฉพาะ ขณะที่ AXA มีโครงการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะใหม่สำหรับแรงงานกลุ่มนี้ และ Dentsu เปิดโครงการฝึกงานที่มุ่งเป้าไปยังผู้สมัครอายุ 50 ปีขึ้นไป
อีกปัจจัยที่กำลังสร้างความแตกต่างระหว่างแรงงานต่างรุ่นคือ AI เนื่องจากเทคโนโลยีสามารถช่วยให้พนักงานสูงวัยทำงานต่อได้นานขึ้น และเพิ่มมูลค่าให้กับประสบการณ์ของพนักงานอาวุโส ขณะที่ AI สามารถเข้ามารับงานหลายประเภทที่ในอดีตมักมอบหมายให้พนักงานระดับเริ่มต้น
ข้อมูลจาก Indeed ระบุว่า สัดส่วนตำแหน่งงานสำหรับบัณฑิตจบใหม่เมื่อเทียบกับตำแหน่งงานว่างทั้งหมด ลดลงครึ่งหนึ่งนับตั้งแต่ปี 2565 โดย Harrison มองว่า AI อาจช่วยยืดอายุการทำงานของแรงงานสูงวัย แต่สำหรับคนหนุ่มสาว เทคโนโลยีดังกล่าวอาจเป็นภัยคุกคามต่อโอกาสการจ้างงานโดยตรง
Alessandro De Arcangelis นักวิเคราะห์อาวุโสของ Lewis Silkin ระบุว่า มีบริษัทบางแห่งเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับการลดจำนวนพนักงานระดับ Junior และใช้ AI ทดแทน ส่งผลให้องค์กรมีแนวโน้มพึ่งพาพนักงานอาวุโสมากขึ้น
นอกจากนี้การทำงานจากระยะไกลอาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กระทบการจ้างงานคนรุ่นใหม่ โดยผลศึกษาของธนาคารกลางสหรัฐ สาขานิวยอร์กพบว่า การทำงานจากบ้านมีส่วนสำคัญต่อการเพิ่มขึ้นของการว่างงานในกลุ่มบัณฑิตจบใหม่ เนื่องจากบริษัทลังเลที่จะรับพนักงานระดับ Junior มาทำงานทางไกล เพราะการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะทำได้ยากกว่า
ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนความท้าทายของตลาดแรงงานอังกฤษที่แรงงานสูงวัยกำลังอยู่ในระบบนานขึ้น ขณะที่ประตูเข้าสู่ตลาดแรงงานของคนรุ่นใหม่กลับแคบลงจากทั้งเศรษฐกิจที่ซบเซา การจ้างงานใหม่ที่ลดลง การทำงานทางไกล และ AI ที่เริ่มเข้ามาทดแทนงานระดับเริ่มต้นมากขึ้น
อ้างอิง : www.bloomberg.com